“ผมเคยเป็นครู 17 ปี แต่ผมอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้”

อดีตครูโรงเรียนมัธยมในสหรัฐฯ ทำงานสอนหนังสือได้ถึง 17 ปี ทั้งที่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ แต่ได้ทุนเรียนมหาวิทยาลัยเพราะเล่นกีฬาดี เขาทำได้อย่างไร?

จอห์น คอร์โคแรน เติบโตมาในรัฐนิวเม็กซิโก สหรัฐฯ ช่วงทศวรรษที่ 1940-1950 เขามีพี่น้อง 5 คน เรียนจบมัธยมศึกษาและมหาวิทยาลัย กระทั่งได้ทำงานเป็นครูช่วงทศวรรษที่ 1960 และยึดอาชีพนี้มา 17 ปี แต่เขากลับมีความลับที่เก็บงำเอาไว้กว่าครึ่งชีวิต เป็นความลับที่คอยกัดกินจิตใจเขาตลอดมา

“ตอนเด็กพ่อแม่มักพร่ำบอกว่าผมเป็นผู้ชนะ และช่วง 6 ปีแรกของชีวิตผมก็เชื่ออย่างนั้น” เขาเล่าความหลัง

แม้จอห์นเป็นเด็กที่หัดพูดช้า แต่เขาก็ไปโรงเรียนเมื่อวัยถึงเกณฑ์ ด้วยความหวังว่าจะได้เรียนรู้การอ่านเขียนเหมือนบรรดาพี่น้องผู้หญิงของเขา ซึ่งการไปโรงเรียนในช่วงปีแรกเป็นไปด้วยดีเพราะเป็นช่วงที่เด็กยังไม่ต้องเรียนรู้อะไรมาก

แต่พอขึ้นประถม 2 ซึ่งเด็กต้องเริ่มหัดอ่าน จอห์นกลับรู้สึกว่ากำลังเปิดอ่านหนังสือพิมพ์จีน ตอนนั้นเขาอ่านตัวหนังสือเหล่านั้นไม่ออกเลย และในวัย 6-8 ขวบตอนนั้นจอห์นไม่รู้จะอธิบายปัญหาที่เกิดขึ้นให้คนอื่นเข้าใจได้อย่างไร

ภาวนาขอให้อ่านหนังสือเป็น

“ผมจำได้ว่าผมเฝ้าสวดภาวนาตอนกลางคืนว่า ‘พระเจ้าทรงโปรด…ขอให้ผมรู้ว่าจะอ่านหนังสือให้ออกได้อย่างไรเมื่อผมตื่นขึ้นมาในวันพรุ่งนี้’ บางครั้งผมจะเปิดไฟแล้วจดจ้องไปที่หนังสือด้วยหวังว่าจะมีปาฏิหาริย์เกิดขึ้น…แต่มันก็ไม่เคยเกิด”

ตอนเรียนจอห์นถูกจัดให้นั่งอยู่ใน “แถวเด็กหัวขี้เลื่อย” โดยนั่งเรียนกับเด็กคนอื่นที่มีปัญหาในการอ่านเหมือนกัน เขาไม่รู้ว่าทำไมตัวเองถึงอยู่ตรงนั้น ไม่รู้จะออกมาได้อย่างไร และไม่รู้ว่าจะถามเรื่องนี้อย่างไร

จอห์นบอกว่าแม้ครูจะไม่ได้เรียกเด็กที่นั่งแถวนี้ว่า “เด็กหัวขี้เลื่อย” แต่พอได้ไปนั่งอยู่ในแถวนั้นคุณจะเริ่มคิดว่าตัวเองโง่ขึ้นมาจริง ๆ

โง่ หรือ ฉลาด

อย่างไรก็ตาม ในงานประชุมผู้ปกครอง ครูประจำชั้นบอกพ่อแม่ของจอห์นว่า “เขาเป็นเด็กฉลาด เขาจะทำได้ในที่สุด” แล้วให้เขาเลื่อนชั้นไปเรียนต่อ ป.3 จากนั้นก็เป็นเหมือนเดิมในชั้น ป.4 และ ป.5 ซึ่งพอถึงตอนนั้นจอห์นได้ละทิ้งความพยายามในการอ่านหนังสือไปแล้ว แต่ละวันเขาจะตื่นเช้าแต่งตัวไปโรงเรียนด้วยความรู้สึกราวกับจะไปสงคราม และเขาต้องหาหนทางที่จะเอาตัวรอดในสภาพแวดล้อมนั้นไปให้ได้
แต่ละวันผมจะตื่นเช้าแต่งตัวไปโรงเรียนด้วยความรู้สึก ราวกับจะไปสงคราม
พอขึ้น ม.1 จอห์นใช้เวลาส่วนมากนั่งอยู่ที่ห้องครูใหญ่

“ตอนนั้นผมทะเลาะกับเพื่อนไปทั่ว หัวดื้อ กลายเป็นตัวตลก เป็นตัวป่วน แล้วก็ถูกไล่ออก” จอห์นเล่า แต่พฤติกรรมเช่นนั้นไม่ใช่สิ่งที่เขารู้สึกจริง ๆ ข้างใน จอห์นคิดกับตัวเองว่านี่มันไม่ใช่สิ่งที่เขาอยากเป็น เขาอยากเป็นคนอื่น เขาอยากประสบความสำเร็จ เขาอยากเป็นนักเรียนที่ดี แต่เขากลับทำมันไม่ได้

พอจอห์นขึ้น ม.2 เขาเริ่มหน่ายกับการทำให้ตัวเองและครอบครัวต้องอับอายขายหน้า เขาจึงตัดสินใจว่าจะประพฤติตัวให้ดีขึ้น เพราะการทำตัวดีตอนมัธยมจะช่วยให้เขาเอาตัวรอดผ่านระบบนี้ไปได้ ดังนั้นเขาจึงตัดสินใจทำตัวให้เป็นคนโปรดของครูและทำทุกอย่างที่จำเป็นเพื่อให้เรียนจบ

บวกเลขเก่ง

ตอนนั้นจอห์นอยากเป็นนักกีฬา เขามีทักษะด้านนี้และมีความสามารถด้านคำนวณ จอห์นรู้จักนับเงินและคิดเงินทอนได้ตั้งแต่ยังไม่เข้าโรงเรียน นอกจากนี้เขายังมีทักษะการเข้าสังคมด้วย เขามีเพื่อนเป็นเด็กมหาวิทยาลัย เคยคบหาอยู่กับตัวแทนนักเรียนที่ได้รับเลือกให้กล่าวสุนทรพจน์ในวันจบการศึกษา ซึ่งเป็นเด็กเรียนเก่งที่สุดในชั้นปี แถมเขายังได้รับเลือกให้เป็น “โฮมคัมมิง คิง” ในงาน “วันคืนสู่เหย้า”ด้วย

ตอนนั้นจอห์นอาศัยทักษะเหล่านี้เอาตัวรอดในโรงเรียน โดยการหาเพื่อนนักเรียน ซึ่งส่วนใหญ่เป็นหญิงให้ช่วยทำการบ้านให้

“ผมเขียนชื่อตัวเองได้ รวมถึงบางคำที่พอจำได้ แต่ผมเขียนเป็นประโยคไม่ได้ ผมเรียนชั้นมัธยมแต่ทักษะการอ่านอยู่ที่ระดับชั้น ป.2 หรือ ป.3 ผมไม่เคยบอกใครว่าผมอ่านหนังสือไม่ออก”

ได้ทุนการศึกษา

จอห์นจบชั้นมัธยมมาได้ด้วยทักษะการลอกข้อสอบอันแพรวพราว รวมทั้งจากน้ำใจของเพื่อนฝูงที่คอยช่วยทำข้อสอบให้เวลาที่เขาแอบส่งกระดาษคำตอบไปให้ จนในที่สุดเขาได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัยด้วยทุนการศึกษาเต็มจำนวนสำหรับผู้มีความสามารถด้านกีฬา

ตอนนั้นจอห์นคิดว่า “พระเจ้าช่วย นี่มันเหนือความสามารถของผมจริง ๆ ผมจะเอาตัวรอดไปได้อย่างไร?”

ช่วงนั้น จอห์น เข้าเป็นสมาชิกสมาคมนักศึกษาชายของมหาวิทยาลัย ซึ่งมีตัวอย่างข้อสอบเก่าวิชาต่าง ๆ นั่นคือวิธีหนึ่งในการโกงสอบ นอกจากนี้เขายังพยายามลงเรียนวิชาเดียวกับเพื่อนซึ่งจะช่วยให้เขาสอบผ่านไปได้ แถมที่มหาวิทยาลัยยังมีอาจารย์บางคนที่ใช้ข้อสอบชุดเดิมปีแล้วปีเล่า
คำบรรยายภาพความสามารถโดดเด่นด้านกีฬาเป็นใบเบิกทางให้จอห์นได้เข้าเรียนมหาวิทยาลัย
จีบสาวแลกคำตอบ

จอห์นยังใช้วิธีช่วยเพื่อนที่เป็นเด็กเรียนจีบสาวแลกกับการให้เพื่อนไปคอยทำข้อสอบให้เวลาที่เขาแอบส่งกระดาษคำตอบออกไปทางหน้าต่าง ตอนนั้นจอห์นรู้สึกสิ้นหวัง เขาคิดแค่ว่าต้องสอบผ่านให้ได้แม้จะเสี่ยงเพียงใดก็ตาม

ขโมยตู้ข้อสอบ

จอห์นหวนคิดถึงการสอบครั้งหนึ่งที่เขาคิดไม่ออกว่าจะผ่านมันไปได้อย่างไร เขาเล่าว่าคืนหนึ่ง เขาเดินผ่านห้องอาจารย์ ตอนนั้นเวลาประมาณเที่ยงคืน และไม่มีใครอยู่ที่นั่น เขาจึงใช้มีดพกเปิดหน้าต่าง แล้วปีนเข้าไปราวกับหัวขโมย จอห์นรู้ดีว่าเขาได้ล้ำเส้นไปแล้ว เขาไม่ใช่แค่นักศึกษาโกงสอบ แต่ยังเป็นอาชญากรด้วย

เมื่อเข้าไปข้างในห้องอาจารย์ จอห์นพยายามค้นหาข้อสอบแต่ก็ไม่พบ เขาทำแบบนี้ 2-3 คืนติดกันแต่ก็ยังไม่พบข้อสอบ เขาคิดว่ามันต้องอยู่ในตู้เก็บเอกสารที่ล็อคกุญแจไว้แน่นอน กลางดึกคืนหนึ่งจอห์นจึงพาเพื่อนอีก 3 คนเข้าไปในห้องดังกล่าว แล้วทั้ง 4 คนก็ช่วยกันแบกตู้เก็บเอกสารของอาจารย์ออกไปที่หอพักนักศึกษา

คืนหนึ่ง ผมเดินผ่านห้องอาจารย์ ตอนนั้นเวลาประมาณ เที่ยงคืน ผมใช้มีดพกเปิดหน้าต่าง แล้วปีนเข้าไปราวกับหัวขโมยจอห์นซึ่งติดต่อช่างกุญแจไว้ล่วงหน้า ได้จัดแจงใส่สูทผูกไท แล้วสวมบทนักธุรกิจหนุ่มที่จะต้องเดินทางไปทำงานยังนครลอสแอนเจลิสในวันรุ่งขึ้น และช่างกุญแจจะช่วยไม่ให้เขาตกงานหากเปิดตู้เอกสารนี้ได้

พอช่างกุญแจเปิดตู้ออกมา จอห์นก็ดีใจมากที่ได้เห็นข้อสอบกว่า 40 ชุดอยู่ในลิ้นชักชั้นบนสุด เขาจึงนำข้อสอบชุดหนึ่งกลับไปที่หอพัก แล้วให้เพื่อนที่เรียนเก่งช่วยทำโพยคำตอบที่ถูกต้องให้

พอจอห์นและเพื่อนแบกตู้กลับไปเก็บที่ห้องอาจารย์เสร็จ เขาเดินกลับห้องตอนตี 5 และคิดด้วยความดีใจว่า “ภารกิจลุล่วง!” เขารู้สึกว่าตัวเองเก่งและฉลาดมาก แต่พอเดินขึ้นห้องและล้มตัวลงนอนบนเตียงจอห์นกลับเริ่มร้องไห้ราวกับทารก

หวังปาฏิหาริย์

“ทำไมผมถึงไม่ขอความช่วยเหลือ? ก็เพราะผมไม่เชื่อว่าจะมีใครช่วยสอนให้ผมอ่านหนังสือให้ออกได้นะสิ นี่คือความลับของผม และผมก็เก็บงำมันเอาไว้”

พ่อแม่และครูต่างพร่ำบอกว่าคนเรียนจบมหาวิทยาลัยจะมีงานและชีวิตที่ดี และจอห์นก็เชื่อตามนั้น เขายังคิดอยู่เสมอว่าสักวันเขาจะอ่านหนังสือออก อาจด้วยการซึมซับ การสวดภาวนา หรือบางทีอาจเกิดปาฏิหาริย์ขึ้น

ทำไมผมถึงไม่ขอความช่วยเหลือ? ก็เพราะผมไม่เชื่อว่าจะมีใครช่วยสอนให้ผมอ่านหนังสือให้ออกได้นะสิจบมาเป็นครู

ในที่สุดจอห์นก็เรียนจบมหาวิทยาลัย ตอนนั้นเป็นช่วงที่ครูขาดแคลน เขาจึงได้ข้อเสนอให้ทำงานเป็นครู “ทำไมผมถึงจะไปเป็นครูสอนหนังสือ? พอมองย้อนกลับไปมันเป็นเรื่องบ้ามาก แต่ตอนนั้นผมคิดว่าอาชีพครูจะทำให้ไม่มีใครสงสัยว่าผมอ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือไม่ได้”

ตอนที่จอห์นทำงานเป็นครูที่โรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่ง เขาสอนหลายวิชาด้วยกัน เช่น สังคมศึกษา วิชาพิมพ์ดีด ซึ่งเขาพิมพ์ได้ 65 คำต่อนาทีแม้จะอ่านสิ่งที่ตัวเองพิมพ์ไปไม่ออกก็ตาม นอกจากนี้ก็ยังเป็นโค้ชให้นักกีฬาโรงเรียนด้วย

ตลอดระยะเวลาที่เป็นครู จอห์นไม่เคยเขียนกระดานดำ ไม่เคยเช็ครายชื่อนักเรียน แต่จะให้เด็กขานชื่อตัวเองเพื่อที่เขาจะได้ยินชื่อของเด็ก ชั้นเรียนของเขามักมีกิจกรรมดูหนังและให้เด็ก ๆ อภิปรายแสดงความคิดเห็นกันเป็นส่วนใหญ่
คำบรรยายภาพจอห์นคิดว่าอาชีพครูจะทำให้ไม่มีใครสงสัยว่าเขาอ่านหนังสือไม่ออกเขียนหนังสือไม่ได้

จอห์นยังจำได้ดีว่าเขากลัวว่าความลับของเขาจะถูกเปิดโปงมากเพียงใดในตอนนั้น เขามักจะหาเด็กที่อ่านและเขียนเก่งที่สุดในชั้นมาทำหน้าที่ผู้ช่วยครู โดยที่เด็กเหล่านี้ไม่เคยสงสัยในตัวเขาแม้แต่น้อย

อีกหนึ่งความกลัวที่สุดของจอห์นในตอนนั้นก็คือการประชุมครู โดยเฉพาะตอนระดมสมอง ซึ่งครูใหญ่มักเลือกครูคนหนึ่งไปจดความคิดต่าง ๆ ลงบนกระดาน จอห์นมีชีวิตอยู่อย่างหวาดกลัวว่าจะถูกครูใหญ่เรียกให้ทำหน้าที่นั้นในการประชุมแต่ละสัปดาห์ แต่โชคดีที่สิ่งนั้นไม่เคยเกิดขึ้น

จอห์นรู้สึกสับสนในจิตใจ บางครั้งเขารู้สึกว่าตัวเองเป็นครูที่ดี เพราะเขาทำงานหนัก และทุ่มเทใส่ใจกับสิ่งที่ทำ แต่ความรู้สึกอีกส่วนบอกว่าเขาไม่มีคุณสมบัติจะทำงานนี้ บางครั้งความรู้สึกนั้นทำให้เขารู้สึกป่วย เขารู้สึกเหมือนติดกับ และไม่สามารถปริปากบอกใครได้เลย

ภรรยาไม่เชื่อ

ตอนที่เป็นครู จอห์นได้พบรักและแต่งงานกับหญิงสาวนามว่า เคธี นั่นเป็นครั้งแรกที่เขาคิดว่าจะบอกความลับของเขาให้ใครสักคนฟัง จอห์นซักซ้อมคำสารภาพหน้ากระจก และคืนหนึ่งเขาก็รวบรวมความกล้าบอกกับเธอไปว่า “เคธี ผมอ่านหนังสือไม่ได้”

ตอนนั้นเคธีไม่เข้าใจสิ่งที่เขาบอก เธอคิดว่าจอห์นบอกว่าเขาไม่ค่อยได้อ่านหนังสือ “คุณก็รู้…ความรักทำให้คนตาบอดหูหนวก” ทั้งคู่ใช้ชีวิตคู่เรื่อยมาโดยมีลูกสาวด้วยกันหนึ่งคน

ตอนที่ลูก 3 ขวบจอห์นมักอ่านนิทานให้ลูกฟัง ทว่าเขาไม่ได้อ่านจริง ๆ แต่ใช้วิธีเล่าเรื่องที่เคยฟังมา หรือแต่งเรื่องขึ้นมาใหม่ให้ลูกฟัง จนกระทั่งวันหนึ่งลูกขอให้อ่านนิทานเรื่องใหม่ให้ฟัง แล้วลูกสาวก็พูดขึ้นมาว่า “พ่ออ่านไม่เห็นเหมือนแม่เลย”
คำบรรยายภาพจอห์นกับ เคย์ลา เมอร์เทส หลานสาว
ตอนนั้นเองที่ภรรยาฟังเขาอ่านหนังสือเด็ก และเป็นครั้งแรกที่เธอเข้าใจอย่างถ่องแท้ว่าปัญหาของจอห์นหนักหนาสาหัสเพียงใด เพราะที่ผ่านมาเขามักขอให้เธอช่วยเขียนงานต่าง ๆ ที่โรงเรียนให้เป็นประจำ

หลังจากเหตุการณ์วันนั้น ทั้งสองไม่ได้จับเข่าคุยกันเรื่องนี้อย่างเปิดอก และเธอก็ยังคงช่วยเขาต่อไปเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แต่สำหรับจอห์นเขาไม่ได้รู้สึกว่าได้ยกภูเขาออกจากอก เพราะส่วนลึกเขารู้ดีว่าตัวเองโง่เขลา เสแสร้ง และเป็นจอมลวงโลก

จุดเปลี่ยนของชีวิต

จอห์นทำงานเป็นครูระหว่างปี 1961 – 1978 หลังตัดสินใจลาออกมาได้ 8 ปี ในที่สุดก็เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นในชีวิตเขา ตอนจอห์นอายุ 47 ย่างเข้า 48 ปี เขาได้เห็น บาร์บารา บุช อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ พูดเรื่องการรู้หนังสือในผู้ใหญ่ ซึ่งเป็นสิ่งที่จอห์นไม่เคยได้ยินมาก่อน เขาเคยคิดว่ามีเขาอยู่คนเดียวที่ตกอยู่ในสถานการณ์นี้

คำบรรยายภาพบาร์บารา บุช อดีตสุภาพสตรีหมายเลขหนึ่งของสหรัฐฯ เป็นแรงบันดาลใจให้จอห์นกล้าขอความช่วยเหลือจนเขาได้เรียนอ่านหนังสือในที่สุด
วันหนึ่งเขาได้ยินผู้หญิงสองคนคุยกันระหว่างต่อแถวจ่ายเงินในซูเปอร์มาร์เก็ตว่าพี่น้องผู้ชายของพวกเธอไปเรียนอ่านหนังสือที่ห้องสมุด จากนั้นบ่ายวันศุกร์วันหนึ่งจอห์นในชุดสูทลายทางก็ตรงไปที่ห้องสมุดและขอพบผู้อำนวยการโครงการส่งเสริมการรู้หนังสือ แล้วเล่าเรื่องของเขาให้เธอฟังเป็นคนที่ 2 ในชีวิตผู้ใหญ่ที่จอห์นเผยความลับของเขาให้ฟังโครงการจัดอาสาสมัครหญิงวัย 65 ปีมาช่วยสอนจอห์น และสิ่งที่เขาเขียนได้ครั้งแรกคือบทกวีบรรยายความรู้สึกของตัวเอง เธอช่วยสอนจอห์นจนมีทักษะการอ่านเท่าเด็ก ป.6 เขาใช้เวลาราว 7 ปีกว่าจะรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนรู้หนังสือ แม้จะเต็มไปด้วยความยากลำบากแต่มันก็ช่วยเติมเต็มช่องโหว่ขนาดใหญ่ในใจของจอห์น“ผู้ใหญ่ที่อ่านหนังสือไม่ออกจะติดอยู่ในวัยเด็ก ทั้งด้านอารมณ์ จิตใจ การศึกษา และจิตวิญญาณ เราไม่ได้โตเป็นผู้ใหญ่เสียที”

คำบรรยายภาพจอห์นกับครอบครัว ในปัจจุบัน
เผยความลับกับคนทั้งประเทศ
ครูสอนการอ่านของจอห์นคะยั้นคะยอให้เขานำเรื่องของตัวเองไปเล่าเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้อื่นและเพื่อส่งเสริมการรู้หนังสือ แต่ตอนนั้น จอห์นคิดว่าไม่มีทางที่เขาจะเล่าเรื่องนี้ให้คนในชุมชนที่เขาและครอบครัวอาศัยอยู่มานานฟัง แต่ในที่สุดจอห์นก็ตัดสินใจเผยความลับที่น่าอายของเขา และเป็นการตัดสินใจครั้งใหญ่ เพราะเป็นการเล่าให้คนทั้งประเทศฟังผ่านรายการทอล์กโชว์ของพิธีกรชื่อดัง แลร์รี คิง, รายการ 20/20 รวมทั้งรายการของเจ้าแม่รายการโทรทัศน์ โอปราห์ วินฟรีย์

“มันไม่ใช่เรื่องง่ายที่จะฟังเรื่องของครูที่อ่านหนังสือไม่ออก บางคนพูดว่ามันเป็นไปไม่ได้และผมกุเรื่องขึ้น…แต่ผมอยากให้คนรู้ว่ายังมีความหวังและทางแก้ปัญหาอยู่เสมอ เราไม่ได้ “โง่” เราเรียนที่จะอ่านได้และไม่มีคำว่าสายเกินไป”

“ผมอยู่ในความมืดมา 48 ปี แต่ในที่สุดก็เอาชนักออกจากหลังได้ ในที่สุดผมก็ฝังเรื่องราวในอดีตที่คอยตามหลอกหลอนได้สำเร็จ” จอห์นกล่าวทิ้งท้าย

ขอบพระคุณบทความดีดีจาก https://www.bbc.com/thai/features-43783725

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *