คนรุ่นใหม่ เห็นแก่เงิน, ขี้เกียจ, และด่าไม่ได้จริงหรือ?

คนทำงานรุ่นใหม่เป็นคนที่โดนต่อว่าแล้วขี้น้อยใจ เข้างานไม่ตรงเวลา และมักเปลี่ยนงานเพื่ออัพเงินเดือน?? .. หรือจริง ๆ แค่เป็นคนที่หัวหน้างานไม่เข้าใจ?

เมื่อวานนี้ต้องไปพูดให้กลุ่มสมาชิกของ wecosystem ฟังเรื่อง People Management จึงทำให้ได้ข้อมูล research มาบางส่วนและเป็นข้อมูลที่ช่วยสนับสนุน “ความจริงที่เปลี่ยนไป” ของคนทำงานรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี แต่ 30นาทีที่มีทำให้ไม่สามารถพูดได้จบ ดังนั้นมาเขียนไว้ตรงนี้ต่อเลยละกัน…

ปัจจุบันคนทำงานที่มีอายุตั้งแต่ 20ต้น ๆ จนถึง 30 กว่า ๆ ถือเป็นกลุ่มคนรุ่นใหม่ (Gen Y) ซึ่งต้องบอกว่าเป็นคนกลุ่มที่เกิดมาพร้อมกับคอมพิวเตอร์ อินเตอร์เน็ท มือถือสมาร์ทโฟน เกิดมาก็เจอเทคโนโลยีและข้อมูลข่าวสารที่รวดเร็ว จะหาข้อมูลก็แค่เปิด Google พิมพ์สองทีก็เจอ ซึ่งแตกต่างกับคนที่อยู่ในฐานะ “หัวหน้า” หรือผู้ใหญ่บางคนที่ตอนประถมจะหาข้อมูลทีต้องวิ่งไปหอสมุดแห่งชาติ-เทเวศน์ จะทำรายงานต้องใช้เครื่องพิมพ์ดีดที่ลบไม่ได้ง่ายเหมือนกดปุ่ม delete หรือจะฟังเพลงทีต้องกรอเทปไปข้างหน้าหรือถอยหลังให้ตรง ไม่งั้นเปิดมาจะได้ฟังเพลงแบบครึ่ง ๆ กลาง ๆ

เทคโนโลยีที่เข้ามาเกี่ยวข้องกับชีวิตประจำวันมีผลทำให้ความคิดและมุมมองของคนรุ่นใหม่เปลี่ยนไป จนทำให้บางครั้งคนที่ไม่เข้าใจจะรู้สึกว่า คนกลุ่มนี้ทำไม “ทำงานไม่ดีเหมือนคนรุ่นก่อน ๆ”

วันนี้ลองมาดูกันว่า ความเชื่อที่ผู้ใหญ่มักจะมองว่าคนรุ่นใหม่ “เป็น” นั้น จริงอย่างที่ “คิด” หรือไม่อย่างไร?

เชื่อว่า คนรุ่นใหม่ “เห็นแก่เงิน”

แน่นอนว่าเงินคือปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิต และ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้คนทุกคนมีอาหารการกินดีดี มีที่พักที่เที่ยวหรู ๆ ไว้ถ่ายรูปโชว์เพื่อน แต่นั่นก็ไม่ใช่สาเหตุที่หลายคนลาออกจากงานเพราะอยากจะอัพเงินเดือนบ่อย ๆ หรือที่เรียกว่า Job hopper หรอกนะ

จริงอยู่ที่คนกลุ่ม Job hopper นั้นมีอยู่จริง แต่ก็ไม่ได้มากอย่างที่คิด จากผลสำรวจพบว่าสาเหตุหลักที่คนรุ่นใหม่ลาออกจากงานนั้นเป็นเพราะ บริษัทไม่มีอนาคตที่ดีให้กับเขา ไม่มีความท้าทายใหม่ ๆ ไม่มีการศึกษาหรือความรู้ใหม่ ๆ ที่จะพัฒนาความสามารถของเค้าได้

หรือพูดอีกอย่างคือ คนทำงานรุ่นใหม่เป็นคนที่ “กระหายการเติบโต” และมองถึงอนาคตมากกว่าคนรุ่นอื่น ๆ เป็นอย่างมาก ผลสำรวจบอกว่า 80% ของคนที่อยากจะอยู่ในองค์กรเดิม เป็นเพราะมองเห็นอนาคตที่ดีทั้งด้านการงานและการพัฒนาตัวเอง และมีเพียง 61% เท่านั้นที่บอกว่า อยากจะอยู่ที่เดิมเพราะเงิน

การสำรวจทำให้ความเชื่อที่ว่าคนรุ่นใหม่เห็นแก่เงินนั้นดูเหมือนจะ “ตรงกันข้ามกันเลยทีเดียว”

แล้วในฐานะของหัวหน้างานหรือผู้ใหญ่ เราจะต้องทำอย่างไรถึงจะรักษาคนเหล่านี้ไว้ได้? คำตอบนั้นก็ไม่ยากเลยครับ.. การหาความรู้ใหม่ ๆ ส่งไปตามงานสัมมนาดีดี หรือหาคนมาบรรยายที่ออฟฟิศเพื่อเพิ่มความรู้ อย่า “งก” การศึกษาเพียงเพราะกลัวว่า “เค้าฉลาดแล้วจะหนีไปอยู่ที่อื่น เพราะนั่นเป็นอีกหนึ่งคำตอบที่คุณกำลังบอกว่า คุณเลือกที่จะทำงานกับคนโง่ที่พร้อมจะอยู่กับองค์กรอย่างถาวร”

นอกจากนี้การหาความท้าทายแปลก ๆ ให้คนกลุ่มนี้ได้ทำ จะสร้างพลังให้เค้าทำงานกันอย่างบ้าคลั่ง เพราะคนกลุ่มนี้ ยอมกินความท้าทายแทนอาหารได้เลย (พูดเว่อร์ไปมั้ย)

เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ “ขี้เกียจ”

เมื่อคนทำงานรุ่นใหม่ไม่ชอบเข้างานตรงเวลา พักเที่ยงช้ากว่าคนอื่น และมักมีคำถามอยู่เสมอเมื่อฝนตก น้ำท่วม ว่า “วันนี้ต้องมาทำงานไหม?” สิ่งเหล่านี้ทำให้ไม่น่าแปลกใจที่หัวหน้างานจะมองว่า คนรุ่นใหม่ขี้เกียจ

แน่นอนว่ามันมีแหละ คนขี้เกียจและชอบเอาดินฟ้าอากาศเป็นข้ออ้าง อย่างไรก็ตาม เราต้องไม่ลืมว่า เมื่ออินเตอร์เน็ทเข้าถึงได้ทุกที่ คอมพิวเตอร์สามารถติดตัวไปได้ทุกแห่ง ทำให้คนทำงานยุคใหม่เชื่อในคำว่า Work Smart มากกว่า Work Hard คือ ทำงานอย่างไรก็ได้ ขอให้เสร็จบรรลุเป้าหมายก็เพียงพอ คนกลุ่มนี้จะตั้งคำถามเสมอว่า ทำไมต้องฝ่ารถติดไปอีก 1 ชม. หรือลุยน้ำท่วมอีก 2 ชม. เพื่อนั่งทำงานในออฟฟิศขณะที่การทำงานที่สตาบัคส์แถวบ้านก็ได้ผลลัพท์ที่ไม่ต่างกัน หรืออาจจะดีกว่า!

การมองที่ผลลัพธ์ของงานจึงเป็นสิ่งที่คนรุ่นใหม่ให้ความสำคัญ มากกว่าการเสนอหน้าในที่ทำงาน ดังนั้น หัวหน้างานยุคใหม่ควรมองที่ผลลัพท์เป็นหลักมากกว่าตัวเลขเวลาที่ตอกบัตร และจะดียิ่งขึ้นถ้าสามารถ support เรื่องค่าใช้จ่ายในการทำงานนอกสถานที่ได้ด้วย เช่น อินเตอร์เน็ทเหล่านี้เป็นต้น

ถึงตอนนี้หลายคนอาจจะคิดว่าบทความนี้น่าเอาไป print แปะหน้าห้องเจ้านายพรุ่งนี้เช้า เผื่อว่าจะได้นั่งทำงานอยู่บ้านไม่ต้องเข้าออฟฟิศกันละทีนี้

อย่างไรก็ตาม “กฎก็ต้องเป็นกฎ” เมื่อเราอยู่ร่วมกันในสังคม เราต้องอยู่ภายใต้กฎเกณฑ์เดียวกัน นอกจากนี้การเข้าออฟฟิศยังคงเป็นเรื่องสำคัญสำหรับการสื่อสารระหว่างคนที่ทำงานร่วมกัน การทำงานอยู่ที่บ้านคนเดียวตลอดเดือนแล้วสื่อสารกับทีมและเพื่อน ๆ ผ่านอินเตอร์เน็ทบางครั้งกลับเป็นการกระทำที่ย้อนกับคำว่า “มองที่ผลลัพท์เป็นหลัก” เพราะถ้าการนั่งทำงานโดยปราศจากการทำงานร่วมกันอย่างมีประสิทธิภาพ หรือ Teamwork และใช้ระบบ chat เป็นตัวกลางในการสื่อสาร หรือการพูดคุยผ่านโทรศัพท์อาจจะเป็นกำแพงขนาดใหญ่ที่ทำให้การทำงานล่าช้าและไม่ได้ผลลัพท์ที่ดีเท่าที่ควร

เชื่อว่าคนรุ่นใหม่ “ด่าไม่ได้”

จากประสบการณ์ที่ได้เป็นที่ปรึกษาให้กับ StartUp และบริษัทหลายราย ประกอบกับการได้พบกับที่ปรึกษาท่านอื่น ๆ ด้วย พบว่า..

หลายครั้งที่ต่อว่าคนรุ่นใหม่ ๆ อย่างตรงไปตรงมา กลับทำให้เค้ามีพลังและรู้สึกอยากทำงานอย่างเต็มที่มากกว่าการแนะนำอย่างอ้อมค้อมและนิ่มนวล

ถึงตอนนี้หัวหน้างานหรือเจ้านายหลายคนอาจจะเถียงว่า คนที่ทำงานยุคใหม่จำนวนไม่น้อยเหมือนกันที่โดนต่อว่าแล้วน้อยใจ และเก็บเอาความไม่พอใจเหล่านี้ไปนินทาลับหลังผ่านสื่อโซเชี่ยลอันทรงพลัง

แล้วความจริงเป็นอย่างไร?

จากผลสำรวจ (ซึ่งแม้จะมาจากออสเตรเลียแต่ส่วนตัวผมคิดว่าสามารถใช้ได้กับคนไทยด้วยเช่นกัน) พบว่า 50% ของคนทำงานรุ่นใหม่อยากมีเจ้านาย หรือ หัวหน้า ที่เป็น “ที่ปรึกษา” เป็นคนที่มีความรู้ สามารถชี้แนะ และแนะนำเค้าได้ด้วย!

รองลงมาคือหัวหน้าที่สามารถสร้างแรงบันดาลใจในการทำงาน

คนทำงานรุ่นใหม่จำนวนไม่น้อยเป็นกลุ่มคนที่ชอบความท้าทาย อยากได้ความรู้ และพร้อมจะพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ดังนั้นหัวหน้าที่เอาแต่ชี้นิ้วสั่งงาน ทิ้งลูกน้องให้เผชิญความท้าทายอยู่เพียงลำพัง และคอยต่อว่าเมื่องานไม่เสร็จตามกำหนดคือหัวหน้าที่จะมีแต่ทำให้ลูกน้องในยุคใหม่อยากลาออกไปอยู่ที่อื่น

สิ่งที่หัวหน้าควรทำคือ ทุกครั้งที่สั่งงาน ให้เริ่มต้นที่ “เป้าหมาย” ว่าอยากได้ผลลัพท์ออกมาเป็นอย่างไร อาจจะเป็นเรื่องเค้าคุ้นเคยหรือไม่นั้นไม่สำคัญ แต่ถ้าหัวหน้าสามารถ “ไกด์” ให้ได้ว่า ที่ผ่านมาเคยทำเช่นไรแล้วสำเร็จ ทำอย่างไรแล้วไม่สำเร็จ จากนั้น การปล่อยให้เค้าทำงานเองโดยมีกำหนดเวลาที่ชัดเจน และคอยช่วยเหลือเมื่อมีปัญหา จะทำให้นอกจากบริษัทจะมีพนักงานที่อยู่ได้นานแล้ว ยังเป็นอีกหนึ่งทางที่คอยพัฒนาพนักงานรุ่นใหม่นี้ได้อย่างต่อเนื่องอีกด้วย

สรุป

ดูเหมือนว่าบทความนี้จะเข้าข้างพนักงานรุ่นใหม่หรือ Gen Y อยู่มาาาาากกกกกก.. ผมไม่เถียงว่าในบริษัทนั้นมีคนรุ่นใหม่ที่ เห็นแก่เงิน, ขี้เกียจ, และด่าไม่ได้ อยู่จริง ซึ่งที่ไม่พูดถึงในบทความก็เพราะคิดว่าคนกลุ่มนี้ไม่ได้มีประโยชน์ที่จะต้องเสียเวลาเขียนให้ความรู้เพื่อรั้งหรือดึงให้อยู่ในองค์กรอยู่แล้ว

แต่การได้เข้าใจว่าคนทำงานในยุคนี้ไม่ได้มีอยู่กลุ่มเดียว และการมองเห็นอีกด้านหนึ่งจะทำให้เรารู้วิธีการปรับปรุงองค์กรให้เหมาะกับคนรุ่นใหม่ และน่าจะเป็นการตอบคำถามได้ว่า “ทำไมคนรุ่นใหม่ถึงเปลี่ยนงานบ่อย.. ขี้เกียจ.. และด่าไม่ได้”

ดูเหมือนว่าอ่านจบแล้ว หัวหน้าและเจ้านายมีอะไรจะต้องปรับปรุงมากเลยทีเดียว

เขียนโดย เก่ง สิทธิพงศ์ ศิริมาศเกษม (facebook: GengSittipong)
– CEO บริษัท RGB72 จำกัด, Speaker และ Mentor StartUps
– Host และผู้จัดงาน Creative Talk
– เขียนหนังสือ 
“Read Everyday Repeat Every Month”(http://www.ookbee.com/Shop/Book/bd869e32-7506-4729-a7e9-ec78529162a9/read-everyday-repeat-every-month-พิมพ์ครั้งที่-3-ปรับปรุงเนื้อหา)

https://gengsittipong.com

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *