“ทุกข์ในวัยเด็ก” มีผลต่อ “รักในวัยโต” อย่างไรบ้าง (ถ้าคุณไม่อ่านบทความนี้ความทุกข์จะติดตัวคุณไปจนวันตาย)

เอ็กฮาร์ต โทลเล่ แจกแจงอิทธิพลของ “ตัวทุกข์” เอาไว้ในหนังสือ A New Earth ในหลายแง่มุม ขอหยิบแง่มุมของความรักมาฝากกันครับ

อารมณ์ลบที่เกิดขึ้นในชีวิตจะไม่สลายไปโดยสมบูรณ์ แต่จะทิ้งริ้วรอยความทุกข์ไว้เบื้องหลัง บางคนอาจพยายามหลีกเลี่ยง ไม่รับรู้ถึงมัน แต่ทุกข์นั้นจะยังกรุ่นอยู่ในใจรอวันทำปฏิกิริยากับบางสิ่งแล้วจะแสดงตัวออกมาให้เห็น

ตัวทุกข์นั้นต้องการอาหารเป็นระยะ ประสบการณ์ที่เป็นทุกข์ทางอารมณ์ทั้งหลายเป็นอาหารของตัวทุกข์ พอเจอประสบการณ์ที่ไม่ถูกใจ เราจะมองมันด้วยความคิดแง่ลบ สิ่งเหล่านี้ช่วยยืนยันว่า ถูกต้องแล้วที่เราจะเป็นทุกข์

บางครั้งเราเลือกที่จะเป็นทุกข์ เพราะความทุกข์นั้นเสริมอัตตาของเรา ความทุกข์ทำให้เราเป็นฝ่ายถูกต้อง น่าเห็นใจ ได้รับความสงสาร (สิ่งนี้อาจเกิดขึ้นตั้งแต่ในวัยเด็ก) เมื่อเป็นเช่นนี้บ่อยเข้า เราอาจค่อยๆ กลายเป็นคนเสพติดความทุกข์ไปเลย

เมื่อเกิดเหตุการณ์หนึ่งขึ้น เราไม่ได้มองมันด้วยสายตาบริสุทธิ์ แต่เรามองมันด้วยสายตาของอดีต ใช้ประสบการณ์ในอดีตมาตัดสิน ยิ่งสะสมอดีตที่เลวร้ายไว้มาก เราก็ยิ่งสร้างความคิดลบให้เกิดขึ้นได้ง่าย เหตุการณ์นั้นอาจจะแค่เล็กน้อย เป็นเราเองที่ขยายขนาดมันให้ใหญ่โตเกินจริง

นี่คือกระบวนการบิดเบือนความทุกข์ โดยใช้อดีตของตัวเอง “ตีฟู”

ทุกข์บางตัวจะมีปฏิกิริยาต่อตัวกระตุ้นบางตัวเป็นพิเศษ เห็นชัดในเรื่องความรัก

คนที่ในวัยเด็กถูกพ่อแม่ละเลยหรือทอดทิ้งจะสร้าง “ตัวทุกข์” ที่ถูกกระตุ้นด้วยสถานการณ์บางอย่าง เช่น ถ้าเพื่อนมารับที่สนามบินช้าไปไม่กี่นาที หรือแฟนกลับบ้านดึกไปหน่อย สิ่งนี้จะกลายเป็นเรื่องใหญ่สำหรับเขาอย่างมาก หากถูกละเลยหรือต้องเลิกราจะกลายเป็นเหตุการณ์สูญเสียที่ร้าวระบมอย่างรุนแรงยิ่ง

 

หญิงสาวที่ถูกพ่อดุด่า ทำร้าย หรือล่วงละเมิด ตัวทุกข์อาจถูกกระตุ้นให้เป็นทุกข์ได้ง่ายเมื่อมีความสัมพันธ์กับผู้ชายไม่ว่าคนใด อารมณ์ที่สร้างตัวทุกข์นี้จะดึงเธอเข้าหาผู้ชายที่มีตัวทุกข์คล้ายๆ กัน เช่น เป็นชายหนุ่มที่มีวัยเด็กไม่ค่อยดีกับพ่อหรือแม่ การดึงดูดกันของความทุกข์แบบเดียวกันเช่นนี้ บางทีถูกตีความผิดว่าเป็นความรัก

 

ผู้ชายที่ในวัยเด็กไม่ได้รับความรักและการดูแลจากแม่จะสร้างตัวทุกข์ที่มีความขัดแย้งสูงขึ้นในตัวเอง คือทั้งโหยหาความรักจากแม่อย่างรุนแรง แต่ก็เกลียดเธออย่างรุนแรงด้วย พอโตขึ้น ผู้หญิงทุกคนจึงกลายเป็นตัวกระตุ้นความทุกข์ในใจเขา เขาจะมีความต้องการที่จะ “พิชิตและล่อลวง” ผู้หญิงที่เจอ เพื่อให้ได้รับความรักและเอาใจใส่ แต่เมื่อความสัมพันธ์เริ่มแน่นแฟ้น ความโกรธที่มีต่อแม่เขาก็จะผุดขึ้นมาบ่อนทำลายความสัมพันธ์นั้น ทำให้เขากลายเป็นนักพิชิตแต่ขณะเดียวกันก็ไม่สามารถรักใครได้นาน

 

เหล่านี้คือตัวอย่างของ “ตัวทุกข์” ที่ซ่อนอยู่ในตัวเรา และส่งผลต่อนิสัย พฤติกรรม การตัดสินใจอย่างยิ่ง ไม่เฉพาะแค่เรื่องรัก แต่ครอบคลุมไปทุกมิติ

หากมองไม่เห็น “ตัวทุกข์” นี้ เราจะมีพฤติกรรมเดิมๆ วนซ้ำอยู่เช่นนี้ไปตลอดกาล บางคนมองเห็นแพทเทิร์นของชีวิตตัวเอง แต่ไม่รู้วิธีแก้ ได้แต่ใช้ชีวิตไปราวกับโดนคำสาบ

เอ็กฮาร์ต โทลเล่ แนะนำว่า ประการแรกเราต้องเห็น “ตัวทุกข์” นี้ก่อน เท่าทันมัน เมื่อเห็นมัน มันก็จะอ่อนแรงลง ไม่มีฤทธิ์เดชอาละวาดเหมือนตอนที่เราไม่รู้ตัว นอกจากนั้นเรายังต้องตระหนักว่า “ตัวทุกข์” ไม่ใช่ “ตัวเรา” มันเป็นเพียงอดีตที่เคยเกิดขึ้น แต่เราจดจำมันและตอกย้ำกับตัวเองครั้งแล้วครั้งเล่ากระทั่งกลายเป็น “แว่น” ที่เราใช้มองโลกและชีวิต

เช่น ถ้าเรารู้สึกว่าพ่อเป็นคนไม่ดี พอเจอผู้ชายนิสัยไม่ดีเราก็จะตอกย้ำตัวเอง เพิ่มมุมมองลบที่มีต่อผู้ชาย เล่าเรื่องราว “ผู้ชายเลว” ให้ตัวเองฟังซ้ำๆ กระทั่งสิ่งนี้กลายเป็นความจริงที่เราใช้มองโลกไปเลย

ลองสังเกตให้ถ้วนถี่จะพบว่า เราทุกคนมี “เรื่องเล่าเดิมๆ” ที่เล่าให้ตัวเองฟังกระทั่งเชื่อว่าสิ่งนั้นเป็นจริง เรื่องเล่านี้มักสนับสนุนมุมมองลบที่ติดมาจากอดีต และอนุญาตให้เราเป็นทุกข์กับเรื่องเดิมๆ หากจัดการกับมันไม่ได้ เราจะต้องทุกข์กับเรื่องเดิมๆ ไปตลอดชีวิต

สังเกตให้เห็น “เรื่องเล่า” ซ้ำๆ นี้
ถามตัวเองว่ามันเกิดขึ้นจาก “อดีต” แบบไหน
แยก “ตัวทุกข์” ที่สะสมไว้ออกจาก “ตัวเรา”
“เท่าทัน” มันครั้งแล้วครั้งเล่า
แล้วเราจะออกจากความทุกข์เดิมๆ นี้ได้

อย่าได้หลงใหลไปกับความทุกข์ที่ช่วยเพิ่มอัตตาให้ตัวเอง หรือสนับสนุนให้ตัวเองได้ทุกข์ซ้ำๆ เพื่อยืนยันว่าตัวเองเป็นฝ่ายถูกแบบนี้ไปเรื่อยๆ

ออกจากทุกข์ด้วยการตัดห่วงโซ่แห่งอดีตที่เราร้อยเรียงมาตลอดชีวิต อยู่กับปัจจุบัน กับความจริงตรงหน้า ไม่ใช่ความจริงที่เราคิดเอาเองจากตัวทุกข์ที่สะสมไว้

เห็นว่า “อดีต” ทำงานอย่างไร
เห็นว่า “อัตตา” มันปกป้องตัวเองอย่างไร
เห็นว่า “ตัวทุกข์” มันชิงเล่าเรื่องอย่างไร

เมื่อเห็น มันจะหมดฤทธิ์
แล้วเราจะกลับมาอยู่กับปัจจุบัน

“ปัจจุบัน” ที่โล่ง ว่าง มีความเป็นไปได้ใหม่ๆ ที่พร้อมจะเกิดขึ้น ปราศจากความกลัว กังวล และปมแห่งแผลเป็นอันปวดร้าว

“ปัจจุบัน” ที่ไม่มีความโกรธ เกลียด กลัว เปิดกว้าง พร้อมที่จะรับความรักและมอบความรัก

เราพอกพูน “อัตตา” ผ่านการตอกย้ำความทุกข์มาตลอดชีวิต วาง “อัตตา” นั้นลง อยู่กับปัจจุบันที่ไม่มีอัตตา แล้วจะพบว่า…

ปัจจุบันนั้นสะอาด สว่าง สงบ

มีพื้นที่สำหรับ “ความรัก”

=======================================

ความคิดความเข้าใจจากการอ่าน A New Earth โดย เอ็กฮาร์ต โทลเล่ แปลโดย มนตรี ภู่มี สนพ.ดีเอ็มจี

ขอบพระคุณเพจ A piece of wisdom

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *