“คุณครูคะ.!คุณครู หนูมีพ่อใหม่อีกแล้วค่ะ”

“คุณครูคะ.คุณครู.! หนูมีพ่อใหม่อีกแล้วค่ะ”

ประโยคบอกเล่าจากเด็กหญิงตัวน้อยๆ หน้าตาน่ารัก  พูดด้วยน้ำเสียง เเละท่าทางที่ตื่นเต้น

 

ผลกระทบสถานการณ์ครอบครัวของเด็กและเยาวชน ภาพสะท้อน 

การเปลี่ยนแปลง ของสายสัมพันธ์ในครอบครัวที่เปลี่ยนไป

ประโยคที่ว่า…หนูมีพ่อใหม่ “อีกแล้ว”ค่ะ.. ลึกๆเด็กหญิงตัวน้อย เธอรู้สึกยังไง หรือเธอยังเด็กเกินกว่าที่จะทำความเข้าใจ แยกแยะ  เธอยังคงมีทัศนคติที่ดี ต่อความหมายของคำว่าพ่อแม่  พ่อกับแม่ที่หมายถึง ผู้ให้กำเนิด และเป็นสองบุคคลที่จะเลี้ยงดูให้ความรักเธอตลอดไป                                                   

รู้สึกหดหู่ ต่อไปวันข้างหน้า จะมีปัญหาอะไรเกิดขึ้นกับเด็กคนนี้บ้าง                                                       

ในเมื่อความเป็นจริง..ปัญหาการแต่งงานใหม่ของแม่(หรือพ่อ) ต่อให้ทำความเข้าใจยังไง ลูกที่ต้องมีพ่อ(หรือแม่) ใหม่ทุกคนก็จะมีความคิดในทำนองว่า “แม่(หรือพ่อ) จะไม่รักเราเท่าพ่อ(หรือแม่)ใหม่แล้ว” อยู่ในใจเสมอ

เรื่องการใช้ชีวิตคู่ ปัญหาการหย่าร้าง ดูใกล้จะเป็นเรื่องธรรมดามากของชีวิตคู่สมัยนี้ ฝาก 10 เรื่องสำคัญ สำหรับการเปลี่ยนสถานะคุณพ่อใหม่ คุณแม่ใหม่นะคะ

 

  10 เรื่องสำคัญสำหรับคนเป็นพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยง

 

1. ถึงพ่อแม่ (เลี้ยง) ที่รัก อย่ากดดันตัวเองจนเกินไป

แน่นอนว่าคุณสามารถพยายามเป็นพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงที่ดีได้ แต่ไม่มีหรอกพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงที่เพอร์เฟคน่ะ เพราะอย่างไรก็ตามคุณจะโดนเปรียบเทียบกับพ่อแม่ที่แท้จริงเสมอ แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องยอมแพ้และกลายร่างเป็นปีศาจจอมโหดนะ

 

2. ลูกเลี้ยงคุณอาจกระวนกระวายยิ่งกว่า

พ่อเลี้ยงหรือแม่เลี้ยงอาจคิดกังวลถึงความสัมพันธ์กับลูกเลี้ยงที่อาจไม่ดีอย่างที่คาดหวังไว้ แต่รู้มั้ย ลูกเลี้ยงคุณอาจวิตกกังวลถึงความก้าวหน้าในสัมพันธภาพนี้มากกว่าคุณซะอีก เพราะฉะนั้นทำใจให้สบาย ยับยั้งความกลัว ความกังวลต่าง ๆ ของทั้งคุณและลูกเลี้ยงไว้ อย่าพยายามฝืนความสัมพันธ์นี้

 

3. อย่าพยายามจะแทนที่พ่อหรือแม่ที่แท้จริง

ในฐานะพ่อเลี้ยง หรือ แม่เลี้ยง คุณอาจพยายามจะแทนที่พ่อแม่แท้ ๆ ของเด็ก แต่คุณไม่มีทางที่จะเข้ามาเติมเต็มความรู้สึกเหล่านั้นได้ อย่างไรก็ตามความผูกพันที่ถูกพัฒนาขึ้นระหว่างคุณกับเด็กยังพิเศษและมีค่าเช่นกัน และจะกลายเป็นความสัมพันธ์ที่มีลักษณะพิเศษในแบบของมันเอง

 

4. อย่าคาดหวังความรักแบบทันทีทันใด

หลังจากคุณแต่งงานและมีลูกเลี้ยง ไม่ได้หมายความว่าลูกเลี้ยงคุณจะหันมารักและชื่นชมคุณโดยอัตโนมัติ คิดไว้ว่าลูกเลี้ยงคุณอาจต้องใช้เวลาซักพักกว่าจะเข้ากับคุณได้ เพราะฉะนั้น จงอดทน ปล่อยให้ความเบิกบานในตัวคุณได้ทำงานแล้วคุณจะค่อย ๆ ได้ใจเด็ก ๆ เอง ความรักที่จริงใจไม่สามารถเกิดขึ้นได้แบบเร่งรีบ มันจะค่อย ๆ เติบโตอย่างช้า ๆ จากข้างใน เพราะฉะนั้นพ่อแม่ (เลี้ยง) จงมั่นใจว่า ความรักจะค่อย ๆ เติบโตทีละน้อยแต่มั่นคง

 

5. การแบ่งปัน คือ ความใส่ใจ

คุณหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องแชร์คนรักของคุณกับลูกเลี้ยง และในเกือบทุกสถานการณ์ลูกเลี้ยงคุณจะต้องสำคัญกว่าเสมอ คุณไม่ควรให้สิ่งเหล่านี้มาทำให้คุณไม่พอใจเพราะมันเป็นเรื่องปกติธรรมชาติ ควรทำความเข้าใจว่าความรักแบบคู่รักกับความรักของพ่อแม่ เป็นความรักคนละรูปแบบที่แตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

 

6. ทำตัวให้สม่ำเสมอและเชื่อถือได้

ลูกเลี้ยงคุณอาจสร้างภาพเกี่ยวกับตัวคุณรวมถึงสิ่งที่คุณจะเป็นสำหรับเค้าขึ้นมาเอง มันอาจเป็นการยากที่จะเปลี่ยนแปลงความคิดเหล่านั้น แต่คุณควรพยายามอย่างต่อเนื่องในการที่จะเป็นคนที่ลูกเลี้ยงคุณไว้ใจและเชื่อใจ อย่าทำดีแบบไม่สม่ำเสมอหรือทำบ้างไม่ทำบ้าง เพราะมันจะทำให้ดูเป็นคนไม่น่าเชื่อถือและไม่น่าไว้วางใจ

 

7. คุณไม่สามารถวางแผนให้กับทุกสิ่งทุกอย่างได้

ไม่มีอะไรที่สามารถคาดเดาได้ ไม่ว่าจะเป็นเด็กหรือผู้ใหญ่ หรือแม้กระทั่งสถานการณ์บางอย่างก็อาจเกิดขึ้นได้แบบไม่คาดคิด ไม่มีเหตุผลที่จะวางแผนสำหรับสิ่งที่คาดการณ์ไม่ได้ คุณสามารถเตรียมพร้อมสำหรับสิ่งที่อาจแย่ที่สุด แต่อย่าตีตนไปก่อนไข้จะดีที่สุดเพราะอย่างน้อยมันก็ช่วยบรรเทาอาการเครียดได้

 

8. สิ่งที่มาพร้อมกับความเป็นพ่อแม่

เตรียมตัวให้พร้อมสำหรับช่วงเวลาที่ทั้งยอดเยี่ยมและย่ำแย่ การเป็นพ่อเลี้ยงแม่เลี้ยงอาจเหมือนได้รางวัลชีวิตแต่ก็แฝงไปด้วยความเครียด แต่ลองคิดดูดี ๆ สิ พ่อแม่ทั่วไปก็มีทั้งช่วงเวลาที่ดีและแย่เหมือนกันล่ะน่า

 

9. เปิดใจคุยกัน

ไม่ว่าคุณจะเป็นคนมองโลกในแง่ดีซักแค่ไหน ก็คงไม่ได้มีแต่สิ่งดี ๆ เกิดขึ้นในชีวิตจริงหรอก ในช่วงเวลาที่มีปัญหาหรือว้าวุ่นใจ คุณควรจะเปิดอกเปิดใจพูดคุยกับคู่ชีวิตและลูกเลี้ยงอย่างตรงไปตรงมา

 

10. เตรียมรับมือกับความคิดเห็นที่เจ็บปวด

เรามีเคล็ดลับแนะนำสำหรับแม่เลี้ยงและพ่อเลี้ยงในการรับมือกับช่วงเวลายากลำบาก ความเกลียดชัง หรือคำพูดที่เสียดแทงนั้นควรรับมือยังไงดีนะ?

   ขั้นที่ 1

อดทนไว้และปล่อยให้เด็ก ๆ เรียนรู้ว่าสิ่งที่พวกเค้าพูดนั้นไม่จำเป็นและทำให้เจ็บปวด ทำให้พวกเด็ก ๆ รู้ว่าคุณพยายามอย่างบริสุทธิ์ใจที่จะรักและทำดีกับพวกเค้าอย่างเต็มความสามารถ

   ขั้นที่ 2

ถ้าปฎิบัติการขั้นแรกล้มเหลว คุณอาจลองทำเป็นหูทวนลมให้กับคำหยาบคายที่ได้ยิน ลองพูดประโยคอย่าง “จากที่เราเคยคุยกันแล้วว่า ความคิดเห็นของหนูทำให้คนฟังรู้สีกไม่ดีและไม่เป็นประโยชน์ต่อความสัมพันธ์ของเรา เพราะฉะนั้นชั้นจะไม่สนใจคำพูดของหนู”

   ขั้นที่ 3

ถ้าคำพูดหรือการกระทำที่หยาบคายยังคงมีให้เห็นอยู่เรื่อย ๆ อย่าเพิ่งท้อ ควรขอให้สามีหรือภรรยาของคุณเข้ามาช่วยพูดคุยกับลูก ๆ แต่การพูดคุยนั้นไม่ควรเป็นไปในลักษณะตำหนิหรือตัดสินแต่อย่างใด ทำให้เด็ก ๆ เห็นว่าความรู้สึกหรือความคิดของแกมีคุณค่าแต่อย่าลืมที่จะชี้ให้ลูกเห็นว่ายังมีทางอื่นที่ดีกว่าการใช้คำหยาบคายหรือการกระทำที่แข็งกระด้างรับมือกับอารมณ์โกรธ หงุดหงิด หรืออารมณ์ด้านลบทั้งหลาย

เปิดใจพูดคุยกับคู่สามีหรือภรรยาของคุณและช่วยกันหาทางแก้ไข คู่ชีวิตคุณควรบอกลูกไม่ให้ใช้อารมณ์โกรธเกรี้ยวกับคุณ แต่ทั้งคุณและลูกเลี้ยงสามารถลองช่วยกันหาทางออกที่ทำให้ทั้งสองฝ่ายยอมรับและมีความสุขร่วมกันได้ และถ้าพ่อหรือแม้ที่แท้จริงของลูกเลี้ยงคุณเต็มใจที่จะช่วยเหลือด้วยล่ะก็ ปัญหานี้ก็จะแก้ไขได้ง่ายขึ้น

 

บทความจาก

theAsianparent Thailand

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *