วิกฤตสังคมเด็กขาดระเบียบวินัย!!! รวมสุดยอดเทคนิคแก้ปัญหาเด็กขาดระเบียบวินัย!!!วอนครูและผู้ปกครองช่วยกันแก้ไข!

ปัญหาเด็กไม่มีวินัยมีสาเหตุมาจากอะไร?

สาเหตุที่ทำให้เด็กขาดวินัยจนเป็นปัญหา สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ปัจจัยหลักๆ ดังนี้

1.ปัจจัยจากธรรมชาติของตัวเด็กเอง เด็กก็คือเด็ก โดยธรรมชาติของเด็กเล็กเมื่อเบื่อ เหนื่อยล้า หรือหิว หรือรู้สึกว่าตัวเองถูกทิ้งและไม่ได้รับความสนใจจากผู้ใหญ่ เขาก็อาจแสดงพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ ก้าวร้าว เอาแต่ใจ เพื่อเรียกร้องความสนใจ ปัจจัยนี้เป็นเพียงอาการชั่วคราวเท่านั้น ซึ่งไม่เป็นปัญหา เพียงแต่พ่อแม่ผู้ปกครองจะต้องรู้จักควบคุมดูแลไม่ให้ปัญหาเกิดซ้ำๆ หรือรุนแรงจนเกินควบคุมแล้วกลายเป็นปัญหาพฤติกรรมระยะยาว

2.ปัจจัยแวดล้อมอันเป็นผลมาจากผู้ใหญ่รอบตัวเด็กเองที่ทำให้เด็กมีพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ เช่น ก้าวร้าว เอาแต่ใจ ขาดวินัยและการควบคุมตนเอง เช่น เด็กที่มาจากครอบครัวที่แตกแยก มีการหย่าร้าง เด็กที่มาจากครอบครัวที่ยากจนมาก เด็กที่มาจากครอบครัวที่ใช้ความรุนแรงทั้งทางร่างกายและวาจา เด็กที่มาจากครอบครัวที่มีผู้ปกครองใกล้ชิดเป็นผู้ป่วยทางจิตหรือมีอาการซึมเศร้าตลอดเวลา ซึ่งตัวอย่างเหล่านี้เป็นกลุ่มเด็กที่มีปัจจัยเสี่ยงสูงมากที่จะเกิดปัญหาเรื่องวินัยจนเป็นปัญ หาสังคมในอนาคตได้ นอกจากนี้ อีกปัจจัยสำคัญที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของเด็กก็คือพฤติกรรมต้นแบบที่เด็กเอาเป็นแบบ อย่าง ซึ่งก็คือพฤติกรรมของผู้ปกครองหรือบุคคลที่เด็กใช้เวลาอยู่ด้วยบ่อยที่สุดนั่นเอง วัยเด็กเล็กเป็นวัยแห่งการจดจำและเลียนแบบ ดังนั้นเขาจึงจำและเลียนแบบพฤติกรรมของผู้ใหญ่ที่อยู่ใกล้ชิดเขา หากต้นแบบดีหรือไม่ดีก็ย่อมมีผลกับเด็กอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

3.ปัจจัยด้านโรคภัยไข้เจ็บที่เป็นตัวกระตุ้นให้เกิดภาวะขาดวินัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ป่วยเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น หรือโรค ADHD (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) ซึ่งเป็นโรคที่พบได้ในเด็กหลายๆคน อาการคือเด็กจะไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานและอยู่ไม่สุข หรือมีความยากลำบากในการควบคุมพฤติกรรมตนเอง มีความหุนหันพลันแล่น ซึ่งอาการอาจรุนแรงมากจนส่งผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ทั้งด้านพฤติกรรม อารมณ์ การเรียน และการเข้าสังคมกับผู้อื่น โรคสมาธิสั้นพบได้บ่อยในทุกประเทศทั่วโลก ในต่างประเทศพบว่าประมาณ 3-5% ของเด็กวัยเรียนเป็นโรคนี้ ซึ่งควรได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม เพื่อให้เด็กสามารถใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างปกติสุข

11.เทคนิคในการฝึกวินัยเด็กวัยเรียน

1. บอกลูกให้ชัดเจนว่าคุณต้องการให้เขาทำหรือไม่ทำอะไร เด็กวัยเรียนมักจะยึดถือคำพูดของพ่อแม่เป็นสำคัญชนิดคำต่อคำ ฉะนั้นคำสั่งหรือกฎของคุณจะต้องชัดเจนมากที่สุดเท่าที่จะทำได้ อธิบายให้ชัดเจนและไม่เยิ่นเย้อ นอกจากจะบอกให้ลูกรู้ว่าคุณต้องการให้เขาทำอะไรแล้ ก็ควรจะบอกวิธีทำให้เขาด้วย

2. มีความจริงใจกับลูก บอกลูกตามความจริงว่าการทำตามคำสั่งอาจจะเผชิญปัญหาอะไรได้บ้าง

3. ตำหนิเฉพาะพฤติกรรมของลูกไม่ใช่ตำหนิลูก เมื่อลูกทำบางสิ่งบางอย่างผิดพลาด อย่าเหมาเอาว่าลูกเป็นเด็กไม่ดีหรือทำผิดไปเสียทุกเรื่อง

4. อย่าโต้เถียงกับลูก อย่าปล่อยให้การพูดคุยถึงความผิดของลูกทวีรุนแรงขึ้นกลายเป็นโต้เถียงกัน จนกลายเป็นการลงโทษลูก

5. เวลาคุยเรื่องความผิดของลูกควรจะพูดอย่างสั้นและง่าย อย่ายืดเยื้อเพื่อหลีกเลี่ยงการลงโทษ

6. ทำโทษให้เหมาะสมกับความผิด

7. ควบคุมตัวเองด้วย เมื่อสอนระเบียบวินัยลูก ควรพยายามควบคุมอารมณ์ให้หนักแน่น

8. อย่าเฆี่ยนตีลูก ยกเว้นจำเป็นจริง ๆ

9. พยายามให้แรงเสริมทางบวก ควรสร้างแรงจูงใจให้ลูก หากทำดีและมีระเบียบวินัย ให้รางวัลหรือชมเชย

10. พยายามฝึกวินัยแบบเดียวกันทั้งที่บ้านและที่โรงเรียน ถ้าเป็นไปได้คุณควรจะคุยกับคุณครูเพื่อให้มีความต่อเนื่องทั้งที่บ้านและที่ โรงเรียน รวมทั้งญาติพี่น้องเพื่อช่วยดูแลและต้องการฝึกวินัยเรื่องใดบ้างและวิธีใด

11. เป็นตัวอย่างที่ดี เด็กมักช่างสังเกตพฤติกรรม หากสอนเขาอย่างหนึ่งแต่ตัวคุณกลับทำอย่างหนึ่ง ลูกเองอาจไม่นับถือคุณ

พ่อแม่ ผู้ปกครองจะช่วยเหลือหรือแก้ไขปัญหาลูกไม่มีวินัยได้อย่างไร?

คนไทยส่วนใหญ่ราวสามในสี่เชื่อว่า การใช้วิธีบังคับและกฎระเบียบจะทำให้เด็กมีวินัย โดยเฉพาะสังคมไทยในอดีตที่นิยมใช้วิธีลงโทษที่มีความรุนแรง เช่น เชื่อว่าการตีเป็นวิธีควบคุมความประพฤติที่ได้ผลดี แต่ในความเป็นจริงแล้ว วิธี การที่เป็นการบังคับและใช้ความรุนแรงในครอบครัวเช่นนั้นมีโอกาสสูงที่จะทำให้เด็กที่ถูกกระทำเกิดความบอบช้ำทางใจจนเป็นปมไปตลอดชีวิตได้ เพราะฉะนั้น พ่อแม่ต้องทำเข้าใจวิธีการลงโทษและให้รางวัลที่ถูกต้อง และเข้าใจด้วยว่าการคาด หวังในเรื่องระเบียบวินัยในเด็กเล็กต้องเป็นไปตามวัยด้วย เช่น การคาดหวังให้เด็กเล็กวัยช่างสำรวจไม่รื้อค้นข้าวของนั้นเป็นไปได้ยากมาก หลักการของการฝึกระเบียบวินัยในเด็กเล็ก จึงต้องเป็นไปตามธรรมชาติของวัยเขาเช่นเดียวกัน

การสอนเรื่องระเบียบวินัยนั้น ถือเป็นการสอนเรื่องมาตรฐานทางสังคมและศีลธรรมขั้นพื้นฐาน ทำให้เด็กเรียนรู้ในเรื่องการเคารพสิทธิตนเองและผู้อื่น ทำให้เด็กๆสามารถอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมได้อย่างมีความสุข

ตารางต่อไปนี้เป็นวิธีการที่ใช้ฝึกวินัยของเด็ก 7 วิธีหลักๆ แต่ละวิธีนั้นจะได้ผลดีหรือไม่ก็ขึ้นอยู่กับช่วงอายุของเด็กที่แตกต่างกันออกไปด้วย แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นทุกวิธีต้องการความสม่ำเสมอในการสอน และผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดจะต้องเป็นแบบ อย่างที่ดีก่อน จึงจะใช้วิธีการต่างๆให้ได้ประสิทธิผลอย่างแท้จริง

ตารางเทคนิคการฝึกวินัยในเด็กให้เหมาะสมตามวัย 7 วิธี

จากตารางดังกล่าวจะเห็นได้ว่า วิธีการที่ใช้ได้ผลครอบคลุมกับเด็กเล็กจนถึงก่อนวัยรุ่น คือ คือ วิธีการเสริมแรงทางบวก วิธีการเบี่ยงเบนความสนใจ และวิธีการขอเวลานอก โดยสองวิธีแรกนั้นสามารถใช้กับเด็กวัยทารกได้ ขณะที่วิธีหลัง ได้แก่ การขอเวลานอกนั้น ยังไม่สามารถใช้ได้ เพราะเด็กยังเล็กเกินไปสำหรับการสื่อสารด้วยวาจา บทความนี้จะอธิบายความหมายของทั้งสามวิธีที่เหมาะสำหรับเด็กเล็ก ได้แก่

1.การเสริมแรงทางบวก (Positive Reinforcement) คือ การให้สิ่งเสริมแรงจูงใจที่ทำให้บุคคลพึงพอใจ มีผลทำให้บุคคลแสดงพฤติกรรมบ่อยขึ้น ตัวอย่างการเสริมแรงที่ง่ายและได้ผล คือ การพูดชมเชย การพูดให้กำลังใจ รอยยิ้ม การปรบ มือ รวมถึงการให้รางวัลเล็กๆน้อยๆที่เด็กชอบเพื่อเสริมแรงพฤติกรรมพึงประสงค์ จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ ทำตามระเบียบวินัยอย่างเต็มใจ เมื่อใดที่ลูกปฏิบัติตามระเบียบวินัยได้เป็นอย่างดี พ่อแม่จึงควรชมเชยหรือให้รางวัลเขาในทันที เพื่อให้เขาเกิดแรงจูงใจที่จะทำต่อไป

2.การเบี่ยงเบนความสนใจ (Redirecting) คือ การขัดจังหวะให้หยุดทำพฤติกรรมนั้นๆโดยใช้วิธีอื่นหรือสิ่งอื่นเบนความสนใจเด็กไปโดยทันทีทันใด โดยทั่วไปสิ่งที่เป็นตัวช่วยเบี่ยงเบนความสนใจของเด็กๆทุกยุคทุกสมัยก็คือของเล่น แต่บางทีก็ไม่ได้ผลทุกครั้งไป เพราะฉะนั้นพ่อแม่อาจจะต้องใช้ไหวพริบเฉพาะหน้าหรือเทคนิคส่วนตัว เพื่อเบี่ยงเบนความสน ใจ วิธีนี้ใช้ได้ดีในเด็กเล็กเมื่อเราต้องการให้เด็กควบคุมตนเอง บางครั้งเด็กเล็กๆก็ยังควบคุมตนเองได้ยาก การเบี่ยงเบนความสนใจจากพฤติกรรมที่เด็กกำลังหงุดหงิดงอแงไปสู่ความสนใจอื่น ก็จะช่วยลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาได้

3.การขอเวลานอก (Time-out ) หรือ การแยกเด็กให้อยู่ตามลำพังชั่วคราว เป็นวิธีการปรับพฤติกรรมอย่างหนึ่ง โดยให้เด็กออกมาจากสถานการณ์ที่เป็นปัญหาหรือมีสิ่งเร้าอยู่ โดยให้เด็กนั่งเฉยๆที่มุมห้องที่ไม่มีของเล่นหรือโทรทัศน์ และเป็นพื้นที่ที่ไม่มีสิ่งเร้า และน่าเบื่อสำหรับเด็ก แต่ต้องไม่น่ากลัวและมีความปลอดภัย เมื่อครบกำหนดเวลา และเด็กสงบสติอารมณ์ได้แล้วอย่างน้อย 15 วินาทีขึ้นไป พ่อแม่จึงค่อยพูดคุยกับเขาว่าพฤติกรรมที่เขาทำก่อนหน้านั้นไม่เหมาะสมอย่าง ไร วิธีการนี้เหมาะที่จะใช้กับเด็กอายุตั้งแต่ 18 เดือน จนถึง 5-6 ขวบ และใช้หลักเวลา time-out 1 นาทีต่ออายุเด็ก 1 ปี (สูงสุด 5 นาที) โดยตลอดระยะเวลา time-out นี้เด็กจะต้องไม่ได้รับการปฏิสัมพันธ์ใดๆกับผู้อื่น

เกร็ดความรู้เพื่อครู

โรงเรียนก็เปรียบเสมือนบ้านหลังที่สองของเด็กๆ ดังนั้นโรงเรียนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยส่งเสริมวินัยที่ดีและแก้ไขปัญหาวินัยที่ไม่ดี ผู้ที่มีบทบาทสำคัญของโรงเรียนก็คือ ครู ซึ่งเทคนิคการจัดการ 5 ข้อต่อไปนี้จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้ครูจัดการกับเรื่องวินัยในเด็กได้ง่ายขึ้น

1.ก่อนอื่นต้องบอกกฎหรือข้อตกลงในการปฏิบัติตัวภายในห้องเรียนให้ชัดเจน ซึ่งควรสอดคล้องกับธรรมชาติของเด็กด้วย เช่น ในเด็กเล็กประมาณ 3-4 ปี เพียงแค่ให้เด็กไม่ลุกเดินและไม่ส่งเสียงดังขณะที่ครูสอน เป็นความคาดหวังที่ถือว่าสมเหตุสมผล และเป็นมารยาททางสังคมเบื้องต้น ที่เด็กจะต้องควบคุมตัวเองให้ได้ อีกทั้งควรใช้ภาษาที่ทำให้เด็กเข้าใจได้ง่าย ใช้น้ำเสียงจริงจังและไม่มีการผ่อนปรนกฎ เพื่อให้เด็กทราบความคาดหวังของครูอย่างชัดเจน ในเด็กโตอาจจะเพิ่มความเห็นร่วมกันระหว่างครูและเด็กโดยช่วยกันสร้างกฎขึ้นมา เนื่องจากเป็นกฎที่เด็กๆมีส่วนร่วม จึงทำให้เด็กๆทำตามกฎได้ง่ายดาย และป้องกันไม่ให้เด็กเกิดความรู้สึกต่อต้าน นอกจากนี้การวางแผนผังที่นั่งก็มีความสำคัญเช่นกัน การวางแผนที่นั่งอย่างชาญฉลาด จะทำให้ครูจัดการกับปัญหาได้ง่ายขึ้น โดยทั่วไปอาจจะให้เด็กผู้ชายนั่งข้างเด็กผู้หญิง เพราะตามธรรม ชาติของเด็กเล็ก เด็กผู้หญิงจะเรียบร้อยและมีวินัยมากกว่า

2.ครูมีความสม่ำเสมอในการเอาใจใส่ต่อเด็กทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน อาจกล่าวได้ว่าครูจะต้องกวาดสายตา 360 อง ศา และให้ความสนใจไปที่เด็กทุกคนให้ทั่วห้อง ไม่เจาะจงเฉพาะเด็กที่ตั้งใจเรียนหรือเด็กที่เกเรเท่านั้น การกวาดสายตาและสบตามองเด็กอย่างทั่วถึงมีความสำคัญ เพราะเด็กๆจะยังไม่มีสมาธิควบคุมตัวเองนานๆได้ การสบตาก็เพื่อเป็นการคอยเตือนให้เด็กมีสมาธิสนใจอยู่กับกิจกรรมในชั้นเรียนอย่างต่อเนื่อง นอกจากนั้น อาจมีกิจกรรมผ่อนคลายระหว่างคาบเรียนตามความเหมาะสม เช่น ให้เล่นเกมลุกนั่งอยู่กับที่ เพื่อเปลี่ยนบรรยากาศและทำให้เด็กไม่เบื่อ

3.ครูต้องรู้จักควบคุมอารมณ์ของตนเอง มีความใจเย็นและมีเหตุผล เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับเด็ก เพราะเด็กเล็กเป็นวัยช่างจดช่างจำพฤติกรรมและคำพูดของบุคคลใกล้ชิด เมื่อครูต้องเผชิญกับปัญหาของเด็กๆที่น่าหงุดหงิดรำคาญใจ ขอให้พึงระลึกไว้ว่าอย่าให้อารมณ์เป็นนายของเรา อย่าให้พฤติกรรมก้าวร้าวในตัวเราแสดงออกมาให้เด็กๆเห็นตัวอย่างที่ไม่ดี ครูควรจะเป็นตัวอย่างที่ดีเพื่อให้เด็กๆเกิดความเคารพเชื่อฟัง นอกจากนี้ เมื่อเกิดกรณีที่ต้องว่ากล่าวตักเตือนเด็กไม่ว่าในเรื่องใดก็ตาม ไม่ควรสร้างปมด้อยให้เด็กโดยการประจานหรือว่ากล่าวให้เด็กอับอายต่อหน้าชั้นเรียน รวมถึงไม่เปรียบเทียบกับเด็กคนอื่นๆ ในบางกรณี ครูอาจต้องเพิกเฉยต่อพฤติกรรมไม่พึงประสงค์ของเด็ก หรือแก้ไขสถานการณ์สำคัญเฉพาะหน้าไปก่อน เพื่อให้สามารถสอนต่อไปได้ตามปกติ แล้วค่อยเรียกเด็กไปพูดคุยตักเตือนเป็นการส่วนตัวภายหลัง เป็นต้น

4.เมื่อมีปัญหาพฤติกรรมของเด็กเล็กในห้องเรียนจะต้องศึกษาสาเหตุที่แท้จริงเป็นกรณีๆไป ห้ามปล่อยปละละ เลย ครูก็เปรียบได้กับคุณหมอที่จะต้องวินิจฉัยสาเหตุของปัญหาให้ได้ก่อน จึงจะสามารถหาวิธีการรักษาได้ถูกต้องและมีประสิทธิภาพ อาจจะปรึกษาครูท่านอื่น เพื่อช่วยกันคิดหาแนวทางในการแก้ไขปัญหาต่อไป สาเหตุโดยทั่วไปที่ก่อให้เกิดปัญหาด้านพฤติกรรมในห้องเรียนคือ กิจกรรมในชั้นเรียนนั้นไม่น่าสนใจ ทำซ้ำบ่อยเกินไป กิจกรรมที่ง่ายไม่ท้าทายทำให้เด็กเบื่อ หรืออาจจะเป็นกิจกรรมที่ยากเกินความสามารถ ทำให้เด็กหงุดหงิดได้ ดังนั้นครูต้องศึกษาหาสาเหตุของพฤติกรรมที่แท้จริงให้พบ จึงจะแก้ปัญหาได้ตรงจุด

5.ครูควรปรับเปลี่ยนเทคนิคในการฝึกวินัยและเทคนิคการสอน ให้เหมาะสมกับสถานการณ์ในเด็กแต่ละวัยและแต่ละคน เพราะเด็กแต่ละคนมีพื้นฐานการเลี้ยงดูและอารมณ์แตกต่างกัน เทคนิคการแก้ปัญหาจึงไม่มีสูตรตายตัว แต่ครูสามารถนำวิธีการเสริมแรงทางบวก การเบี่ยงเบนความสนใจ และการขอเวลานอกดังที่กล่าวไว้ข้างต้น มาปรับใช้ได้ โดย เฉพาะวิธีการขอเวลานอก เพื่อให้เด็กสงบจิตใจ โดยให้เด็กไปนั่งคนเดียวที่มุมสงบตามเวลาที่กำหนด แล้วค่อยให้รวมกลุ่มกับเด็กคนอื่นๆอีกครั้ง วิธีนี้ค่อนข้างใช้ได้ผล และเป็นวิธีการลงโทษที่สมเหตุสมผลกับเด็กเล็ก

ตัวแปรสำคัญของการสร้างเสริมระเบียบวินัยที่ดีให้กับเด็กก็คือผู้ใหญ่ที่ใกล้ชิดเด็ก ในครอบครัวก็คือพ่อแม่หรือผู้ปกครอง ส่วนในโรงเรียนก็คือครูนั่นเอง ถ้าเด็กมีปัญหาครูก็ควรแจ้งผู้ปกครองเพื่อจะได้แลกเปลี่ยนข้อมูล และช่วยกันหา ทางแก้ไขเพื่อให้ได้ผลสูงสุด

 

*เสริมเทคนิคอีก 6 ข้อ ให้ผู้ปกครองช่วยครูแก้ไข

ถึงเวลาแล้วหรือยังที่คุณจะเริ่มต้นทำหน้าที่ของคุณอย่างจริงจังในการที่จะ สร้างวินัยให้กับลูกรักของคุณ เพื่อให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นในอนาคต วินัยต้องสร้างตั้งแต่เด็กยังเล็ก เพราะวัยเด็กเป็นวัยที่รับสิ่งต่าง ๆ เข้าไปได้ง่าย คุณสามารถปลูกฝังได้ทั้งสิ่งที่ดี และสิ่งที่เลวในตัวของลูกเมื่อเขายังเล็ก หากคุณปลูกฝังสิ่งที่ดี เช่นความมีวินัย ความอดทน การรู้จักควบคุมตนเอง ความมีใจเมตตา กรุณา ฯลฯ สิ่งเหล่านี้จะแทรกซึกเข้าไปกลายเป็นบุคลิกภาพ เป็นเนื้อแท้ และเป็น  สันดาน ที่จะฝังแน่นอยู่ในตัวเขาจนเป็นผู้ใหญ่ แน่นอนทีเดียวเราอาจปลูกฝังสิ่งที่ดีเมื่อเด็กโตแล้วก็ได้ แต่จะเป็นงานที่ยาก ต้องใช้เวลานานและใช้พลังอันมหาศาลและบางครั้งมันอาจจะสายเกินไป บางที่กว่าจะถึงจุดที่เราตระหนักว่าลูกของเราขาดวินัยและเราจะต้องเริ่มอบรม เขาอย่างจริงจังนั้น เราอาจสูญเสียน้ำตาหรือสูญเสียชีวิตของลูกไปแล้วก็ได้

ปฏิเสธไม่ได้ว่า “ระเบียบวินัย” เป็นองค์ประกอบสำคัญในชีวิตของเด็ก ถ้าเด็กขาดวินัย เขาจะไม่เข้าใจความสำคัญของการควบคุมตนเอง ส่งผลให้มีปัญหาทางด้านพฤติกรรม เช่น เป็นเด็กไม่ชอบทำตามกติกา และมักจะทำตามใจตนเอง เกิดเป็นปัญหาการอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมตามมา ดังนั้น การสอนลูกให้มีระเบียบวินัยจึงเป็นสิ่งจำเป็นต่อพฤติกรรมของลูกทั้งในวันนี้และในอนาคต วันนี้เราจึงมีเทคนิคดีๆ ในการเลี้ยงลูกให้มีวินัยจากมูลนิธิศูนย์พิทักษ์สิทธิเด็กมาฝากกัน ส่วนจะมีอะไรบ้างนั้น ไปติดตามกันได้เลยครับ

1.เป็นตัวอย่างที่ดี

การเลี้ยงลูกให้มีระเบียบวินัย สิ่งแรก คุณพ่อคุณแม่ต้องเริ่มต้นจากตัวเองก่อน เนื่องจากเด็กๆ โดยเฉพาะเด็กเล็กมักจะชอบเลียนแบบ เด็กจะซึมซับความมีระเบียบวินัยจากพ่อแม่ ดังนั้นหากพ่อแม่ต้องการให้ลูกมีระเบียบวินัย ก็ต้องทำเป็นตัวอย่างให้ลูกเห็น

2.ปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ 

การปลูกฝังวินัยต้องเป็นสิ่งที่ทำซ้ำๆ อย่างสม่ำเสมอ จนเด็กยอมรับและจดจำได้ ฉะนั้น ต้องค่อยเป็นค่อยไป และใช้เวลาในการฝึกสอน สิ่งสำคัญคือ ต้องทำสิ่งนั้นให้เหมือนกันทุกครั้ง เช่น สอนลูกให้เก็บที่นอนหลังจากตื่นนอนทุกครั้ง แต่คุณพ่อคุณแม่กลับปล่อยปละละเลย ปล่อยให้ลูกทำบ้าง ไม่ทำบ้าง เด็กก็จะขาดการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอต่อเนื่อง

3.ไม่บังคับให้เด็กทำ 

ไม่ควรบังคับให้เด็กทำอย่างที่พ่อแม่ต้องการ แต่ต้องชักจูงและยอมรับให้ทำด้วยความเต็มใจ เช่น การเก็บที่นอน ควรสอนลูกให้เห็นประโยชน์ของการเก็บที่นอนให้เป็นระเบียบเพราะจะไม่ทำให้ที่นอนสกปรก เกิดไรฝุ่นที่จะทำให้เกิดโรคผิวหนังหรือทางเดินหายใจได้ เป็นต้น ซึ่งการบอกเหตุผลในการกระทำเป็นสิ่งจำเป็นที่จะช่วยชักจูงให้เด็กเกิดความสมัครที่จะทำเองโดยไม่ต้องมีการบังคับ

4.ชมเชย ให้กำลังใจลูก

การชมเชยให้กำลังใจ จะเป็นเครื่องมือหนึ่งที่ทำให้เด็กๆ ทำตามระเบียบวินัยอย่างเต็มใจ เมื่อไรที่ลูกปฏิบัติตามระเบียบวินัยได้เป็นอย่างดี คุณพ่อคุณแม่จึงควรชมเชยและให้กำลังใจเขา เพื่อให้เขาเกิดแรงจูงใจที่จะทำต่อไป

5.เลี่ยงการลงโทษรุนแรง 

เมื่อลูกไม่มีระเบียบวินัย ไม่ควรลงโทษลูกอย่างรุนแรง เพราะจะทำให้ลูกเกิดการต่อต้าน ควรทำความเข้าใจกับลูกและลงโทษด้วยการงดไม่ได้ลูกทำกิจกรรมที่ชื่นชอบ เช่น ห้ามดูโทรทัศน์ 2 วัน หรือลดเงินค่าขนมไปโรงเรียน เพื่อให้เขาเรียนรู้ว่าสิ่งที่ทำนั้นไม่ถูกต้อง

6.สอนลูกไปในทิศทางเดียวกัน 

การสอนลูกให้มีระเบียบวินัยนั้น พ่อแม่ต้องใจเย็น รู้จักระงับอารมณ์ และมีความหนักแน่น ที่สำคัญผู้ปกครองต้องปฏิบัติตนไปในทิศทางเดียวกัน เช่น เมื่อคนใดคนหนึ่งลงโทษลูก อีกคนไม่ควรใจอ่อนผ่อนปรนโทษนั้น เพราะจะทำให้เด็กไม่เกิดการเรียนรู้ และสิ่งที่พ่อแม่สอนมาทั้งหมดก็จะไม่เกิดผลแต่อย่างใด

นอกเหนือจากที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว หากท่านใดพอจะมีเทคนิคที่น่าสนใจ และเห็นสมควรแก่การแบ่งปัน เข้ามาแลกเปลี่ยนกันได้ทางกล่องแสดงความคิดเห็นด้านล่างนี้ ทีมงานยินดีน้อมรับด้วยความขอบคุณครับ

 

ที่มา http://www.vcharkarn.com

http://www.manager.co.th/

http://taamkru.com

ภาพประกอบ http://dog-vs-cat.com

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *