“ความกตัญญูที่แท้จริง” (อยากให้คนรุ่นใหม่ได้อ่านบ้าง)

วันหนึ่งมีคนมาถามท่านว่ายทวนน้ำเกี่ยวกับความกตัญญูว่า

โยม : แม่ของหนูอยากไปเที่ยวต่างประเทศปีละครั้ง หนูจึงต้องพาแม่ไปตามที่แม่ต้องการ เพราะหนูคิดว่าแม่เลี้ยงดูหนูมา เมื่อก่อนหนูอยากได้อะไรแม่ก็ซื้อให้ อยากไปไหนแม่ก็พาไป มาวันนี้หนูมีรายได้เป็นของตัวเองแล้วหนูจึงควรตอบแทนแม่บ้าง หนูทำแบบนี้ดีแล้วหรือไม่คะ?

ว่ายทวนน้ำ : ธรรมดาของพ่อแม่นั้นเมื่อเขาให้กำเนิดและเลี้ยงดูเรามา เขาย่อมมีความคิด มีคาดหวังในตัวเรา หวังให้เราตอบสนองความต้องการของเขา ให้หาสิ่งนั้นสิ่งนี้ ทำสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ นั่นคือกิเลสของพ่อแม่ เขาต้องการให้เราสนองกิเลสให้เขา ซึ่งก็เป็นธรรมดาของปุถุชน หากลูกคนไหนไม่ยอมสนองกิเลสพ่อแม่บางคนเขาถือว่าลูกคนนั้นอกตัญญูด้วยซ้ำ

โยม : มีบางครั้งแม่หนูอยากทานอาหารทะเลสด ๆ เวลาสั่งอาหารเขาก็ต้องฆ่ากุ้ง ฆ่าปลา ฆ่าหอยเป็น ๆ ถ้าหนูไม่ทำให้ ไม่สั่งให้ ไม่พาไปกินแม่ก็โกรธหนู หนูควรทำยังไงดีคะ?

ว่ายทวนน้ำ : เป็นปัญหาโลกแตกของครอบครัว เจ้าชายสิทธัตถะก็ไม่ต่างกัน เมื่อท่านเกิดมาท่านก็ถูกกิเลสของพ่อยัดเยียดให้ทำในสิ่งที่พ่อต้องการ เอ็งต้องเป็นกษัตริย์ต่อจากพ่อ เอ็งต้องปกป้องบ้านเมืองต่อจากพ่อ ซึ่งหากเจ้าชายสิทธัตถะเชื่อพ่อ ท่านก็ต้องฆ่าคนที่มารุกรานบ้านเมือง ต้องเบียดเบียนสิ่งหนึ่งเพื่อปกป้องอีกสิ่งหนึ่ง หากมีตำแหน่งตรงนั้นมันก็เป็นไฟท์บังคับที่ต้องทำเลี่ยงไม่ได้ หากไปทำก็เป็นการสร้างกรรมก่อภพก่อชาติเพิ่มขึ้นอีกอย่างมหาศาล แต่พ่อไม่สนใจเรื่องบาปบุญคุณโทษ ไม่ได้คิดว่าสิ่งที่ทำจะสร้างกรรมให้ลูกแค่ไหน เขาหวังแค่ให้ลูกประสบความสำเร็จในชีวิตและสนองความต้องการให้เขาได้ พ่อแม่ไม่กลัวบาป แต่ลูกกลัวบาป ระดับจิตไม่เท่ากันมันจะคุยกันไม่รู้เรื่อง หลายคนก็ใช้วิธีหลบเลี่ยงชิ่งหนีซะเพราะบังคับกันเกินไป

จริง ๆ แล้วการสนองกิเลสพ่อแม่นั้นถือว่าเป็นการทำให้พ่อแม่ลงต่ำ ยิ่งสนองกิเลสพ่อแม่มากเท่าไหร่พ่อแม่ยิ่งเกิดในภพภูมิที่ต่ำมากเท่านั้นเพราะระดับจิตต่ำ แต่สังคมทางโลกกลับมองว่าดีกลับมองว่าลูกคนนี้กตัญญู ซึ่งจริง ๆ ไม่ใช่ ลองสังเกตดูเมื่อพระพุทธเจ้าบรรลุธรรมท่านกลับไปกตัญญูพ่อแบบไหน? ท่านกลับไปช่วยยกระดับจิตพ่อให้เข้าสู่กระแสอริยบุคคล ไม่ใช่กลับไปช่วยสนองกิเลสพ่อ ไม่ใช่กลับไปทำในสิ่งที่พ่อต้องการ การดึงพ่อแม่ให้พ้นจากอบายภูมินั่นแหละคือความกตัญญูที่แท้จริง คือช่วยพาพ่อแม่ยกระดับจิตด้วยการเลิกยึดเลิกหลงเลิกบ้ากับสิ่งต่าง ๆ ให้บรรลุธรรมขั้นใดขั้นหนึ่ง ไม่ใช่ไปช่วยสนองความยึดความหลงของพ่อแม่

โยม : หนูเคยพูดธรรมะให้แม่ฟัง พยายามจะเปลี่ยนแปลงแม่ อย่างน้อยให้เลิกงมงาย เลิกกราบไหว้บูชาสิ่งต่าง ๆ เลิกทำบาปได้ก็ยังดี แต่แม่ไม่ฟังหนูเลยค่ะ

ว่ายทวนน้ำ : เป็นธรรมดาที่พ่อแม่จะไม่ฟังลูก เพราะเขาถือว่าเขาอาบน้ำร้อนมาก่อน นี่คืออัตตาของคนเป็นพ่อแม่ หากโยมจะให้พ่อแม่ยอมฟังโยม ๆ ต้องมีภูมิธรรมมีบารมีธรรมของตัวเองก่อน ช่วยเหลือตัวเองจากการจมน้ำให้ได้ก่อนแล้วจึงกลับมาช่วยดึงพ่อแม่ ถ้าโยมยังว่ายทวนน้ำไม่เป็นแต่โดดตุ๋มลงไปช่วยพ่อแม่เดี๋ยวจะจมน้ำตายกันทั้งครอบครัว เพราะคนหลงมาช่วยดึงคนหลงมันก็พากันหลง อย่างน้อยให้มีคนนึงรอดออกไปก่อนมันจะดีกว่า

พระพุทธเจ้า พระสารีบุตร พระอริยะอีกหลายรูปก็บรรลุธรรมแล้วถึงกลับมาโปรดพ่อแม่ คือช่วงที่ยังไม่บรรลุธรรมควรจะไปให้พ้นจากกิเลสพ่อแม่ก่อน อาจจะต้องถึงขั้นออกจากการควบคุมบังคับบัญชาของพ่อแม่ก็ต้องทำ ออกบวชก็ต้องทำ ทีนี้พอตัวเองบรรลุธรรมมีภูมิธรรมมีบารมีธรรมแล้วค่อยกลับมาดึงมันจะดึงง่ายกว่า พ่อแม่จะเกรงใจเรามากขึ้นยอมฟังเรามากขึ้น แต่การดึงพ่อแม่มันก็ไม่ใช่ว่าจะดึงกันได้ทุกคน พระอริยะหลายรูปก็ดึงพ่อแม่ไม่ได้เพราะบารมีเก่าของพ่อแม่ไม่เอื้ออำนวย ท่านเลยทำได้แค่ไหนก็แค่นั้นอย่างน้อยก่อนตายก็ช่วยสอนพ่อแม่ให้เลิกยึดเลิกหลงได้ในบางเรื่องก็ยังดี จะได้ไม่ลงต่ำเกิน

โยม : ในทางโลกสอนกันว่า “ความกตัญญูคือพื้นฐานของคนดี” ขงจื๊อก็สอนให้กตัญญูค่ะ

ว่ายทวนน้ำ : ขงจื๊อเป็นแค่พวกปราชญ์แบบโลก ๆ เท่านั้นแหละ ไม่ใช่ผู้บรรลุธรรม จริง ๆ แล้วความกตัญญูถือเป็นความปรุงแต่งของจิต ถ้าไม่คิด ไม่ปรุง ความกตัญญูก็ไม่มี แต่เพราะเราคิด เราปรุง จึงมีความกตัญญูขึ้นมา จิตปรุงแต่งคำว่ากตัญญูขึ้นมาทำให้เราต้องบ้ากับมัน จิตจึงไม่เป็นอิสระและถูกพันธนาการไว้ด้วยคำว่ากตัญญู ความกตัญญูเป็นเรื่องของโลกเพราะเป็นเรื่องของความคิด เป็นการส่งจิตออกนอกไปทางฝ่ายดี ซึ่งตรงนี้แหละอันตรายคือไม่ติดชั่วแต่ไปติดดีแทน หลวงปู่มั่นจึงบอกว่า “ติดดีละยากกว่าติดชั่ว” เพราะการติดดีมันทิ้งได้ยากกว่า มันวุ่นวายมากกว่า โยมเลิกฆ่าสัตว์ยังง่ายกว่าให้เลิกดูแลพ่อแม่จริงไหม?

พระหลายรูปหลังจากออกบวชแล้วไม่เคยพบหน้าพ่อแม่อีกเลยก็มี องค์เว่ยหล่างทิ้งแม่ไปบวชแต่ก็บรรลุธรรมขั้นสูงสุด การบรรลุธรรมมันไม่เกี่ยวกับความกตัญญู แต่เกี่ยวกับการทิ้งสิ่งที่ยึดที่หลง ทิ้งอารมณ์และความรู้สึกนึกคิดทั้งปวงออกจากจิต ทิ้งทั้งการทำดีและการทำชั้ว ความกตัญญูก็ต้องทิ้งเพราะเป็นการปรุงแต่งของจิตเช่นกัน ทั้งนี้ก็เพื่อให้ดำรงสภาวะของการ “หยุดคิด” ให้อยู่กับพุทธะจิต อยู่กับการไม่มีตัวตน บุคคล เรา เขา ไปเรื่อย ๆ จนบรรลุธรรม ทีนี้พอบรรลุธรรมแล้วค่อยกลับไปช่วยดึงผู้มีพระคุณขึ้นมา พระอริยะเขาตอบแทนผู้มีพระคุณกันด้วยวิธีนี้ ไม่ใช่พ่อแม่อยากไปเที่ยวไหนก็พาไป แม่อยากได้อะไรเกินจำเป็นก็หามาให้ ซึ่งคนส่วนใหญ่ไม่เข้าใจเพราะไปติดกับความคิดแบบโลก ๆ มากเกิน

โยม : หากในตอนนี้หนูยังทิ้งแม่ออกมาไม่ได้ หนูควรจะทำกับแม่แบบไหนคะ?

ว่ายทวนน้ำ : ให้โยมจำไว้ว่า

1. การสนองกิเลสพ่อแม่ นั่นไม่ใช่ความกตัญญู แต่เป็นความอกตัญญู เพราะทำให้ผู้มีพระคุณลงต่ำ เนื่องจากไปสนองกิเลส สนองความยึด ความหลงให้พ่อแม่ ยิ่งพ่อแม่สนองได้มากเท่าไหร่ยิ่งลงอบายลึกมากเท่านั้น

2. ถ้ายังต้องอยู่กับพ่อแม่ยังทิ้งออกมาไม่ได้ ก็ดูแลร่างกายพ่อแม่ ให้ข้าว ให้น้ำ เมื่อเจ็บป่วยช่วยพาไปรักษาไปก่อน แต่ให้ให้เฉพาะสิ่งที่จำเป็นแก่การดำรงชีวิต ไม่ใช่ไปสนองความต้องการที่เกินจำเป็นของพ่อแม่ แต่การทดแทนบุญคุณด้วยวิธีนี้ทดแทนเท่าไรก็ไม่หมด พ่อแม่ตายแล้วยังลงอบายภูมิได้เพราะไม่ได้ช่วยยกระดับจิตให้พ่อแม่ เป็นแค่การประคองธาตุขันธุ์พ่อแม่เท่านั้น

3. ส่วนความกตัญญูที่แท้จริง คือการช่วยยกระดับจิตพ่อแม่ให้เลิกยึด เลิกบ้า เลิกหลงต่อสิ่งต่าง ๆ ทำให้เข้าสู่กระแสอริยบุคคลขั้นใดขั้นหนึ่งให้ได้เพื่อให้พ่อแม่ปลอดภัยจากอบายภูมิ หากทำแบบนี้ได้ถือว่าทดแทนคุณของพ่อแม่ได้หมดเกลี้ยง

ปุถุชนจะให้ค่าในการกระทำแบบที่ 1 และ 2 เขายังแยกไม่ออกว่าการสนองกิเลสพ่อแม่กับการดูแลธาตุขันธ์พ่อแม่มันต่างกัน ส่วนอริยบุคคลหากมีโอกาสได้ทำก็จะทำในแบบที่ 2 กับแบบที่ 3 แต่จะให้น้ำหนักในแบบที่ 3 มาก เพราะนั่นคือความกตัญญที่แท้จริง

ขอบพระคุณบทความจากเพจ

เดินทางลัดสู่กลางใจพุทธ

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *