ตามไปดู ‘ดิจิทัล สคูล’ ที่โปแลนด์

ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรืออย่างไร ที่ช่วงปิดเทอมใหญ่ของเด็กไทยปีนี้ มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวงการศึกษาที่หวือหวาทั้งของไทยและเทศ ตามกันออกมาเป็นระลอกๆ ประเดิมตั้งแต่รัฐบาลไทยเตรียมแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 ต่อด้วยกลุ่มนักการเมืองและนักการศึกษาชาวดัตช์ เสนอให้รัฐบาลตั้งโรงเรียนสตีฟ จ็อบส์ ที่จะใช้ไอแพดเป็นสื่อการเรียนการสอนแทนสมุด-หนังสือเรียน (มีการเสนอเข้าสภาไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้าใดๆ ออกมาสู่สาธารณะ)

แต่ระหว่างที่หลายคนรอลุ้นผลโรงเรียนสตีฟ จ็อบส์ ของเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไรนัก คือโปแลนด์ ก็สร้างเสียงเกรียวกราวให้นักการศึกษาในหลายประเทศ (ที่นำหน้าการพัฒนาไปก่อนนับสิบปี) ด้วยการที่รัฐบาลอนุมัติโครงการโรงเรียนดิจิตอล (ดิจิตอล สคูล โปรแกรม) ที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน และมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ให้แก่เยาวชนโปแลนด์

 

จากที่ตามไปดูบล็อกของชาวโปแลนด์หลายคน ทำให้ทราบว่าโครงการนี้ใช้เวลาผลักดันมาประมาณ 1 ปีกว่ารัฐบาลจะเปิดไฟเขียวอนุมัติโครงการ พร้อมงบประมาณ 45 ล้านซวอตี (PLN) หรือราว 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับใช้ในการจัดหาหนังสือเรียนฟรี และหนังสือเรียนรูปแบบดิจิตอลให้แก่เด็กนักเรียนระดับชั้น ป.4-ป.6 ในโรงรียนนำร่อง 380 แห่งทั่วประเทศ โดยโรงเรียนเหล่านี้จะมีการติดตั้งอุปกรณ์ฮาร์ดแวร์ต่างๆ เช่น แท็บเล็ต, ระบบคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เพิ่มเติมอื่นๆ ตลอดจนการฝึกอบรมบุคลากรผู้สอน เพื่อสนับสนุนให้เป็น “โรงเรียนดิจิตอล” ที่สมบูรณ์แบบ

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่ผู้เขียนอยากจะปรบมือ “ชื่นชม” รัฐบาลโปแลนด์ ซึ่งในอดีตถือเป็นหนึ่งในประเทศที่มีระบอบการปกครองแบบสังคมนิยมแบบสุดขั้ว ก็คือการวางรากฐานเพื่อสร้างความยั่งยืน และการขยายความสำร็จให้แก่แผนการพัฒนาโรงเรียนดิจิตอลในระยะยาว

อย่างที่ยังคงมีการถกเถียงกันอย่างชนิดที่ยังหาข้อยุติไม่ได้ว่า การเรียนการสอนผ่านเครื่องมือที่เป็นสื่อดิจิตอล หรือสื่ออิเล็กทรอนิกส์นั้น หนึ่งใน “หัวใจ” ในการพัฒนาศักยภาพและความรู้ความสามารถของเด็กนักเรียน คือ “คอนเทนต์” หรือเนื้อหาที่จะใช้สอนเด็ก ซึ่งแน่นอนว่าจะมีต้นทุนทั้งในเรื่องการพัฒนา และค่าลิขสิทธิ์ หรือการอนุญาตนำมาใช้ ที่หากแพงเกินไป หรือมีไม่เพียงพอ ก็ย่อมเป็นอุปสรรคต่อ “วิสัยทัศน์” สูงสุดสำหรับนวัตกรรมการเรียนการสอนแห่งศตวรรษที่ 21

สำหรับโครงการโรงเรียนดิจิตอลของโปแลนด์ ในการอนุมัติมีการระบุชัดเจนว่า การสร้างสื่อการเรียนการสอน โดยเฉพาะหนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์นั้น ต้องเป็นรูปแบบที่ “เปิดกว้าง” และเอื้อต่อการเผยแพร่ภายใต้ข้ออนุญาตให้ใช้ได้ตามสัญญา อนุญาตของครีเอทีฟคอมมอนส์ แบบแดงที่มา-ไม่ใช่อนุญาตเพื่อการค้า-อนุญาตแบบเดียวกัน 3.0 (Creative Commons License)

“ครีเอทีฟคอมมอนส์” เป็นองค์กรที่ไม่แสวงหาผลกำไรและเกิดจากการรวมกลุ่มของบุคคลหลายสาขาอาชีพ จึงได้ถือกำเนิดขึ้นจากแนวคิดของความต้องการที่จะเผยแพร่งานทางด้านลิขสิทธิ์ แต่ต้องการสงวนและรักษาสิทธิ์บางอย่างไว้ โดยมีการก่อตั้งองค์กรขึ้นในปี 2544 และมีการกำหนดรูปแบบการอนุญาตใช้งาน เผยแพร่ ตามวัตถุประสงค์ต่างๆ รวมกันไว้ประมาณ 11 รูปแบบ

ส่วนข้อกำหนดในการอนุญาตใช้งานหนังสือเรียนอิเล็กทรอนิกส์ตามโครงการนี้ ก็คือ Attribution ซึ่งหมายความว่า สามารถที่จะนำไปคัดลอก เผยแพร่ เปิดเผย แสดง และสามารถดัดแปลงผลงานได้ แต่ต้องมีการระบุที่มาว่าต้นฉบับเดิมนั้นมาจากแหล่งใด และใครเป็นเจ้าของในชิ้นงานนั้นๆ…นี่แหละคือ ยุทธศาสตร์ในการกระตุ้นให้มีการพัฒนาสื่อการเรียนการสอนที่หลากหลาย และให้เครดิตกับผู้พัฒนา ซึ่งท้ายที่สุด ประโยชน์ก็จะตกอยู่กับนักเรียน

ข้อดีของ Digital School หรือโรงเรียนดิจิทัลมากกว่าข้อเสียจริงเหรอ?

บริษัท นิวครู ได้จัดสัมมนาหัวข้อ ไม่ยากถ้าอยากเป็นดิจิทัลสคูล โดยนางมัลลิกา ธีระวรรณวิไล ผู้อำนวยการฝ่ายการตลาด กล่าวว่า  ความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี และอิทธิพลของโลกไร้พรมแดน ส่งผลให้มีการปรับวิชาการความรู้และการเรียนการสอนในโรงเรียน เพื่อให้ทันกับโลกปัจจุบัน

การนำเอา Information Technology (ไอที) เข้ามาใช้ในโรงเรียน จึงเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ แต่การนำไอทีเข้าสู่ระบบโรงเรียนไม่ใช่เรื่องง่าย บรรยากาศภายในงานมีผู้เข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก และบริษัทนิวครูได้เปิดวิดีโอการนำเสนอกรณีศึกษาจากต่างประเทศที่ใช้สื่อการสอนโดย ไอแพด (ipad) เป็นหลัก เนื่องจากสามารถเขียน พิมพ์ ถ่ายถาพ บันทึกเสียง ตัดต่อวิดีโอ ฯลฯ ทั้งยังมีแอพพลิเคชั้นการศึกษามากมายให้เลือก ซึ่งส่วนใหญ่ไม่เสียค่าโหลด ส่วนคุณนิน่า หรือคุณกุลนัดดา ปัจฉิมสวัสดิ์ พิธีกรรายการผู้หญิงถึงผู้หญิง เปิดเผยว่าจากประสบการณ์ส่วนตัว นีนาเองมีหลานหลายคน ซึ่งต้องยอมรับว่าหากการศึกษาไทยมีเทคโนโลยีอย่างเช่น แท็บเล็ต เข้ามามีส่วนช่วย จะทำให้เด็กเกิดความสนใจมากขึ้น ส่วนตัวคุณครูเองเบาแรงหลายเรื่อง แต่ต้องยอมรับว่านักเรียนจะมีความอดทนน้อยลง ดังนั้นผู้ปกครองต้องควบคุมดูแลลูกหลานให้ใช้เทคโนโลยีดังกล่าวพร้อมกับออกกำลังกายอย่างเหมาะสม ส่วนตัวตนคิดว่าการใช้แท็บเล็ตให้มีบทบาทในระบบการศึกษาไทยนั้น มีข้อดีมากกว่าข้อเสียแน่นอน.

———-

(หมายเหตุ : คอลัมน์ อินโนเทค – ตามไปดู ‘ดิจิตอล สคูล’ ที่โปแลนด์ – โดย … คนชอบเล่า)

http://www.komchadluek.net/news/lifestyle/127400

ข้อดีของ Digital School หรือโรงเรียนดิจิทัลมากกว่าข้อเสียจริงเหรอ?

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *