ทักษะการพูดสำหรับผู้นำผู้บริหาร

ผศ.ดร.ญาดา อารัมภีร

โลกทุกวันนี้เป็นโลกของการติดต่อสื่อสาร “การพูด” เป็นวิธีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพสูงสุด คนที่จะเป็น “ผู้นำ” ต่อไปในอนาคตจะอยู่ในประเภทมีปากเหมือนไม่มีไม่ได้ ยิ่งไปกว่านั้นสำหรับผู้นำแล้ว แค่ “พูดได้” เท่านั้นยังไม่พอ ต้องถึงขั้น “พูดเป็น” จึงจะถือว่าใช้ได้

แต่การพูดใช่ว่าอยากพูดอะไรก็พูด สักแต่เปิดปากพรั่งพรูถ้อยคำออกมาเป็นชุด ๆ ชนิดไม่ไล่ไม่เลิก หรือพูด ๆ ๆ ๆ โดยไม่รู้จักเวล่ำเวลา ไม่ดูโอกาส ไม่เลือกสถานที่ ด้วยถือคติว่าฉันพอใจจะพูดซะอย่างใครจะทำไม ถ้าทำได้แค่นั้นก็คือ “พูดได้” ไม่ใช่ “พูดเป็น” เพราะผู้นำที่พูดเป็นต้องรู้ตัวและเตือนตัวเองตลอดเวลาว่า ควรพูดเรื่องอะไร ควรพูดเมื่อไร และควรพูดอย่างไร พูดสั้นยาวแค่ไหน ทั้งยังต้องพูดให้ได้ผลตามที่ตั้งใจไว้อีกด้วย
ทำไมผู้นำถึงต้องพูดเป็น
นั่นก็เพราะว่าผู้นำเกิดมาเพื่อพูดมากกว่าทำ ในขณะที่ผู้ตามเกิดมาเพื่อทำมากกว่าพูด ผู้นำไม่จำเป็นต้องลงมือทำอะไรต่อมิอะไรทุกอย่างด้วยตัวเอง เพียงแค่ใช้ความคิดให้ลึกซึ้งรอบด้าน คิดจนลงตัวแล้วก็วางแผนสั่งให้ผู้ตามรับความคิดที่ว่าไปดำเนินการต่อก็ถือว่าทำหน้าที่ของผู้นำลุล่วงไปแล้วส่วนหนึ่ง
นอกจากนี้ผู้นำจะอยู่ในภาวะ “ใบ้รับประทาน” ไม่ได้เป็นอันขาด ต้องพร้อมที่จะพูดได้อย่างเหมาะสมในทุกโอกาสและทุกสถานการณ์ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการบริหารงาน พิธีการ งานสังคม การประชุมหรือการคลี่คลายข้อขัดแย้งก็ตาม เพราะเป็นการแสดงถึงความสามารถเฉพาะตัวที่โดดเด่นกว่าคนอื่น แสดงถึงความกล้าหาญ ความพร้อม ความฉับไว ทำให้เป็นที่ยอมรับของผู้อื่น การยอมรับนี่สำคัญมาก ถ้าผู้นำไม่เป็นที่ยอมรับนับถือ
แม้จะได้ชื่อว่าเป็นผู้นำ ความเป็นผู้นำนั้นก็ไร้ความหมาย
ผู้นำที่พูดไม่เป็น “พัง” กันมานักต่อนักแล้ว ที่ “พัง” ก็เพราะไม่สามารถทำ
ให้คนอื่นเชื่อถือ ไม่สามารถถ่ายทอดความรู้สึกนึกคิดของตัวเองออกมาได้ พูดแล้วฟังไม่รู้เรื่องฟังไม่เข้าใจ หรือเข้าใจเหมือนกันแต่เข้าใจไปคนละทาง คนอื่น ๆ เขาก็เลยไม่สามารถทำตามที่ผู้นำต้องการได้ การบริหารงานไหรือการดำเนินการใด ๆ ก็ไม่ประสบผล การพูดให้เข้าใจชนิดไม่ต้องแปลไทยเป็นไทยเสียก่อนจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ผู้นำจะมองข้ามไปมิได้ ไม่ใช่ฟังหนแรกก็เริ่ม “งง” ฟังหนสองก็ชัก “เง็ง” พอฟังหนสามก็เลย “เซ็ง” อย่างนี้ถือว่าเป็นการสื่อสารที่ล้มเหลว
ผู้นำนอกจากต้องเป็นที่ “ยอมรับ” แล้ว ยังต้องเป็นที่ “เชื่อถือ” อีกด้วย
ความน่าเชื่อถือของผู้นำเกิดจากสิ่งที่พูดและวิธีการพูดของผู้นำเองเป็นสำคัญ ผู้นำที่อยู่บนพื้นฐานของความจริง ไม่พูดอะไรให้เลิศเลอดีเด่นเกินความเป็นจริง พูดแต่สิ่งที่เป็นไปได้ ไม่พูดเอาแต่เรื่องดีใส่ตัวหรือพูดเอาแต่เรื่องชั่วใส่คนอื่น พูดทุกสิ่งอย่างจริงใจและจริงจัง พูดได้อย่างที่อยากทำและทำได้อย่างที่พูด พูดจาอยู่กะร่องกะรอยไม่กลับไปกลับมา วันนี้พูดอย่าง พรุ่งนี้พูดอีกอย่างแล้ว รวมไปถึงพูดเฉพาะแต่เรื่องที่จำเป็น มีประโยชน์และเป็นไปในทางที่สร้างสรรค์ ย่อมเป็นที่ยอมรับนับถือของทุกฝ่าย
ที่สำคัญก็คือ ผู้นำต้องรู้จักเลือกว่าควรจะพูดอะไรและไม่ควรจะพูดอะไรอะไรก็ตามที่จะนำมาซึ่ง ความเคลือบแคลง แสลงใจ สะเทือนใจ หรือนำมาซึ่งความแตกแยกก็สมควรหลีกเลี่ยง บ่อยครั้งที่ความรู้ทางจิตวิทยาเข้ามามีส่วนเสริมการพูดของผู้นำโดยตรง อาทิ ผู้นำต้องรู้จักยกย่องชมเชยให้กำลังใจลูกน้องหรือผู้ใต้บังคับบัญชาในโอกาสอันควร ตลอดจนรู้จักชี้แจงข้อบกพร่องผิดพลาดแทนการตำหนิติเตียนอย่างตรงไปตรงมา ทั้งนี้เพราะผู้นำทุกคนรู้ดีว่าการพูดนั้นสร้างมิตรได้เท่าๆกับสร้าง “ศัตรู”
ถึงแม้ว่าบุคลิกภาพที่เป็นมิตรและเป็นตัวของตัวเอง ไม่เลียนแบบใครของผู้นำจะมีส่วนเสริมการพูดนั้นให้น่าสนใจ แต่หัวใจของการพูดไม่ได้ขึ้นอยู่กับบุคลิกภาพเท่านั้น ยังขึ้นอยู่กับวิธีการพูดอีกด้วย นั่นก็คือพูดอย่างไรจึงจะ “กำหัวใจ” ของคนฟังเอาไว้ได้ ถ้าพูดเมื่อไรวงแตกเมื่อนั้น อย่างนี้ก็ใช้ไม่ได้
พอพูดขึ้นมาคนฟังพักผ่อนสายตาทุกที นี่ก็ไม่ไหวอีกเหมือนกัน หรือพูดครั้งไหนก็ได้ผลครั้งนั้น คือ คนฟังทยอยลุกออกจากห้องเป็นแถว นี่ก็ไม่ได้เรื่องอีก การพูดนั้นมีหลักอยู่ว่า
– ถ้าจะพูดให้ “เข้าใจ” ต้อง “พูดสั้น ๆ ตรงเป้า เข้าใจง่าย ไม่ใช้ศัพท์แสงรุงรัง”
– ถ้าจะพูดให้ “ชื่นชอบ” ต้องพูดได้เนื้อหา สาระชัดเจน ลูกเล่นพอดี ๆ มีอารมณ์ขัน เป็นกันเอง
– ถ้าจะพูดให้ “เชื่อถือ” ต้องพูดอย่าง “หนักแน่นมั่นใจ จริงจังจริงใจ ไม่ไร้สาระประเด็นเด่นชัดฟังแล้วศรัทธา”
วิธีการพูดยังสัมพันธ์กับเสียงพูดโดยตรงตั้งแต่ระดับเสียง ความดังค่อย ความช้าเร็วและความสูงต่ำ ผู้นำต้องนึกไว้เสมอว่า ถ้า
– พูดด้วยเสียงราบเรียบระดับเดียวกันตั้งแต่ต้นจนจบ คนฟังเบื่อแน่ ดีไม่ดีอาจจะหลับไปเลย
– พูดเร็วไปฟังไม่ทัน พูดช้าไปฟังแล้วง่วง
– พูดดังไปฟังแล้วอึดอัด พูดค่อยไปฟังแล้วรำคาญ
– ใช้เสียงสูงไปฟังแล้วแสบหู ใช้เสียงต่ำไป เสียงอยู่ในคอ ฟังไม่รู้เรื่องอีก
การพูดนั้นอยู่คู่กับผู้นำ เป็นทักษะที่ผู้นำทั้งหลายตั้งแต่ระดับท้องถิ่นระดับประเทศขึ้นไปจนถึงระดับโลกใช้กันบ่อยที่สุด แต่จะพูดได้ดีและมีประสิทธิภาพแค่ไหนขึ้นอยู่กับว่าผู้นั้นมีความตั้งใจจริงและมีความเพียรพยายามที่จะฝึกฝนปรับปรุงตนเองเพียงใด เพราะไม่มีใคร “พูดเป็น” มาตั้งแต่เกิด เป็นเรื่องของการสั่งสม การพัฒนาและชั่วโมงบินที่มากพอ
ผู้นำที่พูดไม่เป็น สื่อความรู้สึกนึกคิดของตัวเองออกมาไม่ได้ ก็มีสภาพไม่ผิดอะไรกับที่พระบาทสมเด็จพระมงกุฏเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงพระราชนิพนธ์ไว้ในบทละครพูดสลับลำเรื่อง “วิวาห์พระสมุทร” ตอนหนึ่งว่า “ถึงรู้มากไม่มีปากลำบากตาย มีอุบายพูดไม่เป็นเห็นป่วยการ”

ปากใจไม่ตรงกัน ความสัมพันธ์ไม่ยั่งยืน
ใจเกลียดแต่ปากฝืน พูดแต่ลิ้นสิ้นความหมาย
ปากใจตรงกันเถิด ผลจะเกิดทั้งต้นปลาย
ผู้พูดฟังสบาย ผู้ฟังเล่าเข้าใจตรง

ที่มา : sa.sa.ku.ac.th

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *