ทำไม … “จึงอยากลาออก” จากราชการ

อยากลาออกจากราชการ
…/ เป็นคำพูดจากเพื่อนข้าราชการท้องถิ่นคนหนึ่ง

ผมเองก็ไม่มั่นใจว่า คำพูดนั้น จะหมายถึง อยากลาออกจริงๆ หรือเป็นเพียงประโยคที่พูดตัดพ้อออกมา เพียงอารมณ์ชั่ววูบเท่านั้น

ชีวิตของข้าราชการและพนักงานส่วนท้องถิ่น ไม่ว่าจะ อบจ. – เทศบาล – อบต. เป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องพบปัญหาในการทำงาน ซึ่งในทุกองค์กรก็ต้องมีปัญหาอยู่แล้ว จะหลีกหนีอย่างไร ก็ไม่อาจพ้นได้ ผมพอจะสรุปได้ว่า เมื่อข้าราชการคนหนึ่งที่อุตส่าห์สอบแข่งขันเพื่อบรรจุมาได้ด้วยความรู้ความสามารถของตนเอง แต่ต้องถึงกับพูดว่า “อยากลาออก” น่าจะเกิดจาก …

1. ความกดดันจากผู้บริหาร “ตามใจนาย”
วิถีการปฏิบัติราชการตามอำนาจหน้าที่นั้น จะเป็นไปตามระเบียบกฎหมายที่กำหนด ซึ่งได้กำหนดไว้ให้เดินอย่างถูกต้อง ถูกระเบียบ แต่ในบางครั้งบางเหตุการณ์ ก็ต้องก้มหน้าก้มตาทำตามความต้องการของผู้บริหาร ซึ่งแม้ว่าความต้องการนั้นๆ อาจไม่ถูกต้องตามระเบียบ แต่เพื่อความอยู่รอดของข้าราชการเล็กๆ ก็ต้องอดกลั้นและทำตามความต้องการ ซิกแซก หลบหลีกระเบียบ เมื่อเป็นเช่นนี้แล้ว ชีวิตของข้าราชการก็อยู่บนความเสี่ยง บ่อยๆ เข้าก็จะรู้สึกเครียดและอึดอัดใจกับสิ่งที่ได้ทำไป

2. ความเสี่ยงด้วยระเบียบกฎหมายที่ไม่แน่ชัด
ด้วยองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีอำนาจและหน้าที่ในการให้บริการสาธารณะเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชน แต่เรื่องหนึ่งที่ทุกวันนี้ยังเป็นปัญหาอยู่คือ ความไม่ชัดเจนในระเบียบกฎหมาย ยังคงต้องอาศัยการตีความที่หลากหลาย เรื่องใดเป็นอำนาจหน้าที่ เรื่องใดไม่ใช่อำนาจหน้าที่ ฯลฯ หน่วยงานตรวจสอบก็เข้มข้นในการตรวจสอบและทักท้วง จากการนิยามของคำว่า “คุ้มค่าและประหยัด” ดังนั้นแล้ว การตีความในแต่ละประเด็น ก็จะแตกต่างกันไป ข้าราชการก็อยู่คอยเสี่ยงกับสิ่งที่ได้ดำเนินการไป และคอยเสี่ยงกับสิ่งที่ได้ดำเนินการเบิกจ่ายงบประมาณทางราชการไป รอลุ้นชะตากรรมในอนาคตว่า หน่วยงานตรวจสอบจะมาทักท้วงและเรียกเงินคืนในเมื่อใด ผู้รับผิดชอบในลำดับต้นๆ คงหนีไม่พ้นข้าราชการเอง

3. เงินเดือนไม่พอใช้จ่าย หนี้สินก็มาก
ข้าราชการ ก็มีค่าตอบแทนที่เรียกว่า “เงินเดือน”  แต่ก็คือเงินเดือนจริงๆ เงินที่พอใช้สำหรับในแต่ละเดือนเท่านั้น คงจะไม่ใช่เรื่องแปลกที่จะพบเห็นข้าราชการใช้เวลาว่าง ใช้เวลานอกราชการ ทำอาชีพเสริมเพื่อหาเงินมาพอเลี้ยงตนเองและครอบครัว แต่ในสำหรับบางคนเงินเดือนไม่พอใช้ ก็ต้องจำเป็นต้องหยิบยืมและกู้เงินมา คำว่าหนี้สิน ก็มีมากขึ้นเรื่อยๆ บางคนถึงขั้นว่า คำนวณอายุราชการที่เหลืออยู่ หักลบเงินเดือนแล้ว อยู่จนเกษียณกว่าหนี้จะหมด ดังนั้นแล้ว เพื่อความอยู่รอดของตนเอง จึงอยากจะลาออกจากราชการ หันมาทำงานในอาชีพอื่นแทน ยังดีกว่าต้องมานั่งคดโกงเบียดบังเงินหลวง ทำงานห่วงแต่เปอร์เซ็นต์ ห่วงแต่เงินทอน

4. อยู่ไปอย่างไรก็ไม่โต “ค่าของคน อยู่ที่คนของใคร”
ยิ่งตอนนี้ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นได้ปรับเปลี่ยนเข้าสู่ระบบแท่งมาแล้ว หลายๆคน ก็คงได้เห็นและศึกษาเส้นทางความก้าวหน้าในสายอาชีพของตนเองแล้ว และถึงแม้จะปรับเปลี่ยนแบบประเมินผลการปฏิบัติราชการ (ประเมินการเลื่อนขั้น) เป็นแบบใหม่ก็ตามแต่ ในบางแห่งก็ยังคงวนเวียนอยู่ในรูปแบบเดิมๆ คนจะได้ 2 ขั้น คือใคร ก็ล็อคมาแล้ว อยู่ที่จะเอานิ้วชี้เลือกเท่านั้น , คนจะเติบโตในหน้าที่การงาน ก็ขึ้นอยู่กับผู้บริหารด้วย ด้วยเหตุที่ว่า “อยู๋อย่างไรก็ไม่โต” ขวัญและกำลังใจในการทำงานก็ย่อมลดลงไป จึงเลือกที่จะขอลาออกดีกว่า

5. มีอาชีพเสริมที่ดีกว่า
ข้าราชการคนขยันหาได้ลองหาอาชีพเสริมสร้างรายได้ในช่วงวันหยุดราชการหรือนอกเวลาราชการแล้ว บางคนก็พลิกจากรายได้เสริมกลับกลายเป็นอาชีพหลักได้ สำหรับคนที่พบเจอในข้อนี้ จะมีความมั่นใจในการที่จะกล้าขอลาออกจากราชการ เพราะอย่างน้อยๆ ก็มีอาชีพที่รองรับไว้แล้ว และขอหลบหนีปัญหาในเรื่องความกดดันจากผู้บริหารและความเสี่ยงด้วยระเบียบกฎหมายที่ไม่แน่ชัด ออกมาทำอาชีพของตนเองอย่างเต็มที่ดีกว่า

 

สุดท้ายนี้  ผมขอเปรียบวิถีการทำงานเปรียบเสมือนการว่ายน้ำของปลา ที่แบ่งได้ 3 แบบ คือ
1. ปลาว่ายตามน้ำ เอาตัวรอดไปตามสถานการณ์ เขาโกงกัน ก็โกงด้วย ตามน้ำไปเลย
2. ปลาว่ายทวนน้ำ แตกต่างด้วยเหตุผลและความถูกต้อง กล้าที่จะฝ่าฟันปัญหาและอุปสรรคในการทำงาน
3. ปลานิ่งๆ ที่รอวันจม ไม่ทำอะไรทั้งนั้น อยู่ไปวันๆด้วยใจอ่อนล้า หมดไฟในการทำงาน ไม่ยุ่งเกี่ยวกับใคร รอเพียงวันที่ตัวเองจะจมลงสู่ก้นน้ำลึก

คำพูดที่ว่า “อยากลาออก”
ผมเชื่อว่าบางคนก็เคยพูด ไม่ว่าจะพูดด้วยอารมณ์หรือพูดด้วยความจริงจัง
ขอเพียงอยากให้ “ทบทวนคิดให้ดี ยังคงจำความรู้สึกในวันแรกที่เป็นข้าราชการได้หรือไม่ ความตั้งใจของคุณในวันนั้น คืออะไร??”

ด้วยความหวังดี จาก ส.เสือ

http://www.thailocalmeet.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *