“ปัจจัยแห่งความสำเร็จ” ของคุณภาพการศึกษา Wasawat Deemarn

“คุณภาพของระบบการศึกษาหนึ่งจะไม่มีวันสูงไปกว่าคุณภาพของครูของระบบการศึกษานั้นไปได้”

พ่อกับแม่ได้แวะมาเยี่ยมผมที่บ้านในวันพ่อแห่งชาติที่ผ่านมา พ่อได้ยื่นกระดาษหนังสือพิมพ์ที่ถูกตัดเป็นสี่เหลี่ยมให้ 1 แผ่น ซึ่งเป็นบทความของ “อาจารย์วรากรณ์ สามโกเศศ เขียนไว้ เรื่อง ปัจจัยแห่งความสำเร็จของคุณภาพการศึกษา แต่พ่อไม่ได้เขียนหรือบอกที่มาเอาไว้ให้ทราบ

มุมมองของอาจารย์วรากรณ์ในบทความนี้ นำมาซึ่งแนวความคิดที่น่าสนใจในการพัฒนาวงการการศึกษาไทย โดยเฉพาะอย่างยิ่ง คือ ครู

จึงขอนำบทความดังกล่าวนี้มาเขียนไว้ในบันทึกนี้ เพื่อยังประโยชน์ต่อคนที่ต้องการใช้มันให้เป็นประโยชน์ต่อตนเอง และวงการการศึกษาบ้านเรา

 

****************************************************************************

 

“ปัจจัยแห่งความสำเร็จ” ของคุณภาพการศึกษา

 

การปฏิรูปการศึกษาเป็นอันดับต้น ๆ ของวาระแห่งชาติของเกือบทุกประเทศในโลก รัฐบาลของประเทศเหล่านี้ทุ่มเงินรวมกันมหาศาลไม่ต่ำกว่า 2 ล้าน ๆ เหรียญสหรัฐสำหรับการศึกษาในปี 2006 นอกจากนี้ยังพยายามยกระดับมาตรฐานการศึกษาด้วยวิธีการต่าง ๆ แต่ก็น่าประหลาดใจที่คุณภาพการศึกษาส่วนใหญ่ไม่ได้ดีขึ้น แต่ละประเทศมีคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกันมาก มันน่าจะมีปัจจัยแห่งความสำเร็จบางอย่างของประเทศที่ประสบความสำเร็จ

ตัวอย่างของคุณภาพการศึกษาที่แตกต่างกัน ได้แก่ สถิติที่ว่าต่ำกว่าร้อยละ 1 ของเด็กในแอฟริกาและตะวันออกกลางมีผลสัมฤทธิผลทางการศึกษาในระดับเดียวกัน หรือ สูงกว่าสัมฤทธิผลโดยเฉลี่ยของเด็กสิงคโปร์ ทั้ง ๆ ที่สิงคโปร์ใช้จ่ายเงินสำหรับการศึกษาในชั้นประถมศึกษาต่ำกว่า 27 ประเทศ ในสมาชิก 30 ประเทศของกลุ่ม OECD

Mckinsey & Company ได้ทำงานวิจัยระหว่างพฤษภาคม 2006 ถึงมีนาคม 2007 เพื่อค้นหาว่า เหตุใดบางระบบการศึกษาในโลกจึงประสบความสำเร็จอย่างอยู่เหนือระบบการศึกษาของประเทศอื่นๆ ที่ไม่อาจเทียบกันได้

 

ข้อเขียนในวันนี้ขอสรุปสิ่งที่งานวิจัยชิ้นนี้ได้ค้นพบ

งานวิจัยนี้ใช้ข้อมูลจากผลการสอบของเยาวชนวัย 15 ปี ในภาษาของตนเองโดยทดสอบความสามารถในการอ่าน ความรู้ด้านคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ฯลฯ ซึ่งเป็นการสอบที่จัดโดย OECD และมีประเทศอื่น ๆ เข้าร่วมสอบด้วย มีชื่อดังที่รู้จักกันว่า PISA (OECD’s Programme for International Student Assessment)

งานวิจัยนี้เก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญกว่าร้อยคน อีกทั้งไปเยี่ยมชมโรงเรียนต่าง ๆ จำนวนมากในทุกทวีป

งานศึกษาพบว่า มีอยู่ 3 สิ่งที่สำคัญอย่างยิ่งต่อการเป็นระบบการศึกษาทั้งหมด ซึ่งได้แก่

(ก) หาคนที่เหมาะสมมาเป็นครู

(ข) พัฒนาครูเหล่านี้ให้เป็นผู้สอนที่มีประสิทธิภาพ และ

(ค) สร้างระบบการศึกษาที่มั่นใจได้ว่า สามารถให้การสอนที่ดีที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้แก่เด็กทุกคน

 

ผู้ศึกษา พบว่า ทั้ง 3 สิ่งนี้เป็นจริงสำหรับทุกวัฒนธรรม สามารถช่วยให้เกิดพัฒนาการให้ด้านคุณภาพอย่างเห็นผลในระยะเวลาสั้นและสามารถช่วยแก้ไขระบบการศึกษาที่ล้มเหลวได้

ในประเด็นแรก คือ หาคนที่เหมาะสมมาเป็นครูนั้น รายงานระบุว่า “คุณภาพของระบบการศึกษาหนึ่งจะไม่มีวันสูงไปกว่าคุณภาพของครูของระบบการศึกษานั้นไปได้” (The quality of an education system cannot exceed the quality of its teachers)

“คุณภาพของครู” คือหัวใจของระบบการศึกษาที่มีคุณภาพ ถ้าครูไม่มีคุณภาพการศึกษาก็ไม่มีคุณภาพ ประเทศตัวอย่างที่รายงานนี้ระบุและผู้เขียนเองเคยไปดูด้วยตาตนเองก็คือ ฟินแลนด์ เด็กในประเทศนี้จะไม่เรียนหนังสือจนกว่าอายุ 7 ขวบ เรียนหนังสือวันละ 4 – 5 ชั่วโมง ตลอด 2 ปีแรกที่เข้าโรงเรียน แต่พอถึงอายุ 15 ปี เด็กฟินแลนด์สอบ PISA ได้คะแนนเฉลี่ยสูงสุดของโลกในการสอบวิชาคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ การอ่านและการคิดแก้ไขปัญหา

ในฟินแลนด์ผู้ที่จะเป็นครูได้ต้องสอบแข่งขันผ่านการคัดกรองมาอย่างดี ได้รับรายได้สูงกว่า หรือทัดเทียมกับวิศวกร ปีหนึ่งทำงาน 9 เดือน แต่ได้รับเงินเดือนเต็ม 12 เดือน แม้แต่ชั้นประถมศึกษา ครูทุกคนต้องจบการศึกษาอย่างน้อยปริญญาโท ห้องหนึ่งจะมีนักเรียนประมาณ 15 – 20 คน ในบางวิชาจะใช้ครู 2 คนช่วยกันดูแลการเขียนหรือทำแบบฝึกหัดของนักเรียน

ระบบการศึกษาชั้นยอดของโลกเช่น ฟินแลนด์ได้คนที่มีคะแนนสูงสุด 10 เปอร์เซ็นต์แรกของผู้เรียนจบมาเป็นครู เกาหลีใต้ได้คนจบ 5 เปอร์เซ็นต์แรก สิงคโปร์และฮ่องกงได้คนจบ 30 เปอร์เซ็นต์แรก ฯลฯ ประเทศเหล่านี้ “หมายหัว” คนเรียนเก่งและมีความเหมาะสมในด้านต่าง ๆ เช่น อุดมการณ์ อุปนิสัยใจคอ อารมณ์ จริยธรรม ฯลฯ

(ค่านิยมของการเป็นครูในประเทศไทยนั้นตรงกันข้ามกับข้อความที่กล่าวมา : ผู้เขียนบันทึก)

รายงานอ้างคำพูดของผู้เชี่ยวชาญคนหนึ่งว่า “คนคนหนึ่งไม่สามารถให้ (ความรู้) ในสิ่งที่เขาไม่มี (ความรู้) ได้” (One cannot give what one does not have.)

 

ประเด็นที่สอง “สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน” นั้น สำคัญที่สุดถ้าต้องการสร้างคุณภาพการศึกษา แม้จะได้คนที่เหมาะสมมาเป็นครูแล้วก็ต้องมีการฝึกฝนให้เป็นผู้สอนที่มีประสิทธิภาพด้วย

รายงานระบุว่า ไม่ว่าจะมีหลักสูตรที่เป็นเลิศ มีอาคารโรงเรียนหรือโครงสร้างพื้นฐานที่เป็นเลิศ หรือมีนโยบายการศึกษาที่เป็นเลิศเพียงใดก็ตามที หากไม่มีครูที่ทุ่มเทให้การสอน ไม่เป็นครูที่มีความสามารถในการถ่ายทอดได้อย่างมีประสิทธิภาพแล้ว คุณภาพการศึกษาไม่มีวันดีขึ้นได้เลย ตัวอย่างมีให้เห็นมากมายอยู่ทั่วโลก

“สิ่งที่เกิดขึ้นในห้องเรียน” เกิดขึ้นได้จากการทำให้ครูได้เป็นครูอย่างแท้จริง ครูได้รับผลตอบแทนเพียงพอ มีสิ่งแวดล้อมที่เอื้อต่อการทุ่มเทให้กับนักเรียน ครูมีเวลาเพียงพอต่อการเตรียมตัวสอน สอนอย่างมีคุณภาพ และได้รับรางวัลตอบแทนจากการเป็นครูผู้สอน

(รางวัลตอบแทนผู้สอนในประเทศไทยก็คือ การทำผลงานวิชาการเพื่อเข้าสู่วิทยฐานะ แต่หลาย ๆ ครั้ง กลายเป็นการหากลอุบายที่ให้ตนเองได้วิทยฐานะดังกล่าว : ผู้เขียนบันทึก)

ไม่ใช่จากการเป็น “ครูผู้บริหาร” เพียงอย่างเดียว

 

ประการที่สาม “สร้างระบบการศึกษาที่แน่ใจได้ว่าสามารถให้การสอนที่ดีที่สุดแก่เด็กทุกคน”  เป็นปัจจัยสำคัญยิ่งต่อความสำเร็จของระบบการศึกษา

ในสังคมประชาธิปไตยเด็กทุกคนต้องได้รับคุณภาพการศึกษาที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้อย่างเท่าเทียมกัน ในบางประเทศ เช่น ฟินแลนด์ กฎหมายห้ามมิให้แบ่งเด็กที่มีสัมฤทธิผลทางการศึกษาต่างกันไว้คนละห้อง ห้องเรียนจะต้องคละกันทั้งเด็กเก่งและไม่เก่ง ทั้งนี้เนื่องจากเด็กทุกคนต้องมีโอกาสได้รับการศึกษาที่มีคุณภาพดีที่สุดอย่างเท่าเทียมกัน การแบ่งเด็กอาจทำให้เด็กห้องไม่เก่งถูกละเลยทอดทิ้งได้ ระบบการศึกษาที่ทำให้แน่ใจได้ว่า สิ่งนี้จะเกิดขึ้นเท่านั้นจึงจะเอื้อให้เกิดคุณภาพขึ้นได้

(เรียกวิธีการสอนแบบนี้ว่า การเรียนแบบร่วมมือ Cooperative Learning : ผู้เขียนบันทึก)

กล่าวโดยสรุป คุณภาพการศึกษาจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อทั้งสามสิ่งเกิดขึ้นด้วยกัน ทั้งสามสิ่งนี้แขวนอยู่กับการได้คนที่เหมาะสมมาเป็นครู การพัฒนาครู และเด็กทุกคนได้รับการสอนที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้เสมอหน้ากัน

 

รายงาน Mckinsey ยืนยันว่า

“คุณภาพของการศึกษาของโรงเรียนใดก็ตามโดยแท้จริงแล้วก็คือ ผลรวมของคุณภาพการสอนที่ครูทั้งหมดของโรงเรียนนั้นมอบให้แก่นักเรียน”

***************************************************************************

 

“คุณภาพของครู” คือปัจจัยหนึ่งของความสำเร็จที่มีต่อคุณภาพการศึกษาของประเทศ ผู้กำหนดนโยบายข้างบน จบเมืองนอกเมืองนามามากมาย ท่านควรจะทำอย่างไรดีครับ

เมื่อวานอ่านหนังสือพิมพ์ สัมภาษณ์ผู้กำหนดนโยบายในกระทรวงศึกษาธิการ หลายท่านให้สัมภาษณ์ว่า นักการเมืองที่จะมาดูแลกระทรวงศึกษาฯ นี้ ไม่จำเป็นต้องรู้เรื่องการศึกษา

สะท้อนใจพิลึกว่า คิดเพื่อตัวเอง หรือ การศึกษาชาติ

เปิดความคิดของผู้ผ่านทางกันครับ แลกเปลี่ยนสิ่งดี ๆ กันนะครับ

ขอบคุณครับ 🙂

โดย 

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *