สรุปการลาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (กับข้อผูกพันด้านการเงิน)

โดยสมเกียรติ เอี่ยมโพธิ์  รอง ผอ.สพป.กำแพงเพชร เขต ๑

ระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ. ๒๕๕๕ ได้แบ่งประเภทการลาไว้

๑๑ ประเภท และ ก.ค.ศ. ได้กำหนดผู้มีอำนาจพิจารณาหรืออนุญาต และอำนาจพิจารณาหรืออนุญาตการลาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ในการลาประเภทต่าง ๆ ไว้ เรื่องของการลานั้นมีความเชื่อมโยงผูกพันในด้านการเงินหลายประเด็น ทั้งการได้รับเงินเดือนระหว่างลา การได้รับเงินวิทยฐานะ การเลื่อนขั้นเงินเดือน ซึ่งจะขอกล่าวไว้

ณ ที่นี้ ตามลำดับดังนี้

                 ๑. การลาป่วย ผู้อำนวยการสถานศึกษา อนุญาตได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๖๐ วัน ผอ.สพท. อนุญาตได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๑๒๐ วัน การลาป่วยที่รักษาตัวเป็นเวลานาน ปีหนึ่งลาโดยได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน ๖๐ วันทำการ

แต่หากหัวหน้าส่วนราชการเห็นสมควร ให้จ่ายเงินเดือนต่อไปอีกก็ได้ แต่ไม่เกิน ๖๐ วันทำการ (รวม ๒ ขั้นตอน ไม่เกิน ๑๒๐ วันทำการ เลขาธิการ กพฐ. มอบอำนาจให้ ผอ.สพท. มีอำนาจพิจารณาอนุญาตแล้ว) ถ้าเกินไม่ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา ในส่วนของเงินวิทยฐานะให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลาได้ปีหนึ่งไม่เกิน ๖๐ วันทำการ

                 ๒. การลาคลอดบุตร ผู้อำนวยการสถานศึกษา และ ผอ.สพท. อนุญาตได้ ลาได้ไม่เกิน ๙๐ วัน โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลา ในส่วนของเงินวิทยฐานะให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลาได้ไม่เกิน ๙๐ วัน

                 ๓. การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร ผู้อำนวยการสถานศึกษา และ ผอ.สพท. อนุญาตได้ครั้งหนึ่ง

ไม่เกิน ๑๕ วันทำการ และหากลาภายใน ๓๐ วันนับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตร ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน

๑๕ วันทำการ หากลาเมื่อพ้น ๓๐ วันนับแต่วันที่ภริยาคลอดบุตร ไม่ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา ในส่วนของเงิน

วิทยฐานะอยู่ระหว่างพิจารณากำหนดรายละเอียด เนื่องจากเป็นประเภทการลาที่กำหนดขึ้นใหม่

                 ๔. การลากิจส่วนตัว ผู้อำนวยการสถานศึกษา อนุญาตได้ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๓๐ วัน ผอ.สพท. อนุญาตได้

ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๔๕ วัน  ปีหนึ่งลาโดยได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน ๔๕ วันทำการ แต่ในปีที่เริ่มรับราชการ ลาโดยได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน ๑๕ วันทำการ การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตร ลาได้

ไม่เกิน ๑๕๐ วันทำการ โดยไม่ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา ในส่วนของเงินวิทยฐานะให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลาได้ปีหนึ่งไม่เกิน ๔๕ วันทำการ แต่ในปีที่เริ่มรับราชการให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลาได้ไม่เกิน ๑๕ วันทำการ

                 ๕. การลาพักผ่อน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และ ผอ.สพท. อนุญาตได้ ลาได้ปีละ ๑๐ วันทำการ หาก

มิได้ลาหรือลาไม่ครบ ให้สะสมรวมกับปีต่อ ๆ ไปได้ไม่เกิน ๒๐ วันทำการ แต่สำหรับผู้รับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๐ ปี สะสมได้ไม่เกิน ๓๐ วันทำการ ผู้ปฏิบัติงานในสถานศึกษาและได้หยุดราชการตามวันหยุดภาคการศึกษาเกินกว่าวันลาพักผ่อน ไม่มีสิทธิลาพักผ่อน ในส่วนของเงินวิทยฐานะหากลาพักผ่อนเกินสิทธิไม่ให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลา

                 ๖. การลาอุปสมบทหรือการลาไปประกอบพิธีฮัจย์ สำหรับผู้ที่รับราชการมาแล้วไม่น้อยกว่า ๑๒ เดือน หากตั้งแต่เริ่มรับราชการ ผู้ใดยังไม่เคยอุปสมบท หรือยังไม่เคยประกอบพิธีฮัจย์ ให้ผู้นั้นลาอุปสมบท หรือลาไปประกอบพิธีฮัจย์ แล้วแต่กรณี ได้ไม่เกิน ๑๒๐ วัน โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลา หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาอนุญาต (เลขาธิการ กพฐ. มอบอำนาจให้ ผอ.สพท. มีอำนาจพิจารณาอนุญาตแล้ว) ในส่วนของเงินวิทยฐานะให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลาได้ไม่เกิน ๖๐ วัน

                 ๗. การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล ลาได้โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลา แต่เมื่อครบกำหนดแล้วไม่มารายงานตัวเพื่อเข้าปฏิบัติราชการภายใน ๗ วัน ให้งดจ่ายเงินเดือนไว้จนถึงวันเข้าปฏิบัติราชการ แต่หากหัวหน้าส่วนราชการเห็นสมควร ให้จ่ายเงินเดือนต่อไปอีกก็ได้ แต่ไม่เกิน ๑๕ วัน หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาอนุญาต

ในส่วนของเงินวิทยฐานะให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลาได้ไม่เกิน ๖๐ วัน

                 ๘. การลาไปศึกษา ฝึกอบรม ปฏิบัติการวิจัย หรือดูงาน ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลาได้ไม่เกิน ๔ ปีนับแต่วันไป จนถึงวันก่อนวันมารายงานตัวเพื่อเข้าปฏิบัติราชการ หากผู้อนุญาตเห็นสมควรให้ลาเกิน ๔ ปีก็ได้ แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน ๖ ปี ในประเทศผู้อำนวยการสถานศึกษา และ ผอ.สพท. อนุญาตได้ ต่างประเทศหัวหน้าส่วนราชการพิจารณาอนุญาต ในส่วนของเงินวิทยฐานะให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลาได้ไม่เกิน ๖๐ วัน

                 ๙. การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ ลาได้โดยไม่ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา เว้นแต่

อัตราเงินเดือนที่ได้รับจากองค์การระหว่างประเทศต่ำกว่าอัตราเงินเดือนของทางราชการ ให้ได้รับเงินเดือนจากทางราชการสมทบ รวมแล้วไม่เกินอัตราเงินเดือนของทางราชการที่ได้รับอยู่ในขณะนั้น รัฐมนตรีเจ้าสังกัดพิจารณาอนุญาต

ในส่วนของเงินวิทยฐานะไม่ให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะระหว่างลา

                ๑๐. การลาติดตามคู่สมรส (คู่สมรสไปปฏิบัติหน้าที่ราชการในต่างประเทศ) ลาได้โดยไม่ให้ได้รับเงินเดือนระหว่างลา เป็นเวลาไม่เกิน ๒ ปี กรณีจำเป็นอาจอนุญาตให้ลาต่อได้อีก ๒ ปี แต่รวมแล้วต้องไม่เกิน ๔ ปี ถ้าเกิน ๔ ปี

ให้ลาออกจากราชการ หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาอนุญาต ในส่วนของเงินวิทยฐานะไม่ให้เบิกจ่ายเงินวิทยฐานะ

ระหว่างลา

                ๑๑. การลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ สำหรับผู้ได้รับอันตรายหรือการเจ็บป่วยเพราะเหตุปฏิบัติราชการในหน้าที่ หรือถูกประทุษร้ายเพราะเหตุกระทำการตามหน้าที่ จนทำให้ตกเป็นผู้ทุพพลภาพหรือพิการ ลาไปเข้ารับการฝึกอบรมหลักสูตรเกี่ยวกับการฟื้นฟูสมรรถภาพที่จำเป็นต่อการปฏิบัติหน้าที่ราชการ หรือที่จำเป็นต่อการประกอบอาชีพ ลาได้ตามระยะเวลาที่กำหนดในหลักสูตร โดยได้รับเงินเดือนระหว่างลา แต่ต้องไม่เกิน ๑๒ เดือน หัวหน้าส่วนราชการพิจารณาอนุญาต ในส่วนของเงินวิทยฐานะอยู่ระหว่างพิจารณากำหนดรายละเอียด เนื่องจากเป็นประเภทการลา

ที่กำหนดขึ้นใหม่

มีข้อสังเกตในการนับระยะเวลา บางแห่งจะนับเป็นวัน แต่บางแห่งจะนับเป็นวันทำการ ผู้เกี่ยวข้อง

ต้องระมัดระวังอย่าให้ผิดพลาด ยกตัวอย่าง การลาป่วย อำนาจการอนุญาตจะอนุญาตเป็น “วัน” นั่นหมายความว่า

ให้นับวันหยุดราชการไว้ในห้วงเวลาของอำนาจการอนุญาตด้วย ส่วนการลานับเป็น “วันทำการ” หมายความว่าไม่นับวันหยุดราชการ เช่น ผู้อำนวยการโรงเรียนอนุญาตให้ครูลาป่วย ระหว่างวันที่ ๑ – ๓๐ มิถุนายน ๒๕๕๗  เป็นการใช้อำนาจอนุญาต ๓๐ วัน แต่เวลานับวันลาของผู้ได้รับอนุญาต จะเป็นการใช้สิทธิในการลา ๒๑ วันทำการ เป็นต้น ดังนั้น ตรงไหนเป็น “วัน” ตรงไหนเป็น “วันทำการ” ต้องพิจารณาให้ถี่ถ้วนอย่าให้พลาด เพราะอาจทำให้เสียสิทธิบางอย่างได้

คราวนี้มาดูในเรื่องการเลื่อนขั้นเงินเดือนกันบ้าง กฎ ก.ค.ศ. ว่าด้วยการเลื่อนขั้นเงินเดือนของ

ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา พ.ศ. ๒๕๕๐ ได้กำหนดสิทธิในการลากับการเลื่อนขั้นเงินเดือนในแต่ละรอบ (ครึ่งปี) ไว้ อาทิ ในครึ่งปีที่แล้วมามีวันลา (ลาป่วย+ลากิจส่วนตัว) ไม่เกิน ๒๓ วันทำการ ลาคลอดบุตร ไม่เกิน ๙๐ วัน

ลาป่วยซึ่งจำเป็นต้องรักษาตัวเป็นเวลานานคราวเดียวหรือหลายคราว รวมกันไม่เกิน ๖๐ วันทำการ (ไม่ใช่คนที่เป็นหวัด

คัดจมูก ท้องเสีย ปวดท้อง ปวดศีรษะ ธรรมดาทั่ว ๆ ไป แต่เป็นประเภทอุบัติเหตุแขนหักขาหัก มะเร็ง ไตวาย เป็นต้น) กำหนดแยกแยะตัดตอนออกมาเป็นรอบ ๖ เดือนอีกต่างหาก

ฉะนั้น จะใช้อำนาจหรือจะใช้สิทธิอย่างไร อย่าให้ขัดแย้งอำนาจหรือสิทธิที่กำหนดไว้เชื่อมโยงไปมากมายหลายที่ และอยากจะฝากว่าสิทธิในการลาที่เขาให้ไว้ เป็นสวัสดิการหนึ่งที่เขาให้ไว้ใช้ยามจำเป็น ถ้าไม่จำเป็นก็ไม่ต้องใช้

ที่สำคัญคือ ๖ เดือน เลื่อนขั้นเงินเดือน ๑ ครั้ง ก็ต้องมีเวลาทุ่มเททำงานไม่น้อย แต่บางคนไม่ใช่ เช่น บางคนมีสิทธิลาพักผ่อน สะสมไว้ ๓๐ วันทำการ ลาครั้งหนึ่ง ๕ – ๑๐ วันทำการ คล่อมเสาร์อาทิตย์หรือวันหยุดอื่นเข้าไปอีก ปาเข้าไป

ครึ่งเดือน และไม่ใช่ลาครั้งเดียว หรือบางคนลาคลอดบุตร ๙๐ วัน ลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่ออีกต่างหาก พอไม่ได้

ขั้นพิเศษก็เกิดอาการผิดปกติ อย่างนี้เป็นต้น จึงอยากจะเตือนสติว่า เมื่อได้ใช้สิทธิอื่นไปอย่างสุดโต่งแล้ว บางครั้งท่าน

ก็ต้องยอมที่จะเสียสิทธิบางอย่างไปบ้าง เพราะในขณะที่ท่านได้และใช้สิทธิไปนั้น ท่านได้ทิ้งภาระไว้กับคนที่อยู่ทำงาน

ไม่น้อยเลย

 เรื่องราวว่าด้วยการลาของข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา  อาจดูเป็นเรื่องเล็ก ๆ ใกล้ตัวที่บางครั้ง บางคนอาจมองข้ามความสำคัญ แต่จริงแล้วการลาเป็นเรื่องสำคัญที่ส่งผลกระทบต่อตนเองและองค์กรของเพื่อนครูอย่างเลี่ยงไม่ได้

  เพราะการลาป่วย ลากิจส่วนตัว ซึ่งเป็นการลาที่ส่วนใหญ่พวกเราใช้บริการบ่อยครั้ง มีผลต่อการประเมินประสิทธิภาพและประสิทธิผลข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา รวมทั้งเกี่ยวโยงไปถึงการขอพระราชทานเหรียญจักรพรรดิมาลา ของเพื่อนข้าราชการครูที่รับข้าราชการมาเป็นระยะเวลานาน ๒๕ ปีขึ้นไป

วันนี้เลยขอนำเสนอเรื่องราวว่าด้วยเรื่องการลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนาตรีว่าด้วยการลาของข้าราชการ พ.ศ.๒๕๕๕ ที่ก.ค.ศ. มีมติให้นำระเบียบดังกล่าวมาบังคับใช้กับเพื่อนข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโดยอนุโลม ตามหนังสือ ก.ค.ศ. ที่ ศธ. ๐๒๐๖.๗/ ๔๒ ลงวันที่ ๒๒ กุมภาพันธ์  ๒๕๕๕ โดยเฉพาะการลาป่วย ลากิจส่วนตัว ซึ่งใกล้ตัวเพื่อนข้าราชการครูเรา

การลาตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการลาของข้าราชการ  พ.ศ. ๒๕๕๕ มี  ๑๑  ประเภท  คือ

๑.      การลาป่วย

๒.      การลาคลอดบุตร

๓.      การลาไปช่วยเหลือภริยาที่คลอดบุตร

๔.      การลากิจส่วนตัว

๕.      การลาพักผ่อน

๖.      การลาอุปสมบทหรือการไปประกอบพิธีฮัจย์

๗.      การลาเข้ารับการตรวจเลือกหรือเข้ารับการเตรียมพล

๘.      การลาไปศึกษา ฝึกอบรม  ปฏิบัติการวิจัย  หรือดูงาน

๙.      การลาไปปฏิบัติงานในองค์การระหว่างประเทศ

๑๐.    การลาติดตามคู่สมรส

๑๑.    การลาไปฟื้นฟูสมรรถภาพด้านอาชีพ

วันนี้ขอเน้นไปที่ลาป่วยและลากิจส่วนตัว

การลาป่วย  หมายความว่า  เป็นการลาหยุดเพื่อรักษาตัวเมื่อมีอาการป่วย

หลักเกณฑ์การลา

– ลาป่วยติดต่อกันตั้งแต่สามสิบวันขึ้นไปต้องมีใบรับรองแพทย์

– การลาป่วยไม่ถึงสามสิบวัน ไม่ว่าจะเป็นครั้งเดียวหรือหลายครั้งติดต่อกัน ถ้าผู้มีอำนาจอนุญาตเห็นสมควรจะสั่งให้มีใบรับรองแพทย์ หรือสั่งให้ผู้ลาไปรับการตรวจจากแพทย์ของทางราชการ เพื่อประกอบการพิจารณาอนุญาตก็ได้

–  มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลาป่วยปีหนึ่งได้  ๖๐ – ๑๒๐ วัน

การเสนอหรือจัดส่งใบลา

–  ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ  จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต

– ให้เสนอ  หรือจัดส่งใบลาก่อนหรือในวันที่ลาก็ได้ ยกเว้นในกรณีจำเป็นจะเสนอหรือจัดส่งใบลาในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการก็ได้

– กรณีป่วยจนไม่สามารถจะลงชื่อในใบลาได้ จะให้ผู้อื่น ลาแทนก็ได้ แต่เมื่อสามารถลงชื่อได้แล้วต้องเสนอหรือจัดส่งใบลาโดยเร็ว

– การลาป่วย แม้จะมีราชการจำเป็นเกิดขึ้นในระหว่างลาป่วยอยู่นั้น ผู้มีอำนาจอนุญาตก็ไม่สามารถเรียกตัวผู้นั้นมาปฏิบัติงานได้ ทั้งนี้เพราะการลาป่วยเป็นเรื่องจำเป็น

 

   การลากิจส่วนตัว หมายความว่า เป็นการลาหยุดเพื่อทำธุระ  เช่น ลาหยุดเพื่อดูแลรักษาผู้ป่วย เป็นต้น

การลากิจส่วนตัวอาจแยกได้  ดังนี้

(๑)     การลากิจส่วนตัว  (ด้วยเหตุอื่น)

(๒)     การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร

    หลักเกณฑ์การลากิจส่วนตัวด้วยเหตุอื่น

–    มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา เมื่อมีราชการจำเป็นเกิดขึ้นในระหว่างลากิจส่วนตัวอยู่นั้น ผู้บังคับบัญชาหรือผู้มีอำนาจอนุญาตจะเรียกตัวผู้นั้นมาปฏิบัติงานก็ได้

หลักเกณฑ์การลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร

– ข้าราชการที่ได้ลาคลอดบุตร ๙๐ วัน (นับวันหยุดราชการรวมด้วย) โดยได้รับเงินเดือน(ตามที่กำหนดในข้อ ๑๙)แล้ว มีสิทธิลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตรต่อเนื่องจากการลาคลอดบุตรไม่เกิน ๑๕๐ วันทำการ  โดยไม่มีสิทธิได้รับเงินเดือนระหว่างลา

– ระหว่างลากิจส่วนตัวเพื่อเลี้ยงดูบุตร แม้จะมีราชการจำเป็นเกิดขึ้นในระหว่างลาอยู่นั้นผู้มีอำนาจอนุญาตก็ไม่สามารถเรียกตัวผู้นั้นมาปฏิบัติงานได้

การเสนอหรือจัดส่งใบลา  (ลากิจส่วนตัวด้วยเหตุอื่น หรือเพื่อเลี้ยงดูบุตร)

– ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาต

– ต้องได้รับอนุญาตก่อนจึงหยุดราชการได้ เว้นแต่ มีเหตุจำเป็นไม่สามารถรอรับอนุญาตได้

-ให้จัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุจำเป็นไว้แล้วลาหยุดไปก่อนได้  แต่จะต้องชี้แจงเหตุผลให้ผู้มีอำนาจอนุญาตทราบโดยเร็ว หรือมีเหตุพิเศษ ที่ไม่อาจเสนอหรือจัดส่งใบลาก่อนหยุดได้ เมื่อหยุดไปแล้ว ให้เสนอหรือจัดส่งใบลาพร้อมระบุเหตุผลความจำเป็นต่อผู้บังคับบัญชาตามลำดับ จนถึงผู้มีอำนาจอนุญาตทราบทันทีในวันแรกที่มาปฏิบัติราชการ

อำนาจการอนุญาตการลา

ผู้อำนวยการสถานศึกษา

ลาป่วย ครั้งหนึ่งไม่เกิน ๖๐ วันทำการ

ลากิจส่วนตัว ครั้งหนึ่งไม่เกิน  ๓๐  วันทำการ

นอกเหนือจากนี้เป็นอำนาจ ผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา

ส่วนเกณฑ์การลาบ่อยครั้ง ก็ไม่ควรหลงและลืม

ปฎิบัติงานในโรงเรียน ลาเกิน ๖ ครั้ง

เกณฑ์การมาสายเนื่องๆ

ปฎิบัติงานในโรงเรียน สายเกิน ๘ ครั้ง

เพราะข้อพึงระวัง

ลาเกิน(ลาบ่อยครั้ง)จำนวนครั้งที่กำหนด ไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน

เว้นแต่ถ้าวันลาไม่เกิน ๑๕ วันและมีผลการปฏิบัติงานดีเด่นอาจผ่อนผันให้เลื่อนขั้นเงินเดือนได้

มาทำงานสายเนื่องๆ ไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน
ลาป่วย + ลากิจส่วนตัว เกินกว่า ๒๓ วันทำการ ไม่ได้เลื่อนขั้นเงินเดือน
จึงอยากทบทวนเพื่อให้เพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษาอย่างเรา ๆ ไม่พลาดในเรื่องใกล้ตัว

 ที่มา http://www.krukittin.info

www.kpt1.go.th
https://krukomsun.wordpress.com

โหลด mind map คลิก

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *