‘ครู’กับ‘ศิษย์’ ใกล้ชิดแค่ไหน? จึงจะ‘พอดี’ : โดย รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์

ครูฉาวใช้ไม้เรียวตีเด็ก และขอมีเพศสัมพันธ์กับเด็ก ม.2 …แฉ ผอ.ร.ร.ฉาวคบ น.ร.ม.2 เปิดแชตไลน์พบเรียก “เมีย-ที่รัก” สั่งตั้ง กก.สอบ-ให้ออกจากพื้นที่แล้ว…ลือหึ่งครูสาวแอบมีเซ็กซ์กับ น.ร.หนุ่ม ในโรงอาหาร ร.ร.เมืองคอน ผอ.บินด่วนสาวเรื่องฉาว…เด็กหญิง ม.1 ถูกครูข่มขืนในห้องปกครอง ขู่แฉรูปโป๊

ที่กล่าวไปทั้งหมดนี้เป็นข่าวฉาวระหว่าง “ครู” กับ “ศิษย์” ซึ่งสั่นสะเทือนวงการการศึกษาไทยตลอดหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา อันเป็นภาพสะท้อนความใกล้ชิดจนเกินเลย กลายเป็นความสัมพันธ์ฉันชู้สาวและนำไปสู่การมีสัมพันธ์ทางเพศในที่สุด

ความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างครูกับศิษย์ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้น ณ วันนี้ แต่ในความเป็นจริงกรณีดังกล่าวเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นมาอย่างต่อเนื่อง โดยจากรายงานของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา หรือ ก.ค.ศ. กลุ่มวินัยและนิติการ ปีงบประมาณ 2554-2559 ระบุว่า มีข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ถูกดำเนินการทางวินัยที่ยุติแล้วในความผิดฐานชู้สาว อนาจาร และล่วงละเมิดทางเพศ 190 คน

ส่วนรายงานสถิติการรับเรื่องร้องเรียนของศูนย์บริหารช่วยเหลือเด็กและสตรีที่ถูกกระทำรุนแรง หรือศูนย์พึ่งได้ ตั้งแต่ปี 2556-2560 ระบุว่า ได้ช่วยเหลือเด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี ซึ่งถูกกระทำความรุนแรงทางเพศที่เกิดเหตุในโรงเรียน 879 แห่ง มีผู้กระทำเป็นครูจำนวน 168 คน ขณะที่มูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กมีรายงานว่าได้รับเรื่องร้องเรียนนักเรียนถูกครูล่วงละเมิดทางเพศประมาณ 100 เรื่องต่อปี โดยจะได้รับการรายงานมาจากโรงพยาบาล และมีหลักฐานที่ชัดเจนเป็นผลตรวจร่างกาย

นี่คือสิ่งที่ตอกย้ำได้อย่างเป็นรูปธรรมถึง “ความสัมพันธ์ที่เกินเลยระหว่างครูและศิษย์” ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นกับสังคมไทยเท่านั้น แต่เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นในหลายประเทศ โดยในสหรัฐอเมริกา Mr.Terry Abbott, Chairman of Drive West Communication & Former Chief Staff at the U.S. Department of Education กล่าวว่า ปัจจุบันการล่วงละเมิดทางเพศของครูต่อเด็กนักเรียนในสหรัฐอเมริกากำลังกลายเป็นเรื่องปกติ (Common) ของประเทศ โดยปี 2014 (2557) มีนักเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยครูและเจ้าหน้าที่โรงเรียน (School Employees) จำนวน 781 กรณี และทุกสัปดาห์จะมีเด็กนักเรียนโดยเฉลี่ย 15 คน ที่ตกเป็นเหยื่อของการล่วงละเมิดทางเพศโดยครู นอกจากนั้นยังพบว่าโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในรัฐเท็กซัส มีการกระทำผิดทางเพศของครูต่อเด็กนักเรียนมากที่สุดในสหรัฐอเมริกา จำนวน 179 กรณี หรือเพิ่มขึ้น 27% ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา (ระหว่างปี 2012-15)

ขณะที่ในสหราชอาณาจักรพบว่าปี 2015 (2558) บางส่วนของผู้หญิงที่ถูกตัดสินว่ามีความผิดทางเพศประกอบอาชีพครูใหญ่ ครู และครูผู้ช่วย โดยสาเหตุที่ทำให้ผู้หญิงกระทำความผิดทางเพศ คือความรู้สึกเหงา โดยการยกกรณีที่ตัวอย่างเกี่ยวกับการล่วงละเมิดทางเพศทั้งของไทยและเทศ ไม่ได้เป็นการสื่อเพื่อให้เห็นว่าความสัมพันธ์เชิงชู้สาวระหว่างครูกับศิษย์เป็นเรื่องธรรมดา แต่ต้องการสื่อให้เห็นถึงความเป็นวิกฤตปัญหาซึ่งเกิดขึ้นในหลายๆ ประเทศที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไขอย่างเร่งด่วน

หากต้องการแก้ไขปัญหา คงต้องเริ่มต้นจากการหาสาเหตุของปัญหา โดยจากงานวิจัยในต่างประเทศพบว่าหนึ่งในปัจจัยสำคัญที่ทำให้จำนวนครูประพฤติผิดทางเพศกับนักเรียนของตนเองเพิ่มขึ้นสูงมากในช่วง 10-15 ปี เพราะการเข้าถึงแอพพลิเคชั่นบนสมาร์ทโฟนระหว่างครูกับนักเรียนทำได้ไม่ยาก เช่น Facebook, Instagram, Snapchat, Whatsapp ซึ่งทำให้ครูกับนักเรียนสามารถส่งข้อความ เสียง ภาพ และคลิปวิดีโอ ถึงกันได้ง่าย จึงนำไปสู่ความเสี่ยงต่อการประพฤติที่ไม่เหมาะสมในด้านต่างๆ

เมื่อการใช้สื่อโซเชียลมีอิทธิพลต่อการกระทำ ทำให้ในต่างประเทศมีการกำหนดนโยบายหรือแนวทางการใช้สื่อโซเชียลมีเดียระหว่างครูกับนักเรียน โดยสหรัฐอเมริกาได้มีการกำหนดแนวทางห้ามครูกับนักเรียนเป็นเพื่อนกันบนเฟซบุ๊กเว้นแต่ได้รับความเห็นชอบจากครูใหญ่ก่อน การติดต่อสื่อสารของครูกับนักเรียนต้องให้ผู้ปกครองรับทราบ ครูกับนักเรียนห้ามติดต่อหรือส่งข้อความถึงกันเป็นการส่วนตัว และมอบให้เขตการศึกษา (School Districts) ควบคุมการใช้โซเชียลมีเดียระหว่างเจ้าหน้าที่โรงเรียน (School Employees) กับนักเรียนตามนโยบายอย่างเคร่งครัด

ไม่เพียงแต่แนวทางในการป้องกันเท่านั้น กฎระเบียบหรือบทลงโทษ ยังเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่มีความจำเป็นต่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าว กฎหมายการกระทำผิดทางเพศของครูในสหรัฐอเมริกา (Tille IX of the Education Amendments) ระบุว่าการล่วงละเมิดทางเพศเด็กนักเรียนเพียงเล็กน้อย (Minor) ถือเป็นการกระทำที่มีความผิดทางอาญา และผู้กระทำผิดต้องได้รับโทษคือ “ติดคุก” ซึ่งเมื่อนักเรียนที่อยู่ในโรงเรียนถูกล่วงละเมิดทางเพศ โรงเรียนและผู้กระทำผิดต้องร่วมกันจ่ายค่าเสียหายให้กับนักเรียน โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมาโรงเรียนรัฐบาลในเมืองนิวยอร์ก (New York City) ต้องชดใช้ความเสียหายให้กับนักเรียนที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศมากกว่า 18.7 ล้านเหรียญดอลลาร์สหรัฐ หรือคิดเป็นเงินไทยก็ปาเข้าไป 598 ล้านบาท

ขณะที่กฎหมายการกระทำผิดทางเพศของครูในสหราชอาณาจักร (Sexual Offences (Amendment) Act 2000) ระบุว่า การกระทำผิดทางเพศที่มีต่อเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 18 ปี เป็นความผิดทางอาญา ต้องจำคุกสูงสุดถึง 5 ปี พิจารณาจากแนวทางการป้องกันและบทลงโทษของต่างประเทศแล้ว คงต้องยอมรับว่าค่อนข้างทันสมัย ตลอดจนมีบทลงโทษที่รุนแรงกว่าของไทย ซึ่งมีการดำเนินการต่อครูผู้กระทำผิด 3 ทาง คือ ทางวินัยข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ทางจรรยาบรรณผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และการดำเนินการตามกฎหมายอย่างเข้มงวด

พ.ร.บ.สภาครูและบุคลากรทางการศึกษา 2546 ระบุว่า ครูประพฤติชู้สาวกับนักเรียน ต้องถูกถอนหรือพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ แต่จากรายงานสรุปผลการดำเนินการพฤติกรรมประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตั้งแต่ปีงบประมาณ 2554-2560 ระบุว่ามีการเพิกถอนใบประกอบวิชาชีพไปแล้วเพียง 4 คน และพักใช้ใบประกอบวิชาชีพ 10 คน จากสถิติ 5 ปีย้อนหลังที่พบว่ามีการละเมิดไม่ต่ำกว่า 200 ราย ดังนั้น เพื่อการแก้ไขปัญหาดังกล่าวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ไทยอาจจำเป็นต้องมีการกำหนดแนวทางควบคุมการใช้สื่อโซเชียลระหว่างครูกับศิษย์ รวมถึงการดำเนินการลงโทษครูพฤติกรรมที่กระทำผิดอย่างเด็ดขาดและจริงจัง

บทสรุปสุดท้ายของความสัมพันธ์ระหว่าง “ครู” กับ “ศิษย์” ใกล้ชิดแค่ไหน? จึงจะ “พอดี” คงไม่สามารถควบคุมได้โดยใช้เพียงแค่กฎระเบียบหรือบทลงโทษ แต่ต้องใช้จรรยาบรรณและจิตสำนึกของความเป็น “ครู” ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญในการควบคุม จึงจะทำให้เกิดเป็นความสัมพันธ์ที่ถูกต้องเหมาะสมกับคำว่า “ครู” และ “ศิษย์” อย่างแท้จริง…

เร่งมือทำโดยปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมตั้งแต่เริ่ม “ผลิตครู” เถอะครับ เป็นการดำเนินการที่ยั่งยืน ไม่ต้องมาผจญกับปัญหาที่ฮือฮากันแบบทุกวันนี้..!!

รศ.ดร.สุขุม เฉลยทรัพย์
สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต

ขอบคุณที่มาเนื้อหาจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2561

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *