“ขอคำปรึกษาปัญหาในโรงเรียน”

สวัสดีพี่น้องคนไทยที่รัก เรามีเรื่องอัดอั้นตันใจอยากเล่าให้ฟัง และขอคำปรึกษาพร้อมกัน

เรารับราชการครูมาได้หลายปี เมื่อสามารถย้ายกลับไปโรงเรียนใกล้บ้านได้ก็ได้ไปอยู่โรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งที่แตกต่างจากโรงเรียนเดิมมาก ซึ่งมีหลายเรื่องเกี่ยวกับโรงเรียนที่ทำให้เราอึดอัดใจ แต่ไม่มีปากเสียงหรืออำนาจมากเพียงพอที่จะเปลี่ยนแปลง ดังจะเล่าเป็นหัวข้อดังต่อไปนี้

1.    ที่นี่ไม่มีเวลาเพียงพอที่เราจะจัดการเรียนรู้ตามตัวชี้วัดของหลักสูตรแกนกลาง พุทธศักราช 2551 โดยเวลาที่หายไปนั้นหายไปกับการจัดกิจกรรมต่าง ๆ เช่น
a.    กิจกรรมวันไหว้ครู จัด 2 วัน วันแรกทำพาน เขียนเรียงความ แต่งกลอน วาดภาพ ทั้งวัน ส่วนวันที่สองเป็นพิธีไหว้ครู มีการแสดง พิธีไหว้ครู การมอบเกียรติบัตร
b.    กิจกรรมวันคริสต์มาส จัด 1 วัน แต่เตรียมงาน 2 วัน วันที่เตรียมงาน นักเรียนต้องเตรียมสถานที่ ซ้อมละคร ไม่ให้ครูขึ้นสอน นักเรียนมาขอความเห็นใจโดยอ้างเหตุผลว่าถ้าไม่ทำเต็มที่จะได้ผลการเรียนตกในบางรายวิชา
c.    กิจกรรมรับการประเมิน เตรียมการประเมินล่วงหน้า 2 – 5 วัน มีรับการประเมินโรงเรียนในฝัน โรงเรียนวิถีพุทธ โรงเรียนเศรษฐกิจพอเพียง ก็เป็นดังกิจกรรมที่กล่าวมาคือครูและนักเรียนต้องเตรียมงานสำหรับรองรับการประเมิน แม้โครงการ – กิจกรรมที่ไม่ได้ทำไว้ ก็ให้รีบทำลงเอกสาร ถ่ายภาพ เตรียมสรุปไว้เป็นแฟ้ม
d.    กิจกรรมวันสำคัญต่าง ๆ จัด 1 วันบ้าง 2 วันบ้าง จะไม่ได้เรียนทั้งวัน โดยมีอ้างเหตุผลว่าให้ทำกิจกรรมบูรณาการแล้ว
e.    กิจกรรมบูรณาการชุมชน จัด 2 – 4 ครั้งต่อภาคเรียน นักเรียนจะไม่ได้เรียน แต่จะได้ทำกิจกรรมทั้งวัน
f.    กิจกรรมที่หน่วยงานภายนอกเข้ามาจัด จัด 2 – 4 ครั้งต่อภาคเรียน นักเรียนจะต้องมาร่วมกิจกรรมทั้งวัน
g.    กิจกรรมติว O-NET จัด 1 เดือน คือทั้งเดือน นักเรียน ม.3, ม.6 ไม่ต้องเรียนเลย แต่ให้ครูในโรงเรียนจัดติวเท่านั้น
h.    กิจกรรมที่ครูต้องไปราชการนอกสถานที่ จัด 2 – 4 ครั้งต่อภาคเรียน ทิ้งนักเรียนไว้ให้ครู 1 คน คุมนักเรียน 1 ห้องทั้งวัน จะไปหรือไม่ได้ไปก็ไม่ได้สอนอยู่ดี

2.    ด้วยเหตุผลในข้อ 1 ทำให้ครูและนักเรียนต้องทิ้งการเรียนการสอนบ่อย นักเรียนหลายคนเลือกที่จะไม่มาโรงเรียนในวันที่มีกิจกรรม นักเรียนหลายคนเห็นสภาพโรงเรียนก็โดดเรียน มาเรียนสาย ไม่ให้ความสำคัญกับการเรียน พื้นฐานความรู้ส่วนใหญ่ของนักเรียนต่ำมาก ไม่เป็นไปตามวัย เรียกได้ว่า นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายควรจะเรียนระดับประถมศึกษาใหม่ คำศัพท์ภาษาอังกฤษวันจันทร์ – ศุกร์ก็ไม่รู้ สูตรคูณท่องไม่ได้ ภาษาไทยเขียนคำผิดทุกประโยค นักเรียนบางคนไม่ทำข้อสอบอัตนัยเลยสักข้อสักวิชา และข้อสอบปรนัยก็เดาหมดทุกข้อ นัดนักเรียนมาเรียนซ่อมเสริมช่วงพักกลางวันหรือหลังเลิกเรียนก็ไม่มา

3.    ที่โรงเรียนนี้เก็บนักเรียนย้าย ขาดเรียนนาน ไม่มีตัวตน ไว้ในระบบโดยไม่จำหน่ายออก นักเรียนที่ซ้ำชั้นก็มีรายชื่อทั้งชั้นที่เลื่อนขึ้นแล้วกับชั้นเดิม คือมีชื่อ 2 ชื่อ โดยรายชื่อที่ควรจำหน่ายออกมีเกือบ 100 รายชื่อ เหมือนกับว่ามันคือการรายงานข้อมูลอันเป็นเท็จเพื่อให้ได้เงินอุดหนุนจากรัฐเป็นรายหัว

4.    ที่โรงเรียนนี้เขียนโครงการในภาพรวมไว้ แต่ไม่มีการเขียนรายละเอียดการใช้จ่ายเงินในแต่ละโครงการ มีเพียงการเขียนเม็ดเงินรวมของแต่ละโครงการไว้ วิธีการดำเนินโครงการก็คือ อยากซื้ออะไรก็ไปซื้อ แล้วเอาใบเสร็จมาเบิกกับการเงิน แล้วการเงินก็แจ้งยอดไปที่ฝ่ายแผนงาน แล้วแผนงานก็จะไปตัดงบประมาณกับโครงการใดก็ตาม พูดง่าย ๆ ก็คือ เอาเงินทุกโครงการกองรวมกัน อยากใช้ตรงไหนก็ใช้ไปเลย โครงการไหนไม่มีเงินให้ใช้ก็ไม่ต้องทำ แต่ในเรื่องของหลักฐานการสรุปโครงการนั้นก็มีการสรุปทุกโครงการและเกลี่ยเงินไปครบทุกโครงการ งบซื้อหนังสือเรียนจากเงินเรียนฟรี 15 ปี ฯ ก็ซื้อหนังสือเพียงบางรายวิชา เหลือเงินจากส่วนนี้ก็นำไปใช้อย่างอื่น เงินทุนการศึกษาสำหรับนักเรียนที่มีหน่วยงานให้มาก็ไม่ถึงนักเรียน เพราะมีการดึงไปใช้อย่างอื่น เงินกองรวมกันหมด คนใช้เงินเห็นว่ายังมีเงินอยู่ก็ใช้ไปเรื่อย ๆ โดยไม่ได้สนใจว่าเงินส่วนนั้นคือเงินจากที่ใด ใช้ผิดประเภทหรือไม่

5.    เราถูกบังคับให้ประเมินผลการเรียนนักเรียนไม่ต่ำกว่า 2 คือห้ามให้ผลการเรียน 0, 1, 1.5 นักเรียนที่แทบไม่มาเรียน ไม่ส่งงานเลย แทบไม่มีคะแนนเก็บก็ถูกบังคับให้ประเมินผลเป็น “ร” แทนที่จะเป็น “มส” หรือ “0” หรือแม้กระทั่งนักเรียนที่มีแต่ชื่อ เป็นนักเรียนไม่มีตัวตน ก็ถูกบังคับให้ประเมินผลเป็น “ร” หากประเมินผลให้ “ร” เยอะมากก็จะถูกเพ่งเล็ง นักเรียนที่ได้คะแนนแม้เพียง 40 ใน 100 ก็ต้องประเมินผลอย่างต่ำที่สุดเป็น 2 เราเคยสับสนจะให้เด็กย้ายโรงเรียนได้ผลการเรียน 2 เพราะเด็กย้ายดันมีคะแนนเก็บมากกว่าเด็กที่เรียนอยู่ มันแยกไม่ออกถึงขนาดที่ไม่รู้ว่าเด็กคนหนึ่งแค่ขาดเรียนบ่อย หรือว่าเขาย้ายโรงเรียนไปแล้ว เพราะถูกห้ามให้ “มส” ด้วยเหมือนกัน

6.    ที่นี่เป็นเช่นนี้มานานจนชื่อเสียงเลื่องลือ ผู้คนในอำเภอใกล้เคียงที่มีลูกหลานเรียนไม่จบจากโรงเรียนใด ก็จะสามัคคีกันมาเรียนที่โรงเรียนของเรา ที่นี่ก็ยินดีต้อนรับ รับนักเรียนใหม่ทุกเวลา เข้ากลางช่วงชั้น กลางเทอม หรือหลังสอบกลางภาคก็รับ เช่นเดียวกัน เด็กในอำเภอเราที่มีพื้นฐานครอบครัวที่ดีก็ไม่อยากให้ลูกหลานมาเรียนที่โรงเรียนเรา แต่เลือกที่จะให้ลูกหลานไปเรียนต่างอำเภอแทน แม้จะไกลกว่า แต่ก็มีมาตรฐานมากกว่า

7.    ด้วยเหตุผลดังกล่าวจึงทำให้คะแนน O-NET ของโรงเรียนตกต่ำมาก ซึ่งเราไม่แปลกใจเลย เป็นไปตามสุภาษิตที่ว่า โรงเรียนย่อมเป็นไปตามกรรม คือทำอย่างไร ก็ต้องได้รับผลการกระทำเช่นนั้น แต่คนที่จะถูกตำหนิก็คงจะเป็นเราอีกเช่นเคย
เรารักโรงเรียนของเรา เราอยากเห็นโรงเรียนเราร่มรื่น โปร่งใส อยากเห็นนักเรียนของเรามีความสุขกับอนาคตที่พวกเขาสร้างเอง ไม่ใช่ไม่นึกถึงอนาคต หรือไปเบียดเบียนอนาคตคนอื่น เราอยากเห็นเพื่อนครูมีความสุขที่ได้มาทำงานที่โรงเรียนเรา

เราควรทำอย่างไรบ้าง? เราจะทำอะไรได้บ้าง?

เราขอร้อง ช่วยนำทางเราที

กระทู้พันทิป https://pantip.com/topic/36265374

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *