คู่มือเอาตัวรอดสำหรับ “มนุษย์เงินเดือนมือใหม่”

ได้งานทำอาจจะถือว่าเป็นข่าวดีสำหรับคนที่เรียนจบใหม่ แต่หารู้ไม่ว่า นี่เป็นเพียงแค่จุดเริ่มต้นเท่านั้น !   เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่าจะทำงานในตำแหน่งนี้ องค์กรนี้ไปได้นานเท่าไหร่ อีกทั้งมันไม่ใช่เรื่องที่ง่ายเหมือนกับการเอาตัวรอดในตอนเรียน ถ้าจะอยู่ให้ได้ อยู่ให้นาน เราจึงต้องติดหนามเพื่ออยู่ให้เป็น ทันทีที่คุณได้ก้าวเข้ามาเป็นสมาชิกใหม่ขององค์กร นอกเหนือจากกฎ กติกาขององค์กร นี่คือสิ่งที่คุณต้องมีเพื่อเอาตัวรอดให้ได้สำหรับการเป็น “มนุษย์เงินเดือน”

1. การวางแผนชีวิต อีกสเตปที่ขยับขึ้น เปลี่ยนจากวัยเรียนเป็นวัยทำงาน แน่นอนว่ามันต้องมีหลายอย่างทำให้เราโตขึ้นตาม จะมาสนุกไปวัน ๆ อย่างเมื่อก่อนไม่ได้แล้ว เพราะอย่างน้อยในตอนนี้ “คุณเป็นคนหาเงินเอง”   ควรมีสมุดโน้ตประจำตัวสักเล่มเพื่อจดคิวงาน และวางแผนรายรับ-รายจ่าย ชีวิตจะได้มีระเบียบขึ้น จัดการอะไรได้ง่ายขึ้นหน่อย ต่อให้คุณเป็นคนไม่ชอบจดก็จำเป็นต้องทำเพื่อตัวเองจริง ๆ นะ

2. ติดดินให้มากกว่าติดหรู สังคมที่ทำงานก็เป็นสังคมอีกแบบที่ใกล้เคียงกับสังคมมหา’ลัย มีบ้างที่จะต้อง “เข้าสังคม” เพื่อพูดคุยกับคนอื่นให้รู้เรื่องมากขึ้น แต่ที่ต่างกันก็คือ การเข้าสังคมในวัยทำงาน ค่อนข้างจะจริงจัง เพราะถือกันว่าไหน ๆ ก็มีเงินเดือนเป็นของตัวเองแล้ว มันก็ต้องมีอะไรบ้างที่ขยับฐานะตัวเอง   แต่ก็ใช่ว่าเราจะเลี่ยงไม่ได้ ตราบใดที่เรารู้ตัวเองดีว่ารายรับรายจ่ายส่วนตัวเป็นอย่างไร ก็ไม่จำเป็นต้องเข้าสังคมให้มาก  เอาเพียงแค่หอมปากหอมคอ นึกภาพรวมเอาไว้ว่า “ยิ่งเก็บเงินเร็ว ยิ่งสบาย” กินใช้แบบพอตัวไปก่อน งดเว้นอะไรที่มันจะเป็นการต้องจ่ายเงินก้อนไปโดยใช่เหตุ

3. มองเห็นภาระการเงินเป็นหลัก มนุษย์เงินเดือนหลายคนที่ประสบปัญหาเงินไม่พอใช้ ส่วนหนึ่งนั่นก็เพราะมีหนี้สินเดิมอยู่ (เช่น หนี้ กยศ. ภาระทางบ้าน) แล้วไปสร้างหนี้ใหม่มาอีกก้อน (เช่น ค่าบัตรเครดิต, ค่าผ่อนรถ, ค่าผ่อนเครื่องใช้ไฟฟ้า)  ถ้าไม่อยากประสบปัญหาชักหน้าไม่ถึงหลัง ติดนิสัยการกู้ยืมไปทั่ว ควรคิดไว้เสมอว่า “ตราบใดที่หนี้สินยังไม่หมด อย่าเพิ่งกินใช้แบบสบายตัว” ควรมีวินัยในการเงินให้มาก อดทนในการรับผิดชอบเสียตั้งแต่เงินเดือนออกครั้งแรกเลยยิ่งดี ภาระจะได้หมดเร็วขึ้น ไม่มีอะไรตกค้าง มีเวลาไปใช้ต่อยอดการเงินต่อไปอีกได้สบายมาก

4. แต่ก็อย่าเครียดจนเกินไป ชีวิตของการเป็นมนุษย์เงินเดือนไม่ใช่ชีวิตที่ผูกติดกับการหักเงินเดือนไปจ่ายหนี้สินแต่เพียงอย่างเดียว หลังจากแบ่งส่วนหนึ่งของเงินเดือนไว้รับผิดชอบค่าใช้จ่ายรายเดือนและหนี้สินต่าง ๆ ก็ควรให้รางวัลชีวิตแต่ละเดือนให้กับตัวเองบ้าง เพื่อเป็นการผ่อนคลาย สร้างแรงจูงใจให้กับตัวเอง เอาแค่เรื่องง่าย ๆ อย่างไปดูหนัง, ทานบุฟเฟต์, ซื้อหนังสือ ก็ได้ ไม่ต้องเป็นเงินก้อนใหญ่มาก เอาแค่พอให้รู้สึกมีความสุขมาหน่อยก็พอแล้ว

5. อะไรที่ไม่จำเป็น-มีผลเสียมากกว่าผลดี เลิกได้ก็ควรเลิก เหล้า บุหรี่ เครื่องดื่มชูกำลัง อาหารขยะ พยายามลด ละ เลิกให้ได้ จริงอยู่ที่คุณมีเงินเดือนแล้วจะกินจะซื้อของพวกนี้ก็ไม่กระเทือนอะไรมาก แต่เชื่อเถอะว่าในวัย 30 ปีขึ้นไป สุขภาพคุณจะยิ่งลำบากกว่าเดิมแน่หากคุณยังติดกับของพวกนี้อยู่ (ยิ่งเป็นพนักงานออฟฟิศที่ไม่ได้ขยับไปไหน ทำงานหนัก ยิ่งเสี่ยง) คุณคงไม่อยากเห็นสภาพตัวเองที่ทำงานมาแทบตายเพื่อจ่ายค่ารักษาเป็นหมื่นเป็นแสนแต่เพียงอย่างเดียวหรอกนะ ?

6. อย่าเพิ่งลาออก ถ้ายังไม่พัฒนาตัวเองให้มากพอ อย่าหวั่นไหวไปกับกระแสสโลว์ไลฟ์ เป็นนายตัวเองดีกว่าเป็นลูกน้องคนอื่น, รู้สึกไม่พอใจนิสัยของบางคนในที่ทำงาน, ไม่พอใจในสิ่งแวดล้อมที่ทำงาน หรืออะไรก็ตามที่เป็นปัจจัยภายนอกเข้ามารบกวนให้รู้สึกว่างานที่ทำอยู่มันไม่โอเค บางครั้งก็ต้องทบทวนตัวเองด้วยว่า “ทำทุกอย่างเต็มที่แล้วหรือยัง?” สังคมการทำงานเป็นธรรมดาที่จะต้องเจอเรื่องกดดัน แข่งขัน จะให้มีแต่สิ่งดี ได้เลื่อนตำแหน่งใน 1-2 ปีก็คงเร็วไป ลองอดทนดูสักตั้ง พยายามให้ถึงที่สุดเสียก่อน ถ้าสุดท้ายแล้วมันไม่โอเคจริง ๆ คุณจะได้ไม่รู้สึกเสียดายที่ได้ลาออกเลยสักนิด

7. อย่าติด comfort zone ให้มาก อยากเลื่อนตำแหน่ง อยากมีเงินเดือนที่เพิ่มขึ้น มันก็ต้องมีการแข่งขันกันสักหน่อย อยากลาออกไปที่แห่งใหม่ คุณก็ต้องแน่ใจว่าคุณเต็มที่กับที่เดิมมากพอแล้ว และที่แห่งใหม่มีอะไรหลายอย่างที่พอจะการันตีได้ว่าอนาคตคุณก้าวหน้าแน่นอน   ไม่ว่าจะเลือกทางไหนก็ตาม คุณต้อง “อัพเกรด” ตัวเองอย่างเต็มที่แล้วจริง ๆ และมีความชาญฉลาดมากพอที่จะมองอะไรได้รอบด้านมาก ๆ จริงอยู่ที่การเสี่ยงทำให้เกิดการเติบโต แต่ถ้าเสี่ยงอย่างไร้ต้นทุน มันก็มีโอกาสสูงที่คุณจะบาดเจ็บหนักเช่นกัน

8. เห็นความสำคัญของคนในครอบครัวให้มาก สุดท้ายแล้ว กำลังใจก็ไม่ใช่ใครอื่นไกลนอกจากครอบครัว คนที่เรารัก การทำงานอาจจะพรากเวลาให้คุณมีเวลาส่วนตัวน้อยลง แต่มันก็คงไม่มากจนถึงขนาดคุณไม่ติดต่ออะไรกับพวกเขาเลย ถึงจะคุยน้อยลงหน่อย แต่ก็อย่าทำให้พวกเขารู้สึกถึงความห่างเหิน ลดความสำคัญลง มีโอกาสเมื่อไหร่ขอให้เทคแคร์กันให้เต็มที่ เพราะยิ่งเวลาผ่านไป เรายิ่งไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นกับชีวิต ในเมื่อชีวิตมันอยู่กับความไม่แน่นอนตลอดเวลา   ไม่จำเป็นต้องแข่งกับคนอื่น ไม่จำเป็นต้องเป็นเหมือนคนอื่น ชีวิตเรา รู้ตัวเร็ว เริ่มต้นสิ่งดี ๆ เร็วเมื่อไหร่ โอกาสที่จะสบายยิ่งสูงขึ้น จัดการในแต่ละสัดส่วนของชีวิตให้เป็น แล้วคุณจะเห็นความสุขที่ไม่ไกล

บทความดีดีจาก:https://www.jeeb.me/656?share

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *