ครูควรดูไว้!!!เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้…แก้ง่ายนิดเดียวภายใน 4 เดือน!!!

   วันนี้ได้เข้าไปท่องอินเตอร์เน็ต เจอบทความหนึ่งน่สนใจมาก เป็นการนำเสนอวิธีแก้ปัญหานักเรียนอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ….แก้ได้ใน ๔ เดือน ของ ผศ.ศิวกานท์ ปทุมสูติ และเห็นว่าจะเป็นประโยชน์ต่อพี่น้องเพื่อนครู ศึกษานิเทศก์ และผู้ที่สนใจทางการศึกษา จึงขอนำเอาบทความดังกล่าวมาเผยแพร่ ครับ และขอขอบคุณเจ้าของบทความเป็นอย่างสูงครับ

อีกครั้งหนึ่งที่นำเรืองแก้ปัญหา “เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” กลับมาบอกกล่าวและเพิ่มเติมสาระสำคัญของแนวทาง หลักเกณฑ์ วิธีการ และกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับการบริหารจัดการของผู้บริหารโรงเรียน การสอนของครู เครื่องมือที่ใช้ในการสอน และวิธีสอนแบบ “บันไดทักษะ ๔ ขั้น” เรื่องนี้ไม่เกินกำลังความรู้ความสามารถของครูและผู้บริหารโรงเรียนอย่างแน่ นอน ถ้าหากจะทำตามแนวทาง หลักเกณฑ์ วิธีการ และกระบวนการต่อไปนี้

๑.การทดสอบเพื่อคัดเด็กเข้าสู่โครงการและทดสอบวัดผลเมื่อสิ้นสุดโครงการ

ให้ครูทดสอบเด็กด้วยวิธี เขียนตามคำบอก จากคำ ๕๐ คำดังต่อไปนี้

คำทดสอบ

สำหรับทดสอบนักเรียนเพื่อคัดเข้าโครงการ

แก้ปัญหานักเรียน อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

ให้ครูที่ออกเสียงอักขระภาษาไทยชัดเจน เป็นผู้อ่านคำต่อไปนี้ให้นักเรียนฟังคำละ ๒ ครั้ง แล้วให้นักเรียน เขียนตามคำบอก ลงในกระดาษทดสอบ (รวมเวลาทดสอบไม่เกิน ๒๕ นาที)

คำที่มีพยางค์มากกว่าหนึ่งซึ่งนักเรียนเขียนถูกไม่ครบ เช่นเขียน ทุ่งนาแล้ง เป็น ทุ่งนาแล่งถือว่าเขียนถูกไม่ครบ อย่างนี้ให้ “ครึ่งคะแนน” แต่ถ้าคำใดเขียนถูกเสียงแต่ผิดรูปให้ครูให้คะแนนเต็มไปก่อน เช่นเขียน ข้างล่าง เป็น ค่างล่าง ก็ให้ถือว่าเขียนถูกตามเสียงที่ครูเปล่ง เรื่องนี้ครูค่อยๆ ฝึกนักเรียนสังเกตจดจำรูปคำที่กำหนดใช้แท้จริงในภายหลัง

ชุดที่ ๑

กาแฟ ทอผ้า มะลิลา สึนามิ อายิโนะ

เตาะแตะ ฉอเลาะ เล้าไก่ เข้าถ้ำ ขยำขยี้

ปิงปอง โผงผาง ข้างล่าง ทุ่งนาแล้ง อึ่งอ่าง

ไอโอดีน ปิ่นโต เส้นด้าย เล่นโขน ฟ้อนรำ

ซุ่มซ่าม ยิ้มแย้ม อ่อนน้อม รอยเท้า กุ้งฝอย

ผิวขาว แน่วแน่ ของฝาก ปึกแผ่น กุ๊กกิ๊ก

ชอกช้ำ เจียระไน เผื่อแผ่ ด้ามมีด ฮึดสู้

โหดร้าย หุบเหว ตะเกียบ บ่ายเบี่ยง เลื่อนเวลา

ทะเล่อทะล่า จดบันทึก ส้วมซึม กวยจั๊บ พริกเผ็ด

รื่นเริง ปลาบปลื้ม เคลื่อนคล้อย หยิ่งผยอง สลักเสลา

หมายเหตุ

ก.ชุดคำนี้ครอบคลุม

๑.คำที่ประกอบด้วยพยัญชนะต้นอักษร ๓ หมู่ (อักษรสูง-อักษรกลาง-อักษรต่ำ)

๒.คำในแม่ ก กา และ แม่กง-กน-กม-เกย-เกอว-กก-กด-กบ

๓.คำที่ประสม สระ ไม่น้อยกว่า ๒๐ เสียง

๔.คำควบกล้ำและอักษรนำ

๕.คำผันเสียงวรรณยุกต์

ข.ให้นักเรียนทุกคนตั้งแต่ ป.๒ ขึ้นไปเข้ารับการทดสอบ นั่งสอบห่างกัน ๑ เมตร หรือในระยะที่ชำเลืองดูเพื่อนไม่ได้

ค.ให้ใช้ข้อทดสอบดังนี้

(๑) ทดสอบครั้งแรก-ก่อนเข้าโครงการ

เนื่องจากคำชุดนี้อยู่ในมาตรฐานอ่านออกเขียนได้เบื้องต้นที่นักเรียนผู้เรียนจบชั้น ป.๑ จะต้องอ่านและเขียนได้ ดังนั้นเมื่อใช้ทดสอบกับนักเรียนตั้งแต่ชั้น ป.๒ ขึ้นไป ถ้านักเรียนคนใดเขียนได้น้อยกว่า ๒๕ คะแนน ถือว่า “ไม่ผ่าน” ควรเข้าโครงการ

(๒) ทดสอบครั้งหลัง-เมื่อสิ้นสุดโครงการ

นักเรียนที่ได้คะแนน ๒๕-๒๙ คะแนน ถือว่า ผ่านพอใช้

นักเรียนที่ได้คะแนน ๓๐-๓๕ คะแนน ถือว่า ผ่านดี

นักเรียนที่ได้คะแนน ๓๖-๔๐ คะแนน ถือว่า ผ่านดีมาก

นักเรียนที่ได้คะแนน ๔๑-๕๐ คะแนน ถือว่า ผ่านดีเยี่ยม

๒.หลักการสอน “บันไดทักษะ ๔ ขั้น”

ให้ครูสอนด้วย “บันไดทักษะ ๔ ขั้น” ตามลำดับเนื้อหาในแบบฝึกของหนังสือ “เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว” ไม่น้อยกว่า ๑ ชั่วโมง/ต่อวัน และในทุกชั่วโมงให้สอนครบทักษะ ๔ ขั้น ดังนี้

(๑) ครูนำเด็กอ่านออกเสียงแจกลูก-สะกดคำ-ผันเสียง วันละ ๓๐ นาที

(๒) ครูนำเด็กอ่านออกเสียงคำ หรือกลุ่มคำ หรืออ่านเรื่อง ที่ประกอบแบบฝึกอยู่เป็นระยะๆ วันละ ๕-๑๐ นาที

(๓) ให้เด็กคัดคำและเรื่องที่อ่านลงสมุด วันละ ๑๐ นาที

(๔) ให้เด็กเขียนตามคำบอกคำที่เรียนรู้แล้ว ในกระดาษทดสอบที่ครูแจกให้ และให้ครูเก็บกระดาษทดสอบนี้ไว้ทุกแผ่น วันละ ๑๐-๑๕ นาที

สรุปเป็นบทร้อยกรองช่วยจำได้ว่า…

ขั้นที่หนึ่ง แจกลูก ให้ผูกจำ

ขั้นที่สอง อ่านคำ ย้ำวิถี

ขั้นที่สาม คัดลายมือ ซ้ำอีกที

ขั้นที่สี่ “เขียนคำบอก” ทุกชั่วโมง

๓.ขอบเขต มาตรฐานการแก้ปัญหา

เมื่อเสร็จสิ้นโครงการ ๔ เดือน (หรือ ๙๐ ชั่วโมง) ผลสัมฤทธิ์จำแนกได้เป็น ๒ ส่วน ดังนี้

(๑) เด็กปกติ สามารถอ่านเขียนคำที่สะกดตรงมาตราทั้ง ๙ แม่ คำควบกล้ำ คำอักษรนำ และคำผันเสียงวรรณยุกต์ได้

(๒) เด็กบกพร่องการเรียนรู้ มีความสามารถตามศักยภาพของแต่ละบุคคล โดยครูจัดทำบันทึกเหตุปัจจัยแนบประกอบ

๔.การบริหารจัดการและการจัดการเรียนการสอน

(๑) ให้โรงเรียนคัดเลือก “ครูอาสา” เพื่อทำหน้าที่สอนแก้ปัญหาเป็นการเฉพาะ กำหนดให้ใช้ครู ๑ คน/ต่อเด็ก ๑๐๐ คน

(๒) ให้ครูอาสาแบ่งเด็ก ๑๐๐ คนออกเป็น ๕ กลุ่ม กลุ่มละประมาณ ๒๐ คน

(๓) ครูอาสาจัดทำตารางสอนของตนวันละ ๕ ชั่วโมง เพื่อสอนเด็กกลุ่มละ ๑ ชั่วโมง/ต่อวัน

(๔) โรงเรียนจัดให้เด็กแต่ละกลุ่มมาเรียนกับครูอาสากลุ่มละ ๑ ชั่วโมง/ต่อวัน

(๕) ให้โรงเรียนจัดหาห้องเรียนพิเศษเพื่อการสอนแก้ปัญหาเป็นการเฉพาะ ซึ่งควรเป็นห้องที่เด็กจะไม่รู้เสียหน้าหรืออายเพื่อน (ห้องที่ลับสายตาดูแคลน)

(๖) ให้ผู้บริหารโรงเรียนและครูทุกคนสนับสนุนให้เด็กมาเรียนกับครูอาสาอย่างเต็มเวลาตลอดโครงการ (รวม ๙๐ ชั่วโมง หรือ ๔ เดือน)

๕.การสนับสนุนและนิเทศ

(๑) ให้โรงเรียนสนับสนุนหนังสือเพื่อใช้เป็นเครื่องมือในการสอนแก้ปัญหา

● เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว

(นำเด็กฝึกตามแบบฝึกในหนังสือเล่มนี้)

● ก ไก่ น้อมไหว้

(นำเด็กท่อง ก ถึง ฮ ฝึกเขียนพยัญชนะ ๔๔ ตัว และฝึกอักขระจากคำ กลุ่มคำ เรื่องราวจากบทร้อยกรอง)

(๒) ให้โรงเรียนสนับสนุนกระดาษชาร์ต ๒๐๐ แผ่น พร้อมเครื่องเขียนเพื่อคัดลอกเนื้อหาแบบฝึกจากหนังสือ ให้ได้ขนาดโตพอที่เด็ก ๒๐ คนจะเห็นได้ชัดเจนทั่วกัน (เขียนครั้งเดียวใช้ได้หลายครั้ง ดีกว่าใช้กระดานดำ เพราะกระดานดำเมื่อลบแล้วต้องเขียนใหม่เสียเวลา)

(๓) ให้โรงเรียนอำนวยความสะดวกในการดำเนินงาน (ให้มีครูอาสาทำหน้าที่สอนแก้ปัญหาเป็นการเฉพาะ และให้เด็กแต่ละคนมาเรียนกับครูอาสาวันละ ๑ ชั่วโมง) ติดตามนิเทศ สร้างเสริมขวัญและกำลังใจ

(๔) ให้เด็กทุกคนมีสมุดสำหรับคัดลายมือ ๑ เล่ม และสมุดสำหรับเขียนตามคำบอกอีก ๑ เล่ม (เล่มคัดลายมือให้เด็กนำกลับไปอ่านที่บ้านได้ ส่วนเล่มเขียนตามคำบอกให้เก็บไว้ที่โต๊ะครูอาสา…ให้ครูอาสาตรวจเพื่อทราบ พัฒนาการของเด็ก และถ้าพบว่าเด็กคนใดเขียนคำในสระ หรือตัวสะกด หรือวรรณยุกต์ใดไม่ได้ ก็ให้ทบทวนแก้ไขในการสอนชั่วโมงต่อไป)

๖.การป้องกันปัญหา

เพื่อไม่ให้เกิดปัญหาขึ้นอีกในกาลอนาคต ให้โรงเรียนจัดวางตัวครู ป.๑ ที่มีความสามารถสอนตามแบบฝึกและกระบวนการเช่นเดียวกันกับครูอาสา แต่ให้เพิ่มเวลาเป็นวันละ ๒ ชั่วโมง (เช้า ๑ ชั่วโมง / บ่าย ๑ ชั่วโมง) และสอนตลอดปีการศึกษา เพื่อให้เด็ก ป.๑ อ่านออกเขียนได้ผ่านเกณฑ์ ไม่น้อยกว่า ๒๕ คะแนนจากคำทดสอบข้างต้น จากนั้นจึงให้เลื่อนชั้นขึ้น ป.๒ ได้ เมื่อทำได้ดังนี้แล้วก็จะเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างถาวรตลอดไป

ที่เป็นปัญหาทุกวันนี้ เพราะครู ป.๑ ปล่อยให้เด็กที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้เลื่อนชั้นขึ้นมา ป.๒ นั่นเอง

ครู ป.๑ อาจอ้างว่าผู้บังคับบัญชาไม่ยอมให้เด็กตกซ้ำชั้น

ก็ต้องถามครู ป.๑ ว่าสอนอย่างไรล่ะ เด็กจบ ป.๑ แล้วจึงยังอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้

ครู ป.๑ อาจอ้างต่อไปอีกว่า ก็สอนตามหนังสือเรียนที่กระทรวงศึกษาธิการกำหนด

ตรง นี้เองที่ต้องวิเคราะห์ทบทวนกันว่า ครู ป.๑ สอนไม่ดี หรือหนังสือเรียนที่กระทรวงกำหนดนั้นไม่ดีพอ หรือความเข้าใจในการใช้หนังสือไม่ดีกันแน่ หรือการบริหารจัดการผิดพลาด หรือปัญหาแทรกซ้อนอื่นๆ เป็นเหตุปัจจัยทำให้กระบวนการเรียนการสอน ป.๑ มีปัญหา รวมถึงการจัดการเรียนการสอนขั้นเตรียมความพร้อมทางภาษาระดับชั้นอนุบาลของ โรงเรียนดีพอหรือไม่ จัดถูกต้องหรือผิดพลาดอย่างไรบ้าง…เรื่องเหล่านี้ ผู้บริหารจำเป็นจะต้องลงลึกในการวิเคราะห์ และแก้ปัญหาอย่างจริงจัง ให้ตรงจุด ให้ถูกต้องแท้ ไม่เช่นนั้นก็จะต้องประสบพบกับปัญหาไม่มีที่สิ้นสุด!

แต่เท่าที่พบมา

ก.ปัญหาของครู ป.๑ คือ

(๑) สอนผิดวิถีภาษาไทย ไม่สอนแจกลูก-สะกดคำ- ผันเสียง หรือสอนบ้างก็ไม่ได้สอนจริงจัง หรือไม่ครบทักษะ ไม่สมบูรณ์ในองค์รวมของทักษะ

(๒) ใช้ หนังสือเรียนไม่เป็น รวมทั้งไม่สามารถบูรณาการทักษะกับองค์ความรู้เกี่ยวกับการฝึกอ่านและเขียน เหมือนครูโบราณ มุ่งแต่ว่าตามหนังสือเรียนแบบผิดบ้างถูกบ้าง

(๓) หนังสือเรียน ป.๑ ระยะหลังๆ ขาดประสิทธิภาพในลำดับขั้นตอน (จากง่ายไปหายาก) และขาดระบบในการนำฝึกที่ดีพอ

(๔) ผู้ บริหารวางตัวครู ป.๑ ที่มีคุณสมบัติไม่เหมาะสม อาจไม่เข้าใจเรื่องการสอนแบบแจกลูก-สะกดคำ-ผันเสียง หรืออาจสอนผิดวิถีภาษาไทย หรือไม่มีประสิทธิภาพในการสอน

(๕) โรงเรียนมีกิจกรรมต่างๆ มากเกินจำเป็น มากจนเด็กไม่มีเวลาเพียงพอต่อการปฏิบัติฝึกฝนทักษะการเรียนรู้

(๖) เด็ก ขาดความพร้อมด้านต่างๆ (ขาดทักษะพื้นฐานทางภาษา ทั้งนี้เพราะระดับชั้นอนุบาลเตรียมพื้นฐานไม่ดีพอ หรือเด็กอาจมีปัญหาอื่นๆ ทั้งร่างกาย จิตใจ และสมอง!

ข.ปัญหาของครูอนุบาล คือ

(๑) เตรียม ความพร้อมทางภาษาเด็กผิดพลาด ไม่ทำในสิ่งที่ควรทำ แต่กลับทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ เช่น สอนแจกลูก หรือเขียนคำกันตั้งแต่ยังไม่ถึงเวลาอันสมควร กระทั่งเป็นสาเหตุทำให้เด็กขาดพัฒนาการที่เหมาะสม และชะงักงันหรือเบี่ยงเบนพัฒนาการ กลายเป็นพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ เช่น ทำงานช้า เฉื่อยชา ไม่กระตือรือร้นในการเรียนรู้ ขาดสมาธิ เครียด ซึมเซื่อง จับดินสอไม่ถูกต้อง ควบคุมระยะห่างระหว่างดวงตากับปลายดินสอไม่เหมาะสม เขียนพยัญชนะ/สระไม่ได้ เขียนพยัญชนะ/สระผิดพลาด จำพยัญชนะ/สระไม่ได้ ฯลฯ

(๒) ครูอนุบาลภายใต้นโยบายของผู้บริหารที่ต้องการเอาใจผู้ปกครองเด็กแบบผิดๆ เร่งพัฒนาการเด็กแบบไม่คำนึงถึงผลกระทบที่เป็นผลร้ายกับเด็ก โดยอาจรู้เท่าไม่ถึงการณ์!

หมายเหตุ…การ สอนเพื่อเตรียมความพร้อมทางภาษาที่ผู้เขียนแจกแจงไว้ในหนังสือ “เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว” มีสาระสำคัญโดยสรุป ดังนี้

(๑) เตรียมความสุขในจิตใจเด็ก สุขที่จะเล่น จะเรียนรู้ และอยู่ร่วมกับผู้อื่น

(๒) เตรียมทักษะการเปล่งคำ กลุ่มคำ พูด …โดยเน้นการฟัง แล้วเปล่งตาม พูดตาม รับรู้ความหมายของคำจากการได้เห็นของจริง ได้สัมผัส ได้กระทำ หรือฟังเรื่อง แล้วเล่าเรื่องตามความเหมาะสมของวัย

(๓) ร้องเพลงสั้นๆ ท่องร้อยกรองง่ายๆ ฝึกความชัดเจนของอักขระในถ้อยคำ

(๔) ฝึกท่อง ก – ฮ จากบทร้อยกรองง่ายๆ ( เช่น ก ไก่ น้อมไหว้) รวมทั้งฝึกเปล่งเสียงสระ และวรรณยุกต์

(๕) ฝึกการใช้กล้ามเนื้อมือหยิบจับ ฝึกจับดินสอ ควบคุมระยะดวงตากับปลายดินสอ และฝึกเขียนเส้นลีลาต่างๆ ทุกทิศทาง (ก่อนการเขียนตัวพยัญชนะ/สระ/วรรณยุกต์/ตัวเลข)

(๖) ฝึกเขียนพยัญชนะ/สระ/วรรณยุกต์/ตัวเลข…จากง่ายไปหายาก

…มีความพร้อมเพียงแค่นี้ เด็กก็สามารถขึ้นไปเรียนในชั้น ป.๑ ได้อย่างไม่ต้องกังวลอะไรแล้ว ยังไม่จำเป็นต้องสอนแจกลูก-สะกดคำ-ผันเสียงใดๆ ในชั้นอนุบาล รวมทั้งยังไม่จำเป็นต้องสอนเขียนคำใดๆ (หมายรวมถึงการเขียนชื่อ และเขียนวัน/เดือน/ปี ด้วย) แต่ ถ้าจะให้มีพื้นฐานแจกลูกคำเล็กๆ น้อยๆ ก่อนขึ้น ป.๑ เพียง สระอะ สระอา สระอิ สระอี สระอุ และสระอู…แค่ ๖ สระนี้ในแม่ ก กา ในช่วง ๒ เดือนสุดท้ายก่อนขึ้น ป.๑ ก็อาจทำได้บ้าง แต่ทั้งนี้จะต้องมีพัฒนาการดังที่กล่าวมาข้างต้นนั้นอย่างดีเสียก่อน (ศึกษารายละเอียดได้จากหนังสือ “เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว” ฉบับปรับปรุง พิมพ์ครั้งที่ ๑๑)

รู้เห็นเช่นนี้แล้วจะนิ่งดูดายไม่ได้แล้วครับ ต้องเร่งลงมือ “ตัดไฟแต่ต้นลม” เพื่อที่เราจะสามารถแก้ปัญหาเรื่องนี้ได้อย่างยั่งยืนต่อไป

.

หมายเหตุ ครูกานท์ และ ทุ่งสักอาศรม ได้พิสูจน์วิจัยและปฏิบัติการการแก้ปัญหาด้วย “ครูอาสา” และหนังสืออันเป็นเครื่องมือสำคัญ ๒ เล่ม ได้แก่ (๑) เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้แก้ง่ายนิดเดียว (๒) ก ไก่ น้อมไหว้ ได้พบว่า เมื่อครูได้ปฏิบัติการกับการเรียนการสอนตามแบบฝึกอ่านท่องร้องเล่น และแบบฝึกแจกลูก-สะกดคำ-ผันเสียง ตามเนื้อหาที่วางไว้อย่างครบถ้วน คือ ชั้น ป.๒ ขึ้นไป (ที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้) ใช้เวลา ๙๐ ชั่วโมง (ประมาณ ๔ เดือน) และชั้น ป.๑ ใช้เวลา ๑ ปีการศึกษาแล้ว เด็กๆ จะอ่านออกเขียนได้ตามมาตรฐานและศักยภาพของพวกเขาทุกคน (ยกเว้นเด็ก “ปัญญานุกูล” เท่านั้น)

ท้ายที่สุดแล้ว ประเด็นสำคัญก็อยู่ที่ผู้อำนวยการโรงเรียนและครูผู้รับผิดชอบจะพร้อมลงมือ พิสูจน์แก้ปัญหา “เด็กอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้” อย่างจริงจังหรือยัง อย่ารีรอเลยครับ

สะอ้าน ไพจิตจินดา(Saarn)

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *