การสร้างความท้าทายในบทเรียน Fine-tune the challenge.

***เราจะตกอยู่ภายใต้ “แรงจูงใจใฝ่รู้ในงานที่จะทำ” ถ้างานนั้นอยู่ในระดับทักษะและความสามารถของเรา We’re most motivated to learn when the task before us is matched to our level of skill นี้เป็นธรรมชาติของมนุษย์***

***ข้อสำคัญคือ งานที่จะทำนั้น ต้องไม่ง่ายจนน่าเบื่อ และไม่ยากจนสิ้นหวัง not so easy as to be boring, and not so hard as to be frustrating.***

ดังนั้น คุณครู ต้อง“จงใจ Deliberately”กระตุ้นการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนได้ทำงานสุดความสามารถ และยกระดับความยาก เมื่อพวกเขาได้ปรับปรุงการเรียนให้ดีขึ้นแล้ว and keep upping the difficulty อย่างชาญฉลาดพัฒนาการเรียนรู้ขึ้นไปเรื่อยๆ

1.. เริ่มต้นจูงใจด้วยคำถาม “ไม่ใช่การบอก”.. Start with the question, not the answer.

***การที่ต้องจดจำข้อมูลเป็นความเบื่อหน่าย Memorizing information is boring Discovering the solution to a puzzle is invigorating.การค้นพบวิธีแก้ปริศนาเป็นเหมือนการเติมพลังชีวิต Discovering the solution to a puzzle is invigorating.***

ดังนั้น หากคุณครู “นำเข้าสู่บทเรียน ด้วยคำถามเกี่ยวกับสิ่งที่จะเรียน และยั่วยุให้กำลังใจในการสำรวจตรวจค้น Inquiry หาคำตอบด้วยตัวของนักเรียนเอง

***การสร้าง Bridge หรือสะพานความรู้ ที่ดีวิธีหนึ่งคือ การถามคำถามง่ายๆ เพื่อเชื่มโยงสิ่งที่นักเรียนรู้แล้ว ไปสู่สิ่งที่จะต้องค้นคว้าหาความรู้ใหม่ต่อไป***

2..ส่งเสริมผู้เรียนทำดีที่สุดเพื่อเอาชนะตนเองในเรื่องการเรียนรู้, Encourage students to beat their personal best.

*** หน้าที่ของคุณครูคือสร้างแรงจูงใจ Generate motivation โดยการส่งเสริมให้แข่งขันกับตัวเอง “เอาชนะความเบื่อหน่ายและเกียจคร้าน Overcome boredom and idlenessในสิ่งที่จะเรียน” เพื่อสร้างพื้นฐานของความรู้ หลังจากนั้นก็ติดตามดูว่า ในแต่ละครั้งพวกเขามีความก้าวหน้าระดับใดแล้ว ในการเรียนแต่ละครั้ง..สิ่งนี้ทำให้คุณครูต้องทำการประเมินผลตามความเป็นจริง Authentic Assessment ทุกครั้งที่มีการเรียนการสอน ประเมินทั้งตัวครูเอง และนักเรียน ซึ่งการประเมินผลแบบนี้ทำได้ง่ายๆหลายวิธี เช่น การสังเกต Observation หรือคำถามต่างๆ***

*** แรงจูงใจที่ยั่งยืนต้องเกิดจากภายใน เราต้องการสร้างแรงจูงใจภายใน หรือ Intrinsic motivation แรงจูงใจชนิดนี้ จะเป็นพื้นฐานอันดีของการสร้าง ทัศนคติ Attitude และวิถีชีวิต Lifestyles อีกด้วย***

***คนผู้เอาชนะใจตนเองได้ จะเป็นผู้ชนะอุปสรรคทั้งปวง People who win their will win all obstacles***

3.ทำเนื้อหาที่เป็นนามธรรมให้เป็นรูปธรรม ใช้วิธีกรณีศึกษา ที่พิสูจน์แล้วว่ามีประสิทธิภาพ Adopt the case-study method that has proven so effective students:

***คุณครูต้องประยุกต์ใช้ทฤษฎีและแนวคิดที่เป็นนามธรรม..สู่สถานการณ์ที่เป็นความจริงของโลก โน้มน้าวใจผู้เรียนให้รู้จักวิเคราะห์ และทำความรู้สึกในสถานการณ์ ที่เกี่ยวข้องกับ “คนและส่วนได้เสียในชีวิตจริงของคน” Analyze and make sense of situations involving real people and real stakes.***

***เรื่องที่เกิดขึ้นแล้ว เรียกว่า “ประวัติศาสตร์” และ “ประวัติศาสตร์นั้น ย้ำรอยตัวเองเสมอ History repeat itself” ผลของมันเป็นไปตามเหตุที่เกิด ถ้ามันไม่มี “ตัวแปร Variable”มาเบี่ยงเบนทำให้เกิดผลเป็นอย่างอื่น***

***เราต้อง “ฝึกฝนให้ผู้เรียนมีวิจารณญาณในการตัดสินใจ Critical thinking and decision-making” ให้ผู้เรียนรู้จักยั้งคิด และ ฝึกฝนให้เกิดสติ หรือ Consciousness***

4.ทำให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ Make it social.
สร้าง “กลุ่มการเรียนรู้ Learning group” เพื่อให้พวกเขา “มีพันธมิตรแห่งการเรียนรู้กับกลุ่มการเรียนรู้นี้ learning partners”..

***กลุ่มการเรียนรู้นี่เอง พวกเขาจะได้ “แบ่งปันสิ่งที่ได้ค้นพบ และปรึกษาหารือในจุดที่เกิดความสับสน they can share their moments of discovery and points of confusion.***

***แบ่งเนื้อหาการเรียนออกเป็นส่วนๆ และผลัดกันเป็นครูและนักเรียน…ให้พวกเขาสามารถอธิบายง่ายๆ ถึงเรื่องสิ่งที่พวกเขากำลังเรียนรู้ การให้เด็กพูดออกมาดังๆ จะช่วยให้พวกเขาสร้างความเข้าใจ และจดจำได้ดีกว่า..***

***อย่าลืมว่า เราทุกคนต่างได้รับการเรียนรู้ และซึมซับรับเอา “วิถีชีวิต Way of life” จากสังคมที่ตนอาศัยอยู่ เรียกตามศัพท์วิชาการว่า “Social Negotiation” การเรียนการสอนแห่งศตวรรษที่ 21.จึงเป็น “การเรียนรู้เชิงพื้นที่ Area-Based Integration Learning” จึงเป็นการเรียนรู้ที่ถูกต้อง ควบคู่กับ Real World Learning***

5.เจาะลึก Go deep.

***ธรรมชาติของคนเรา “มีความอุตริ ชอบเจาะลึกไปถึงก้นครัวของชาวบ้าน Are pranksters like to delve into the scullery of the villagers.***

***ดังนั้น “วิชาที่เรียน Course of study” จะเป็นที่น่าสนใจเมื่อคุณได้ “เจาะประเด็น” จงมอบหมายงาน ให้เขามีความรู้สึกเหมือนกับว่าเป็นผู้เชี่ยวชาญของโลก ในแง่มุมเล็กๆของเนื้อหาในบทเรียน และต่อจากนั้นก็ขยายความเชี่ยวชาญของพวกเขาออกไป โดยสำรวจดูว่าสิ่งที่พวกเขารู้ดีมากๆในเนื้อหาเล็กๆนั้น เชื่อมต่อกับความรู้ชิ้นอื่นๆ ที่พวกเขาจะต้องเรียนรู้อีกต่อๆไป เพื่อพัฒนาศักยภาพของพวกเขาได้อย่างไร***

Abraham Lincoln กล่าวว่า..“Teach the children so it will not be necessary to teach the adults”

สุทัศน์ เอกา

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *