วิธีลัดมีจริง!เรียนน้อยแต่เก่งขั้นเทพได้ไม่ว่าคุณจะเป็นใคร

จั่วหัวข้อมาซะ ขนาดนี้ จะว่าขี้โม้ก็ไม่ใช่ แต่มีวิธีเหล่านี้อยู่จริงๆ
ทุกๆคนสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้ ไม่ว่าจะเคยโดนคนอื่นว่า ว่าหัวไม่ดีบ้างล่ะ ไม่ได้เรื่องบ้างล่ะ แต่วันนี้หากนำเทคนิคที่จะบอกต่อไปนี้มาใช้งานแล้ว ไม่ว่าใคร ก็สามารถพัฒนาตนเองได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

เพราะสมองของพวกเราทุกคน ล้วนมีความสามารถพิเศษซ่อนอยู่ หากรู้จักวิธีที่จะดึงพลังส่วนนี้มาใช้แล้ว ความสำเร็จจะห่างไปไหนได้

ขอให้ทุกคนมองสมองเป็นเพื่อนตัวน้อย ที่คอยช่วยเราอยู่ตลอดเวลาที่เราหายใจ พูดกับเขาคิดกับเขาเสมือนเป็นเพื่อนรัก เพราะเพื่อนตัวน้อยนี้ มีความสามารถที่ล้ำหน้ามากจริงๆ

จะมัวช้าอยู่ไย ไปรู้จักวิธีผูกมิตรกับเพื่อนตัวน้อยนี้กันดีกว่า

ทักทายและทำความรู้จักเพื่อนตัวน้อยของเราด้วยวีดีโอต่อไปนี้

“สมองของเราสามารถจดจำข้อมูลได้ถึง 2.5 เพตะไบต์ ซึ่งเทียบเท่าวิดีโอในยูทูปกว่า 3 ล้านชั่วโมง เพื่อให้เราสามารถใช้ความจำความจุมหาศาลนั้นเพื่อเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ เรามีเคล็ดลับที่ผ่านการวิจัยโดยนักวิทยาศาสตร์และผู้เชี่ยวชาญมานำเสนอ”

“ทบทวนซ้ำ สม่ำเสมอ”

“ในการเรียนเพื่อให้ได้ผลอย่างเต็มที่ คุณควรแบ่งการเรียนออกเป็นช่วงสั้น ๆ แต่บ่อยครั้ง นักวิทยาศาสตร์ได้ค้นพบว่าจุดเชื่อมเซลล์ประสาทนับพันล้านจุดในสมองของคุณซึ่งช่วยให้คุณจดจำและเข้าใจข้อมูลต่าง ๆ จะสร้างขึ้นในระหว่างที่คุณนอน นั่นหมายความว่าการเรียนรู้จะได้ผลดียิ่งขึ้นหากคุณได้นอนพักผ่อนสลับกับการการเรียน ลองฝึกทำวันละ 15 นาที แล้วคุณจะเห็นผลลัพธ์ที่แตกต่างภายในไม่กี่สัปดาห์“

เพราะอะไร การเรียนถึงควรแบ่งออกเป็นช่วงสั้นๆ มาชมคลิปนี้กันค่ะ

“จากการค้นคว้าพบว่า ความสนใจของนักเรียนมักจะลดลงอย่างรวดเร็ว หลังจาก 15 นาทีแรกของการเรียน และลดเหลือเพียง 20% ภายใน 30 นาทีแรก จากนั้นนาทีที่ 45 ความสนใจก็จะหมดลงไป 
วิธีหนึ่งที่จะต่อสู้กับความเบื่อและคงระดับความสนใจ คือ การจัดให้มีการพักระหว่างคาบ แม้จะไม่ได้กระตุ้นความสนใจให้กลับมาได้ 100% แต่จากการศึกษาพบว่า ทุกครั้งที่มีการเริ่มต้นการเรียนใหม่ ความสนใจของเด็กๆก็จะเพิ่มขึ้นอีกอย่างเห็นได้ชัด”

ที่นี้เราก็จะนำเทคนิคที่คุณครูใช้ในห้องเรียน มาประยุกต์ใช้กับการเรียนรู้ด้วยตนเอง หรือการอ่านหนังสือ การเตรียมตัวสอบ ใดๆก็แล้วแต่ หากเราต้องการเพิ่มประสิทธิภาพให้กับสมองของเรา ต้องไม่พลาดที่จะใช้เทคนิคต่อไปนี้ค่ะ

“อีกวิธีหนึ่งคือวิธีที่เราเรียกว่า เทคนิคโพโมโดโร ตัวอย่างเช่น กำหนดเวลาที่คุณจะตั้งใจอ่านหนังสือไว้ 25 นาที เมื่อครบเวลาที่กำหนด คุณสามารถพักได้ 5 นาที และทำเช่นนี้ต่อไปเรื่อย ๆ การหยุดพักสั้น ๆ ระหว่างการอ่านหนังสือจะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายและมีกำลังใจในการอ่านหนังสือต่อ”

หากใครใช้ Smart phone ระบบ android สามารถที่จะดาวน์โหลดแอพลิเคชั่นสำหรับเทคนิคนี้ได้ มีอยู่หลายแอพที่เปิดให้ใช้กันฟรีๆ แต่แอพที่จะขอแนะนำในที่นี้ มีชื่อว่า Brain Focus โลโก้สีแดงๆ ใช้ได้สะดวกไม่น้อยเลย

เรามาเข้าใจสมองกับการนอนหลับกันบ้าง 

“การนอนและการฝันถือเป็นกระบวนการสำคัญในการประมวลและจดจำข้อมูลใหม่ ๆ งานวิจัยจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดแสดงให้เห็นว่านักเรียนที่ได้นอนหลับพักผ่อนอย่างเพียงพอสามารถจดจำเนื้อหาได้ดีกว่าคนที่นั่งอ่านหนังสือในตอนเช้าเพื่อเตรียมสอบในตอนเย็นถึง 35%”

หากอ่านหนังสือไม่ทันจะทำอย่างไรล่ะ 
เคยเป็นไหมที่เฝ้าอ่านหนังสือจนดึกดื่น หรือแทบไม่ได้นอน และวันรุ่งเช้าต้องสอบ คุณคิดว่าคุณทำข้อสอบไปได้มากน้อยแค่ไหนกัน แถมยังเป็นวิธีที่ทำร้ายเพื่อนตัวน้อยของเราด้วย
หากพบเจอเหตุการณ์แบบนั้นอีก ขอแนะนำว่า จงเก็บแต่ในส่วนที่เป็นประเด็นสำคัญ และเข้านอนพักผ่อนให้เพียงพอ เช้าทบทวนอีกครั้ง รับรองว่าต้องได้มากกว่าอดตาหลับขับตานอนแน่นอนค่ะ

และรับเทคนิคนี้ ไปเป็นตัวช่วยยามฉุกเฉินอีกวิธี ดีกว่าการอดนอนเป็นไหนๆ

“ถ้าคุณมีเวลา 1 ชั่วโมงในการท่องจำบทกลอนหรือเตรียมพูดหน้าชั้นเรียน คุณควรใช้เวลา 20 นาทีในการอ่านเพื่อทำความเข้าใจเนื้อหา และอีก 40 นาทีในการท่องจำ ซึ่งเป็นสัดส่วนที่มักจะได้ผลดีที่สุด ในกรณีฉุกเฉิน หาน้ำมาตั้งไว้ข้าง ๆ สักแก้ว เพื่อจิบเวลาที่คุณลืมหรือประหม่าสุด ๆ”

แต่ถึงแม้จะมีวิธีดีแค่ไหน ก็ไม่สู้การเตรียมตัวกันแต่เนิ่นๆ มาดูตัวช่วยที่ดีกับเพื่อนตัวน้อยของเรากันดีกว่าค่ะ

“ตั้งสมาธิ!”

“ถ้าคุณเป็นคนชอบผัดวันประกันพรุ่ง และสมาธิหลุดง่าย เช่น หันไปเล่นอินเตอร์เนตในเวลาที่ควระจะนั่งอ่านหนังสือ คุณควรหาวิธีตัดสิ่งรบกวนรอบตัวออก เช่น ปิดโทรศัพท์มือถือ หรือไปนั่งอ่านหนังสือในที่เงียบ ๆ เช่น ห้องสมุด เป็นต้น”

“ออกกำลัง ฝึกสมาธิ และคุยกับผู้อื่น”

“กิจกรรมบางอย่างสามารถช่วยพัฒนาสมองของคุณ โดยเฉพาะการออกกำลัง การฝึกสมาธิ และการพูดคุยกับผู้อื่น เพราะกิจกรรมเหล่านี้กระตุ้นการสร้างเซลล์ประสาทในสมองและทำให้สมองสามารถทำงานได้อย่างเต็มศักยภาพมากขึ้น”

“เปลี่ยนสถานที่เรียน”

“คุณอาจลองเปลี่ยนสถานที่เรียน โดยไปในที่ที่มีสิ่งต่าง ๆ ให้มองมากขึ้น ซึ่งจะช่วยให้คุณสามารถจดจำข้อมูลได้ดียิ่งขึ้น การทดลองชิ้นหนึ่งได้แบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม โดยนักเรียนจะต้องจำคำศัพท์ต่าง ๆ กลุ่มแรกถูกย้ายไปเรียนอีกห้องหนึ่งกลางคัน ในขณะที่อีกกลุ่มนั่งเรียนอยู่ในห้องเดิม กลุ่มที่ถูกเปลี่ยนห้องเรียน (ห้องแรกมีขนาดเล็กและไม่มีหน้าต่าง และอีกห้องหนึ่งมีขนาดใหญ่และสว่าง) สามารถจดจำคำศัพท์ได้ดีกว่าถึง 40%”

อย่ามัวที่จะนั่งอยู่ในห้องสี่เหลี่ยมแคบๆแต่มีทั้งทีวีโทรศัพท์คอยรบกวนสมาธิอยู่รอบตัว ออกไปหาที่ที่คุณสบายใจ สถานที่ที่จะทำให้เกิดสมาธิในการอ่านหนังสือ อยู่ใต้แสงแดด ขอพักพิงจากร่มเงาของต้นไม้ หรือจะ coffee shop เล็กๆ ที่คนไม่พลุกพล่านจนเกินไป เพื่อให้เพื่อนตัวน้อยของเราได้เปิดหูเปิดตา รับความสดชื่นพร้อมลุยต่อ!

หลังจากเรียนรู้วิธีที่จะช่วยเสริมสร้างพลังให้กับเพื่อนตัวน้อยของเรากันแล้ว เราก็จะมาดูเทคนิคการเรียนรู้จากการอ่านกันค่ะ

“แบบทดสอบตัวเอง”

“เมื่อคุณอ่านหนังสือจบ คุณควรทดสอบตัวเองสักเล็กน้อย การทดสอบความจำทันทีหลังจากการเรียน ไม่ว่าจะเป็นการทำแบบฝึกหัดหรือการจดสรุปเนื้อหาจะช่วยให้คุณจำเนื้อหาได้ดีขึ้นกว่าการอ่านเพียงอย่างเดียวถึง 30%”

เราอาจลองแปลงร่างเป็นคุณครู ลองสมมติตัวเอง ว่าถ้าเราเป็นคุณครูเจอเนื้อหาแบบนี้ จะออกข้อสอบแบบไหนดีน้า ตรงไหนสำคัญบ้าง ใจความอยู่ตรงไหนกัน แล้วออกข้อสอบสลับกันทำกับเพื่อน หรือทำเก็บไว้เมื่อถึงเวลาใกล้สอบก็นำมาลองทำกันอีกครั้ง ช่วยประหยัดเวลาได้ดีทีเดียว

หรือจะไม่ทำแบบทดสอบ แต่ลองมาใช้เทคนิคของไฟยน์แมนกันดูค่ะ

“เทคนิคการเรียนรู้ของไฟยน์แมน เป็นเทคนิคที่มีประสิทธิภาพสำหรับการเรียนรู้เนื้อหาใหม่ ทำความเข้าใจในสิ่งที่รู้อยู่แล้วให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือเมื่อต้องเตรียมตัวอ่านหนังสือสอบ”

“อันดับแรก เริ่มจากการเลือกหัวข้อที่คุณต้องการและเริ่มศึกษามัน
เมื่อคุณเข้าใจเนื้อหาของเรื่องนั้นแล้ว ลองเขียนอธิบายเรื่องนั้นลงในกระดาษ ประหนึ่งว่ากำลังอธิบายเรื่องนั้นให้คนอื่นฟัง”

“โดยพยายามเขียนและพูดอธิบายไปพร้อม ๆ กัน เหมือนกับอาจารย์ที่กำลังสอนอยู่หน้าชั้นเรียน
นี่จะทำให้คุณรู้ว่า มีเนื้อหาส่วนไหนที่คุณเข้าใจและยังไม่เข้าใจ”

“ถ้ามีเนื้อหาส่วนไหนที่คุณติดขัด ลองย้อนกลับไปศึกษาส่วนนั้นซ้ำอีกครั้ง จนกระทั่งคุณสามารถอธิบายเรื่องนั้นได้ตั้งแต่ต้นจนจบ
หลังอธิบายจบ ลองกลับไปอธิบายซ้ำอีกครั้งตั้งแต่ต้น แต่คราวนี้พยายามใช้ภาษาง่าย ๆ หรือใช้ตัวอย่างภาพประกอบในการอธิบาย”

“ถ้าคำอธิบายของคุณยาวหรือซับซ้อนเกินไป แปลว่าคุณอาจจะยังไม่เข้าใจเนื้อหาดีนัก คุณจึงควรกลับไปศึกษาใหม่อีกครั้ง”

“การทบทวนโดยใช้การอธิบายเนื้อหาซ้ำ ๆ เป็นวิธีการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพอย่างยิ่ง
เมื่อคุณสามารถอธิบายเนื้อหาได้โดยใช้ภาษาที่เข้าใจง่าย นั่นแปลว่าคุณได้เข้าใจเนื้อหานั้นอย่างถ่องแท้ และจะสามารถจดจำเรื่องนั้นได้นาน”

“ริชาร์ด ไฟนย์แมน เป็นนักฟิสิกส์ชื่อดัง ผู้เคยได้รับรางวัลโนเบลจากผลงานด้านพลศาสตร์แม่เหล็กไฟฟ้าเชิงควอนตัม เป็นที่ทราบกันโดยทั่วไปว่าเขามักชอบขอให้นักคณิตศาสตร์คนอื่น ๆ อธิบายแนวคิดจ่าง ๆ ด้วยภาษาง่าย ๆ เพื่อทดสอบว่าพวกเขาเข้าใจเนื้อหาจริงหรือไม่”

เทคนิคไฟนย์แมนนี้ จะว่าเป็นเคล็ดลับของคนเรียนเก่งและมีน้ำใจเลยก็ว่าได้ เพราะเราจะพบเห็นเทคนิคนี้ ได้ในเพื่อนที่ชอบติวให้เรานั่นเอง หากเราต้องการที่จะติวให้เพื่อนๆคนอื่นบ้าง ก็อย่าลืมฝึกฝน ด้วยวิธีการติวให้ตัวเองแบบนี้กันก่อนนะคะ 

มาต่อกันด้วยเทคนิคที่จะจดจำเนื้อหาได้อย่างยาวนาน

“เว้นช่วงเรียน”

“ในการที่จะจดจำอะไรให้ได้นาน ๆ คุณควรทบทวนข้อมูลนั้นซ้ำ ๆ เป็นระยะ ๆ ไม่ว่าจะเป็นข้อมูลหรือคำศัพท์ คุณควรกลับมาทบทวนซ้ำอีกครั้ง 1-2 วันหลังจากที่คุณเรียนไปครั้งแรก และทบทวนอีกครั้งหลังจากผ่านไป 1 สัปดาห์ และ 1 เดือน”

ลองหาสมุดบันทึกเล่มเล็กๆ คู่กับหนังสือหรือสมุดเนื้อหา ที่เรากำลังศึกษาอยู่ เราจะได้บันทึกการเรียนรู้ของเรา พร้อมทั้งกำหนดวันทบทวน เมื่อทบทวนแล้วจึงติ๊กถูก ภารกิจเคลียร์! หรือจะเป็นโพสอิทแปะเตือนไว้ ก็น่าจะช่วยได้ไม่น้อย

“อย่าฝืนจนเกินไป”

“แรงจูงใจก็เหมือนกับความหิว คุณไม่สามารถบังคับให้ตัวเองมีแรงบันดาลใจได้ เหมือนกับที่คุณไม่สามารถบังคับให้ใครรู้สึกหิวได้นั่นเอง ดังนั้น ถ้าคุณยังไม่หิว ก็อย่าฝืนบังคับตัวเอง ลองพักหันไปทำอย่างอื่นสักนิดจะดีกว่า“

อ่านมาถึงตรงนี้แล้ว ถ้าใครไม่หิวกระหาย อยากจะรู้เทคนิคต่อไป ปิดหน้านี้ไปเลยค่ะ แล้วนำเทคนิคที่พอจะจำได้ก่อนหน้านี้ไปลงมือทำกันก่อน แล้วพบกันใหม่นะคะ  แต่ถ้าใครอยากจะไปดูต่อกันล่ะก็ ไปดูเทคนิคการเรียนให้สนุกกันเลยดีกว่า

“มีใครเคยบอกคุณหรือไม่ว่าคุณต้องมีเป้าหมายที่ชัดเจนจึงจะประสบความสำเร็จหรือบรรลุอะไรสักอย่าง แต่หากว่ากันตามหลักวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ ที่กล่าวมานั้นไม่เป็นความจริง”

“ในการทดลองหนึ่งของมหาวิทยาลัยสแตนฟอร์ด อาจารย์สอนวิชาศิลปะการปั้นเครื่องั้นดินเผาแบ่งนักเรียนออกเป็นสองกลุ่ม กลุ่มแรกถูกกำหนดให้ปั้นหม้อดินจำนวนเท่าใดก็ได้ตามที่พวกเขาต้องการ ส่วนกลุ่มที่สองถูกมอบหมายให้ปั้นหม้อดินที่สวยที่สุดขึ้นเพียงหนึ่งใบ”

“ท้ายที่สุด อาจารย์ให้คะแนนหม้อดินและประกาศผู้ชนะ ซึ่งผลก็เป็นไปตามคาด หม้อดินที่สวยที่สุดมาจากกลุ่มที่ปั้นออกมาหลายใบ ไม่ใช่จากกลุ่มที่พยายามปั้นหม้อที่สวยที่สุดเพียงใบเดียว”

“หากต้องการที่จะเรียนรู้อะไรบางอย่างให้ได้มีประสิทธิภาพสูงสุด คุณควรกำหนดเวลาเรียนที่แน่นอน เช่น วันละ 25 นาที และตั้งใจเรียนหัวข้อนั้น ๆ โดยไม่ต้องกำหนดเป้าหมาย เช่น จะต้องอ่านให้จบบท เพียงแค่เรียนให้ได้ตามระยะเวลาที่วางไว้ แล้วหยุด”

“การเรียนในลักษณะนี้จะช่วยให้คุณรู้สึกผ่อนคลายมากกว่า และทำให้รู้สึกบรรลุเป้าหมายบางอย่าง การที่คุณถูกขัดจังหวะในขณะที่กำลังฝึกฝนก่อนที่จะถึงจุดสำคัญ จะช่วยกระตุ้นให้คุณอยากกลับมาฝึกต่อในวันต่อไป”

เมื่อเป้าหมาย จะไม่ใช้สิ่งที่เราโฟกัสกันอีกต่อไป เพราะหากคุณมีเป้าหมาย แล้วทำให้คุณต้องทุกข์ใจกับสิ่งที่กำลังทำอยู่ตอนนี้ มันก็ไม่ใช่แล้วล่ะ จงหาสิ่งที่คุณรัก สิ่งที่คณปราถนาที่จะทำ สิ่งที่คุณทำแล้วคุณรู้สึกดีด้วย มันอาจจะขัดกับความปราถนาของคนอื่น แต่จงไปตามทางหัวใจของคุณค่ะ

แต่หากเราสนุกกับการเรียนวิชาหนึ่ง หรือการทำสิ่งหนึ่ง แต่ต้องถูกบังคับให้ทำสิ่งที่ไม่ชอบไปด้วย เช่น เราต้องเรียนวิชาพื้นฐาน หรือต้องเรียนทฤษฎีดนตรี ก็ขอให้นำเทคนิคต่อไปนี้มาใช้กันค่ะ

“สนุกไปกับการเรียน”
“พยายามหาวิธีเรียนที่คุณรู้สึกสนุกไปกับมัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าความสนุกสนานคือปัจจัยสำคัญในการเพิ่มศักยภาพการเรียนรู้ ดังนั้นคุณจึงควรสนุกไปกับการเรียน”

หากต้องเรียนทฤษฎีดนตรี ก็ขอให้นำเครื่องดนตรีขึ้นมาเล่นประกอบความเข้าใจ หากต้องเรียนฟิสิกส์หรือคณิตศาสตร์ ก็ลองหาอุปกรณ์มาอธิบาย ให้เกิดกระบวนการเรียนรู้ ลองหาวิธีการในแบบของตัวคุณเอง ที่จะทำให้ตัวคุณเองรู้สึกสนุกและประทับใจไปกับการเรียน

เพราะการเรียนไม่ใช่การท่องจำ แต่ต้องเกิดกระบวนการการเรียนรู้

“การเรียนรู้ที่เป็นธรรมชาติและมีประสิทธิภาพมากที่สุดคือการเรียนรู้จากประสบการณ์ หรือหากพูดให้ชัดคือ การเรียนรู้โดยการลงมือทำ หรือ experiential learning นี่คือสิ่งที่นักบัลเลต์ทำหลังเสร็จสิ้นการแสดงในโรงละคร และยังเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นกับเด็กชายที่กำลังเศร้าหลังถูกพ่อดุเพราะเขาเล่นฟุตบอลในห้องนั่งเล่น

เมื่อเราอายุ 1 ขวบ เราต่างต้องเคยผ่านประสบการณ์การเรียนรู้อันเจ็บปวด จากการหัดเดิน หกล้ม และร้องไห้ เหมือนกับ….เด็กน้อย และแม้ว่าการฝึกนานนับหลายเดือนนี้จะไม่ค่อยสนุกและน่าเหนื่อยใจ แต่สุดท้ายเราก็ผ่านมันมาได้ เราทำได้อย่างไร?

เมื่อเราล้มลงและหายตกใจแล้ว สมองของเราจะเริ่มประมวลข้อมูลทั้งหมดที่มีเพื่อหาคำตอบว่าความน่าอับอายนั้นเกิดขึ้นได้อย่างไร มันจดจำว่าเมื่อเราลุกขึ้นยืน ทุกอย่างก็กลับเป็นปกติ เท้าติดพื้น แขนอยู่ข้างลำตัว ศีรษะและไหล่ตั้งตรง พร้อมลุยต่อ!

เมื่อกล้ามเนื้อขาส่วนบนดึงเท้าซ้ายไปด้านหน้า 12.3% ในมุม 23 องศา แขนของเราไม่ได้ขยับตามการเคลื่อนไหวอย่างที่ควรจะเป็น และหูชั้นใน ซึ่งมีหน้าที่ช่วยทรงตัว เกิดสับสนชั่วขณะ ในจังหวะที่มีแมววิ่งผ่านหน้าไปพอดี สายตาของเราจึงส่งสัญญาณเตือนไปยังฮิปโปแคมปัสในสมอง เป็นเหตุให้เราหกล้ม โอ๊ย!

การวิเคราะห์เหตุการณ์ทั้งหมดที่เกิดขึ้นกับตัวเราและสิ่งแวดล้อมรอบข้างทั้งหมดนี้คือสิ่งที่เกิดขึ้นในสมองโดยที่เราไม่รู้ตัว มันเกิดขึ้นขณะที่เราหัดเดิน หัดพูด หัดจูบ ทำงาน หรือหัดเต้นรำ เมื่อเราเข้าใจความเชื่อมโยงระหว่างสิ่งที่เราทำพลาดไป เราก็จะรู้ว่าเราจะต้องปรับเปลี่ยนในครั้งต่อไป จากนั้นเราก็ลองทำอีกครั้ง

เรายังสามารถใช้การเรียนรู้โดยการลงมือทำในการฝึกทักษะใหม่ ๆ หรือหัดทำอะไรบางอย่างที่เราชอบอยู่แล้วให้เก่งยิ่งขึ้น โดยกระบวนการเรียนรู้มีขั้นตอนดังนี้:

  • ก่อนอื่น พาตัวเองเข้าไปอยู่ในสถานการณ์นั้น ๆ
  • ต่อมา ไตร่ตรองว่าเกิดอะไรขึ้น
  • จากนั้น พยายามทำความเข้าใจความสัมพันธ์ของสิ่งที่เกิดขึ้น เช่น ถ้าทำแบบ A จะได้ผลแบบ B
  • สุดท้าย ตัดสินใจว่าจะลองทำอะไรที่แตกต่างออกไปในครั้งหน้า

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณหัดขี่จักรยาน นี่คือสิ่งที่อาจเกิดขึ้น

  • คุณนั่งบนจักรยาน และพยายามถีบมัน แต่คุณกลัวว่ามันจะไปเร็วเกินไป คุณจึงปั่นมันช้าเกินไปจนไม่สามารถทรงตัวได้
  • หลังจากนั้น คุณจำได้ว่าก่อนหน้านั้นคุณล้มตอนที่คุณปั่นช้าเกินไป
  • คุณจึงได้ข้อสรุปที่อันตรายนิด ๆ ว่า: ความเร็วเท่ากับความมั่นคง
  • คุณจึงตัดสินใจว่าคุณจะพยายามปั่นให้เร็วขึ้นครั้งต่อไป

มาลองกันใหม่อีกครั้ง:

  • ครั้งนี้คุณขี่เร็วขึ้น อันที่จริง คุณขี่เร็วเกินไปจนไปชนเข้ากับแผงขายผลไม้ข้างทาง
  • คุณเจ็บหัว และเริ่มเข้าใจว่าการขี่เร็วแบบนั้นอันตราย
  • คุณได้ข้อสรุปใหม่ว่า: ความเร็วเท่ากับอันตราย และความอันตรายหมายถึงคุณต้องมีเครื่องป้องกัน
  • คุณจึงตัดสินใจว่าคุณจะใส่หมวกกันน็อกในครั้งต่อไป

เชื่อกันว่าการเรียนรู้โดยการลงมือทำคือสาเหตุที่ทำให้นักดนตรีส่วนใหญ่ทำข้อสอบได้ดีกว่า ไม่ว่าจะเป็นข้อสอบอะไรก็ตาม เพราะคนที่เล่นเครื่องดนตรีไม่เพียงแต่ได้ฝึกสมองทั้งด้านการเคลื่อนไหว สายตา และการฟังเท่านั้น แต่พวกเขายังได้ฝึกการไตร่ตรองถึงสิ่งที่พวกเขาทำไปก่อนหน้า ไม่ว่าจะเป็นเสียงแปร่ง ๆ ของไวโอลินที่พวกเขาได้ยิน ขณะที่พวกเขาเล่นดนตรี พวกเขาไม่เพียงแต่ฝึกสร้างเสียงดนตรีเท่านั้น แต่ทุกอย่างเกิดขึ้นผ่านกระบวนการฝึกฝน ไตร่ตรอง ทำความเข้าใจ และกลับไปทำซ้ำแล้วซ้ำอีก

คุณสามารถใช้วิธีนี้กับเพื่อนหรือเพื่อนร่วมงานของคุณ บริษัทใหม่ ๆ ในซิลิคอนวัลเล่ย์ก็ใช้วิธีนี้เช่นกัน โดยไล่นักพัฒนาของพวกเขาออกไปจากออฟฟิศเพื่อให้ไปพบลูกค้า จากนั้นพวกเขาจะกลับมานั่งถกและวิเคราะห์ข้อมูลต่าง ๆ ที่ได้มาและตัดสินใจว่าจะทำอะไรต่อไป

ถ้าคุณกำลังเรียนรู้อะไรบางอย่างด้วยตนเอง และไม่มีข้อมูลอื่น ๆ มาช่วย คุณควรลองออกไปพบปะผู้คนเพื่อขอความเห็นจากพวกเขา เช่น นักเรียนอาจขอความเห็นจากเพื่อนหรืออาจารย์ เจ้าของธุรกิจอาจไปหาที่ปรึกษา หรือนักข่าวอาจลองดูความคิดเห็นของผู้อ่านจากบล๊อก”

เพราะความผิดพลาดไม่ใช่เรื่องน่าอาย แต่เป็นก้าวแรกของการเติบโตไปข้างหน้า จงลองทำ ผิดพลาด และทำอีกครั้ง จงอย่ากลัวที่จะต้องล้ม จงอย่ากลัวที่จะเจ็บ แล้วคุณจะเป็นคนที่เติบโตอย่างเข้มแข็ง

รู้จักวิธีเรียนรู้ที่ดีกับเพื่อนตัวน้อยของเราไปแล้ว มาทำความรู้จักกับเทคนิคเจ๋งๆ ที่จะช่วยให้การทำโจทย์และการแก้ปัญหาต่างๆ เป็นเรื่องง่ายกันดีกว่า

“ปิงปอง คือกีฬาที่ผู้เล่นสองฝ่ายในชุดกางเกงขาสั้นตัวจิ๋วตีลูกโต้กันไปมา พร้อมส่งเสียงข่มขวัญคู่ต่อสู้ เหงื่อท่วมกาย นับเป็นเกมที่น่าตื่นเต้นเกมหนึ่ง และคงจะสนุกไม่แพ้กันหากเรานำหลักการนี้มาใช้กับสมองของเรา

หลักการเบื้องต้นคือเราใช้วิธีการเรียนรู้สองรูปแบบควบคู่กัน ทั้งการคิดวิเคราะห์แบบจดจ่อ และการคิดแบบผ่อนคลาย เราใช้หลักการของปิงปองมาอธิบายวิธีสลับการคิดระหว่างการคิดแบบจดจ่อและแบบผ่อนคลาย ซึ่งช่วยเสริมสร้างความเข้าใจและกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์

การเรียนแบบจดจ่อคือการมองโจทย์และพยายามแก้โจทย์อย่างจริงจัง เป็นการเค้นพลังสมองทุกส่วนเพื่อทำความเข้าใจกับปัญหาตรงหน้า เหมือนกับการเห็นกำแพงและคิดวิเคราะห์หาเหตุผล เช่น “กำแพงนี้แข็งเกินกว่าที่จะวิ่งทะลุไปได้ และสูงเกินกว่าที่จะปีนข้ามไป”

การเรียนแบบผ่อนคลายคือการปล่อยให้ความคิดไหลไปเรื่อย ๆ โดยไม่มีแบบแผนใด ๆ ซึ่งจะช่วยให้คุณเข้าใจปัญหาได้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น หรือเกิดความคิดสร้างสรรค์ใหม่ๆ สมองคุณอาจบอกว่า “เอ๊ะ ทำไมเราไม่หาลูกโป่งลอยได้มาสักกำหนึ่ง แล้วลอยข้ามกำแพงไปเลยล่ะ?”

เพื่อให้การเรียนรู้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด เราจึงควรคิดสลับกันไปมา จดจ่อ ผ่อนคลาย จดจ่อ ผ่อนคลาย จดจ่อ ผ่อนคลาย…

การฝึกที่ดีที่สุด เริ่มจากฝึกตั้งสมาธิ โดยการปิดรับสิ่งรบกวนต่าง ๆ รอบตัว เช่น โทรศัพท์ หรือเสียงรบกวนอื่น ๆ ออกให้หมด

หลังเพ่งสมาธิได้สักพักหนึ่ง (ถ้าจับเวลาด้วยก็จะดี) ก็ลองหยุดเพ่ง และปล่อยให้สมองผ่อนคลาย
นี่คือช่วงที่สมองจะเชื่อมโยงสิ่งที่คุณเพิ่งคิดกับข้อมูลอื่น ๆ ที่อยู่ในความทรงจำของคุณ ซึ่งจะทำให้คิดได้ล้ำลึกยิ่งขึ้น จดจำได้ดีขึ้น และจุดประกายความคิดสร้างสรรค์

จิตรกร ซัลวาดอร์ ดาลี ก็เคยใช้เทคนิคการคิดแบบปิงปองนี้ หลังจากจดจ่ออยู่กับงานสักระยะหนึ่ง ดาลีจะไปนั่งพักเพื่อผ่อนคลาย โดยมือหนึ่งจะถือกุญแจดอกใหญ่ไว้ และเมื่อเขาผลอยหลับ กุญแจก็จะหล่นจากมือ
เสียงกุญแจร่วงลงพื้นจะปลุกให้เขาตื่น และเขาก็จะกลับไปจดจ่อกับงานบนผ้าใบของเขาต่อ
สตีฟ จ็อบส์ มักออกไปเดินเล่นเพื่อผ่อนคลายจากการคิดเรื่องงานทุกวัน

เทคนิคการคิดแบบปิงปองนี้อาจมีประโยชน์สำหรับการอ่านหนังสือสอบ

เริ่มจากการหัดแก้โจทย์ที่ยากที่สุด และเมื่อคุณคิดไม่ออก ก็สลับไปทำโจทย์ข้อที่ง่ายกว่า ในขณะที่คุณทำโจทย์ข้อที่ง่ายกว่า สมองของคุณจะยังคงคิดถึงโจทย์ที่ยากอยู่ สมองของคุณจะพยายามหาความเชื่อมโยงและทำความเข้าใจกับปัญหาข้อแรกที่ยากกว่าโดยที่คุณไม่รู้ตัว เมื่อคุณแก้โจทย์ที่ง่ายออกแล้ว ลองกลับไปคิดโจทย์ที่ยากกว่า มันอาจจะไม่ได้ยากเหมือนตอนแรกก็เป็นได้”

เทคนิคนี้ แม้แต่ในห้องสอบก็สามารถนำไปใช้ได้เช่นเดียวกัน พอทำข้อที่ง่ายแล้ว อาจจะปิ๊ง ได้ไอเดียของข้อที่ยากเลยก็ได้ เพราะความรู้ มันมีจุดเชื่อมโยงกันอยู่ และเพื่อนตัวน้อยของเรา ก็จะทำความเข้าใจได้เป็นอย่างดี

มาดูเทคนิคสุดท้าย สำหรับใครที่งานเต็มไม้เต็มมือ เทคนิคนี้จะช่วยได้ไหมนะ ต้องไปดูกัน

“ทำเรื่องยากก่อน”

“ทำงานที่ยากให้เสร็จก่อน เพราะหากคุณเป็นเหมือนคนส่วนใหญ่ คุณจะมีพลังในการทำงานมากที่สุดในตอนเช้า เมื่อคุณทำงานที่ยาก ๆ เสร็จ คุณก็จะรู็สึกดีขึ้นไปตลอดทั้งวัน และอาจรู้สึกอยากทำงานอย่างอื่นให้เสร็จต่อไป”

หากทำงานชิ้นใหญ่ๆยากๆเสร็จแล้ว งานเล็กๆง่ายๆที่เหลือ ก็จะกลายเป็นเรื่องขี้ประติ๋วกันไปเลย

ได้รู้กันอย่างนี้แล้วก็อย่าลืมหมั่นนำเทคนิคเหล่านี้ไปใช้
หากใครต้องการฝึกฝนและรู้วิธีการเตรียมตัวก่อนสอบ ต้องตามไปที่นี่เลย tryfaildo.com
ทาง Sprouts Schools ซึ่งเป็นผู้จัดทำเทคนิคและเคล็ดลับการเรียนข้างต้น
ได้เปิดคอร์สเรียนเตรียมตัวก่อนสอบ ฟรี! ซึ่งทั้งหมดเป็นโครงการซึ่งไม่แสวงหากำไร ไม่ว่าใครก็สามารถเข้าเรียนได้

นอกจากคอร์สเตรียมตัวก่อนสอบแล้ว ยังมีคอร์สดรออิ้งค์ คอร์สออกแบบโลโก้ และทั้งหมด ฟรีๆๆๆ จริงๆจ้า

อยากรู้จักคอร์สเรียนมากกว่านี้ ตามมาอ่านบทความก่อนๆ ที่นี่
>>> เรียนวิชาเตรียมตัวสอบฟรี! วิชาที่โรงเรียนไหนๆก็ไม่เปิดสอน แต่นักเรียนทุกคนต้องรู้
>>> เรียนฟรี!คนหัวใจศิลป์ ไม่เรียนไม่ได้แล้ว
>>> เมื่อไทยก็มีคอร์สเรียนออนไลน์ฟรีกับเขาแล้ว!!

อย่าลืมเข้าไปกด Subscribe ใน Youtube Channel ของ Sprouts Schools เพื่อไม่ให้พลาดข่าวสารและคลิปวีดีโอดีๆและฟรี เช่นนี้ ที่ >>>www.youtube.com/user/joinsprouts

และกด Like และต้อง Love ให้กับ >>> Page Sprouts Schools

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *