“การเรียนรู้” ของผู้ที่ประสบความสำเร็จ มักเริ่มต้นจาก “การจดบันทึก”

“>การศึกษามิใช่อยู่ที่ว่าคุณจำได้เท่าไหร่ หรือคุณรู้มากแค่ไหน แต่อยู่ที่ว่าคุณสามารถแยกแยะข้อแตกต่างระหว่างสิ่งที่คุณรู้กับสิ่งที่คุณไม่รู้ได้ … อนาโตล ฟรองซ์<

หนังสือที่ดูเป็นเรื่องของธรรมะ การนั่งสมาธิหาคำตอบให้กับชีวิตบางอย่าง กลับพบว่า มีบทที่พูดถึง “การเรียนรู้” แถมเป็นการเรียนรู้โดยใช้ “การจดบันทึก” เป็นอาวุธทางปัญญา

เชิญชวนลองอ่านหาความรู้ดูครับ

 

เรียนรู้ … (คมสัน วิเศษธร)

การศึกษาหาความรู้ ไม่จำเป็นต้องทำที่โรงเรียนหรือในมหาวิทยาลัยเท่านั้น การไปห้องสมุด ร้านหนังสือ ไปนั่งตามร้านอาหาร หรือพูดคุยกับคนอื่น ก็เพิ่มรอยหยักในสมองได้เหมือนกัน

การเดินทาง ออกนอกบ้านไปพบเจอสิ่งแวดล้อมแปลก ๆ ทั้งผู้คนและสถานที่จะทำให้ได้รับความรู้ใหม่ ๆ ก่อเกิดเป็นฐานข้อมูลที่สามารถนำไปใช้ได้ภายหลัง

หรือจะใช้วิธีเดินทางอีกรูปแบบหนึ่งคือ การชมภาพยนตร์ก็เก๋ไปอีกแบบ เพราะภาพยนตร์จะดึงให้เรารู้สึกร่วมไปกับเนื้อเรื่องและตัวละคร มุมมอง แง่คิด และความเห็นที่ได้เป็นเหมือนกระจกสะท้อนภาพของชีวิต แถมยังมีสัจธรรมดี ๆ ให้เราจดจำไม่ลืมเลือน

แต่จะดียิ่งขึ้นหากขณะเดินทางได้พูดคุย แบ่งปัน หรือแลกเปลี่ยนประสบการณ์ส่วนตัวกับใคร แล้วลอง สังเกต บุคคลที่เรากำลังสนทนาอยู่ด้วยบ้าง เพียงพิจารณาถ้อยคำที่พูด สังเกตอากัปกิริยาท่าทางการเล่า ดูสายตาว่าวอกแวกหรือไม่ ไม่แน่ เราอาจอ่านใจคนที่กำลังคุยกับเราอยู่ได้ว่าเป็นเช่นไร น่าเชื่อถือไหม พูดจริงหรือโกหกแค่ไหนกัน ยิ่งถ้าได้ลองสังเกตคนที่เล่าเรื่องราวต่าง ๆ ได้เป็นคุ้งเป็นแคว บางทีเราอาจพบเคล็ดลับดี ๆ ในตัวเขาหรือเธอผู้นั้นก็เป็นได้

 

การสังเกตเป็นประตูสู่การรับความรู้มากมาย หากอยากเป็นนักสื่อสารที่ดีต้องหัดสังเกตสิ่งรอบข้างให้ถี่ถ้วนละเอียดลออเข้าไว้ พยายามเข้าถึงรายละเอียดต่าง ๆ ให้มากกว่าคนทั่วไป หูตาต้องว่องไว ฟังอะไรมองอะไรต้องลึกซึ้ง

นอกจากการสังเกต การรู้จัก ย่อยความรู้ ให้เป็นของตัวเองก็สำคัญไม่แพ้กัน

ผมนึกย้อนไปถึงสมัยเรียน สถานศึกษาหลายแห่งมักไม่ค่อยมีการเรียนการสอนแบบวิเคราะห์มากนัก นอกจากเน้นการท่องจำ ไม่เคยสอนให้รู้จักคิด ซึมซับความรู้ และย่อยออกมาเป็นของตัวเอง นักเรียนนักศึกษาหลายคนจึงถนัดแต่ตัดแปะข้อความมาส่งอาจารย์ คัดจากเล่มนั้น – เล่มนี้บ้าง ถ้าเป็นเดี๋ยวนี้ก็เอามาจากอินเทอร์เน็ต

แต่อย่ามัวเสียเวลาโทษว่า ปัจจัยใดเป็นสาเหตุอยู่เลย เรามาเปลี่ยนรูปแบบการเรียนรู้เสียใหม่ด้วยตัวของเราเอง จากการอ่านเพื่อจำให้เป็น การอ่านเพื่อความเข้าใจ ดีกว่า

สำหรับคนที่ชอบอ่าน นั่นเท่ากับได้เรียนรู้โลกกว้างไปในตัว แต่ถ้าจะให้ดีต้องลองนึกแย้ง โต้เถียง ลองค้นหาเหตุผลลึก ๆ ของผู้เขียนดูว่ามีจุดประสงค์อะไร เราเห็นด้วยหรือไม่ จากนั้นก็ค้นคว้าเพิ่มเติม หาข้อมูลสนับสนุนในสิ่งที่สงสัย แล้วจึงสรุปออกมาเป็นผลงานที่มีคุณค่าและน่าภาคภูมิใจของตน

ยิ่งใครที่อยากโตขึ้นเป็นนักเขียนยิ่งต้องอ่านให้เป็น ทั้งอ่านเอารส อ่านเอาเรื่อง และอ่านวิเคราะห์ คือแยกแยะกลวิธีการเขียนให้ออกว่า งานเขียนที่ชื่นชอบมีการดำเนินเรื่องอย่างไร สำนวนภาษาแบบไหน หัดสังเกตไว้แล้วนำมาพัฒนาสร้างสรรค์เป็นแนวทางการเขียนเฉพาะตัว

หากทำตามนี้ได้ รับรอง ไม่ว่าจะศึกษาเรื่องใด สาขาไหนก็รุ่งไปทั้งหมด

เพราะรู้จักย่อยและนำความรู้มาปรับให้เข้ากับตนเอง ฉะนั้นจึงเป็นผู้รู้ลึก รู้แจ้ง ทำได้จริงในสิ่งที่รู้ ไม่ใช่รู้เพียงทฤษฎีหรือเป็นนกแก้วนกขุนทองตัวหนึ่ง

การย่อยความรู้ ต้องอาศัยเวลาในการครุ่นคิดและฝึกฝน อาจไม่รวดเร็วและง่ายดายเหมือนวัฒนธรรมเร่งด่วนในปัจจุบัน ถึงแม้ความรู้ที่ย่อมและสรุปออกมาเป็นของตนจะเป็นสิ่งที่หาได้ยากยิ่ง  แต่นี่คือ … วิถีของการเรียนรู้ที่แท้จริง

เส้นทางการเรียนรู้แบบนี้ต้องอาศัยความพยายาม บุกลุย ถากถางด้วยฝีมือตัวเองเท่านั้นจึงจะก่อเกิดหนทางข้างหน้าได้ แต่สิ่งที่ยากและใช้เวลาเช่นนี้แหละจะกลายเป็นความยั่งยืนอยู่คู่กับเราไปตลอดชีวิต

เมื่อย่อยความรู้แล้วก็ถึงเวลาของเคล็ดลับความสำเร็จที่ขาดเสียไม่ได้เลย…

เคยสงสัยเคล็ดลับความสำเร็จของคนเก่ง ๆ บ้างไหม

ผมเป็นคนหนึ่งในนั้นที่อยากรู้จักวิธีสู่ชัยชนะหรือไขว่คว้า หาสิ่งที่ฝันมาให้ได้ ที่ใดมีเสวนาหรือจัดกิจกรรมเกี่ยวกับเคล็ดลับคนเก่ง ผมจะปรากฎตัวที่นั่นเสมอ

ผ่านไปหลายงาน ผมเริ่มจดจำในสิ่งที่คนเก่งพูดได้ตรงกัน นั่นคือ ต้องลงมือทำในสิ่งที่คิดและพากเพียรทำสิ่งนั้นต่อไป !

 

ผมลองนำกลับมาปฏิบัติดูบ้าง แต่ทำได้ไม่เท่าไรก็ต้องล้มเลิกกลางคัน หมดแรงเสียก่อน ผมจึงเกิดความสงสัยขึ้น (อีกแล้ว) ว่า เหตุใดผู้ที่ประสบความสำเร็จจึงมีเรี่ยวแรงของความมานะอดทนมากมายนัก เขาเอาสิ่งนี้มาจากไหน สร้างกันด้วยวิธีใดหนอ

ไม่นานมานี้ ผมก็พบคำตอบด้วยตนเองว่า คนที่ประสบความสำเร็จหรือผู้ที่มีความมุ่งมั่นนั้น ส่วนหนึ่งเกิดขึ้นจาก การจดบันทึก

เพราะในสมุดบันทึกเราสามารถเขียนได้ทั้งสิ่งที่กระทำในแต่ละวัน ปัญหาที่พบ หนทางแก้ไข และความก้าวหน้า อย่างไรก็ตามต้องไม่ลืมเขียนสิ่งที่จะทำในวันรุ่งขึ้นด้วย เพราะการเขียนถึงสิ่งที่หวังของวันพรุ่งนี้ก็เหมือนการโปรแกรมให้สมองได้เตรียมพร้อมแต่เนิ่น ๆ พอถึงพรุ่งนี้ก็จะทำสิ่งนั้นได้สำเร็จง่ายดายขึ้น

การจดบันทึกช่วยให้เราไม่หลงทาง ทำให้รู้ว่ากำลังทำอะไรอยู่จึงไม่เสียเวลาไปกับการคลำหาความฝันครั้งแล้วครั้งเล่า แต่จะสานต่อสิ่งนั้นได้ทันที

เมื่อหยิบบันทึกขึ้นมาอ่านก็เท่ากับเป็นการกระตุ้นทางอ้อมเป็นอุบายให้เราหันมาฝักใฝ่กับสิ่งที่เราฝันอยู่อย่างจริงจัง ผลักดันให้คิดต่อได้เองว่า..ขอเพียงอย่าคิดฝัน แต่ต้องลงมือทำมันเท่านั้นแล้วใจก็จะเกิดกำลังขึ้นมาสานต่อความฝันอย่างฉับไว

เรามักจะเห็นคนเก่ง ๆ ชอบจดบันทึก ส่วนหนึ่งก็เพื่อป้องกันการลืมเลือน แต่อีกส่วนคือการช่วยย้ำให้ภาพความฝันชัดเจนขึ้น ยิ่งทบทวนก็ยิ่งมองเห็นก้าวต่อไปที่ชัดใสยิ่งกว่าเดิม ความฝันก็ใกล้ความจริงเข้าไปทุกขณะ

บุคคลที่ประสบความสำเร็จมักจะพกบันทึกติดตัวไว้ เพื่อไม่ให้หลงลืมว่า เป้าหมายของตนอยู่ที่ไหน เวลาสับสนเคว้งคว้างก็เปิดสมุดบันทึกอ่าน อ่านแล้วมีกำลังใจ ความมุ่งมั่น ความหวังจะกลับคืนมา เขาหรือเธอผู้นั้นก็จะก้าวต่อไปได้โดยไม่เสียเวลาไปกับความเศร้าซึมอย่างเปล่าประโยชน์

สรุปก็คือ…วันนี้ได้ทำสิ่งที่หวังแล้วหรือยัง ทำแล้วจดบันทึกไว้ และเขียนสิ่งที่จะทำพรุ่งนี้ต่อ พอลืมมาตื่นมาวันรุ่งขึ้นก็เปิดสมุดบันทึกขึ้นมาเตือนความจำ จดจำให้ขึ้นใจแล้วทำในสิ่งนั้นปฏิบัติเช่นนี้เรื่อย ๆ ความเก่ง ความชำนาญ ย่อมเกิดขึ้นกับเราอย่างแน่นอน

นี่คือเคล็ดลับแห่งความสำเร็จที่ใคร ๆ ก็ทำได้ อยู่ที่ว่าจะทำหรือไม่ มีความตั้งใจจริงหรือเปล่า การประสบความสำเร็จในเรื่องใดก็คือ การทุ่มเทพลังทั้งหมดไปกับเรื่องนั้น

น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่ชอบถอดใจ ถอยหลัง และเดินหนีไปเสียก่อน

ไหน ๆ ก็พูดถึงการเรียนรู้แล้ว ผมมีอีกสถานที่หนึ่งซึ่งจะทำให้มนุษย์เราเรียนรู้ความจริงได้อย่างถ่องแท้ นั่นคือ โรงพยาบาล

โรงพยาบาลคือ สถานที่ที่มีการปรุงแต่งน้อยที่สุด อบอวลไปด้วยกลิ่นยาเวชภัณฑ์ แถมยังมีกระแสความทุกข์ล่องลอยในบรรยากาศให้สัมผัสได้ทุกขณะ

ความทุกข์ คือ สัจธรรมที่พบเห็นเป็นประจำในสถานที่แห่งนี้

ความทุกข์อยู่ในลมหายใจของผู้คน

ยิ่งได้เห็นสีหน้า แววตา ท่าทางของคนที่มาโรงพยาบาลพร้อมกับอาการป่วยไข้ ยิ่งเข้าใจได้ว่า ทุกคนมีความทุกข์เป็นส่วนประกอบหนึ่งด้วยกันทั้งนั้น

นี่คือสภาพความเป็นจริงของชีวิต ร่างกายเสื่อมถอยและย่อยสลายไปในที่สุด เป็นปลายทางที่ทุกคนต้องเดินทางไปพบ ไม่มีใครฝืนธรรมชาติข้อนี้ได้

 

แต่สภาพสังคมปัจจุบันทำให้เราไม่เห็นความทุกข์ในชีวิตเพราะมีสิ่งอำนวยความสะดวกและวัตถุปรุงแต่งปกปิดมากมาย เราจึงลืมหลงความทุกข์ที่ติดตัวมาตั้งแต่ไหนแต่ไร

ต่อเมื่อมีญาติ พ่อแม่พี่น้องเข้าโรงพยาบาล วินาทีนั้นและที่จะทำให้มองเห็นอีกด้านของชีวิต บางคนถึงกับช็อก ตั้งสติไม่อยู่ ยิ่งทุกข์หนัก เจ็บป่วยไปพร้อมกับญาติในโรงพยาบาล

…หากเวลาผ่านพ้นจนตั้งสติได้

ขอจงหมายใจไว้เลยว่า นั้บแต่นี้ต้องไม่ประมาทกับชีวิตอีกจะดูแลสุขภาพกายและใจให้ดี ผ่อนคลายความเคร่งเครียด ความจริงจังลง และหันมาประพฤติตนตามแนวทางที่เหมาะสมตลอดไป

ถ้าไปโรงพยาบาลแล้วคิดอย่างนี้ได้…ถือว่าเป็นกำไรของชีวิต !

โรงพยาบาลช่วยให้รู้เนื้อรู้ตัว รู้จักเตรียมใจล่วงหน้า รู้ความจริงของชีวิตมากขึ้น ทั้งยังได้ทำความดี ปฏิบัติหน้าที่เป็นลูกกตัญญูรู้คุณตอบแทนคนที่เรารักยามป่วยไข้

แม้ความจริงจะเลวร้าย แต่ก็มีแง่คิดดี ๆ ซ่อนไว้ให้เราคิดบวก

 

………………………………………………………………………………………………………………………

 

การจดบันทึก คือ การเขียนบันทึกลงในสมุดบันทึกส่วนตัว เพื่อเตือนความทรงจำ

ทำให้ผมนึกถึงวิธีการเขียนบันทึกในบล็อกของ Gotoknow ยังไงยังงั้น

ซึ่งข้อมูลในบันทึกนี้ สามารถนำไปใช้อธิบายถึงประโยชน์ของการเขียนบันทึกได้เป็นอย่างดี

ว่า การเขียนบันทึกมีประโยชน์เพียงใด แถมยังมีคำว่า การจัดการความรู้ ติดปลายนวมด้วยนะ

เรียกยังไงดี …

 

“การเขียนบันทึก เป็นอาวุธทางปัญญา .. ที่เปิดหู เปิดตา เปิดใจ ของตนเอง”

 

ขอบคุณครับ 🙂

Wasawat Deemarn

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *