สำคัญที่สุดสำหรับการศึกษาขั้นพื้นฐาน!อ่านเลย!

กระทรวงศึกษาธิการ “ไม่สำเหนียก” ถึงเรื่อง “วุฒิภาวะทางการศึกษา” และ “พัฒนาการของวัยแห่งการเรียนรู้เลยหรือ ?”…

เด็กเล็กๆถึงขั้น “สอบเข้าชั้น ป.1.”อย่างเอิกเกริกออกหน้าออกตา กันแล้วหรือ ?

เด็กอนุบาล 3 ต้องถูกยัดเยียด บวก ลบ คูณ หาร เลข 3 หลัก เพื่อสามารถสอบเข้าโรงเรียนดังๆให้ได้..

มีใครเคยคิดบ้างหรือไม่ว่า “การที่กระทรวงศึกษาธิการ ทั้งๆที่รู้เห็น” และ “ยังปล่อยให้เป็นไป”เช่นนี้..มันได้ทำลาย “ศักยภาพ, พัฒนาการทักษะชีวิต Life Skill และความคิดสร้างสรรค์ Creative ที่กำลังเติบโต” ไปมากเท่าไรแล้ว..หรือว่ากระทรวงศึกษาธิการกำลังชื่นชมยินดี กับความเป็นไปเช่นนี้..

นักการศึกษาทั้งหลาย เขาหวั่นวิตกว่า..ในการเริ่มต้นชีวิต และการเรียนรู้

Traditional schooling, however, often inhibits learning by discouraging, ignoring, or punishing the brain’s natural learning processes.

กระทรวงศึกษาธิการ ควรตระหนักและใส่ใจเรื่อง วุฒิภาวะ และจิตวิทยาการเรียนรู้ “Maturity and Psychology of Learning” ให้มากกว่าที่เป็นอยู่ ถ้าหาต้องการสร้างศักยภาพของเด็กไทยให้ทัดเทียมกับอารยะประเทศ..”ท่านต้องฟูมฟักหน่ออ่อนทางการศึกษา ให้พวดเขามีโอกาพัฒนาการตามวัย” ดังนี้..

ชั้นอนุบาล 1-3 เตรียมความพร้อม วางพื้นฐาน และพัฒนาทักษะชีวิต Life Skill อย่างเป็นขั้นตอน…เรียน เล่น “อยากรู้เห็น” ในสิ่งต่างๆ…

ชั้น ประถมปีที่ 1-3 เรียนรู้ 3R คือ 3R ได้แก่ Reading (อ่านออก), (W)Riting (เขียนได้) และ (A)Rithmetics (คิดเลขเป็น)..ป.4.แสดงออกถึง “ทักษะตามวัย เรื่อง 3R…

ชั้น ป.5-6 วางพื้นฐาน เตรียมพร้อม การเรียน 8C และชั้นมัธยม ก็เรียนรู้และฝึกทักษะ 8C อันได้แก่… 8C คือ

1.Critical Thinking and Problem Solving : การคิดอย่างมีวิจารณญาณ แก้ไขปัญหาได้
2.Creativity and Innovation : คิดอย่างสร้างสรรค์ คิดเชิงนวัตกรรม
3.Cross-cultural Understanding : ความเข้าใจความแตกต่างทางวัฒนธรรม กระบวนการคิดข้ามวัฒนธรรม
4.Collaboration teamwork and leadership : ความร่วมมือ การทำงานเป็นทีม และภาวะผู้นำ
5.Communications information and media literacy : ทักษะในการสื่อสาร และการรู้เท่าทันสื่อ
.Computing and ICT literacy :ทักษะการใช้คอมพิวเตอร์ และการรู้เท่าทันเทคโนโลยี
7.Career and learning skills : ทักษะทางอาชีพ และการเรียนรู้ และ
8.Compassion : มีคุณธรรม มีเมตตา กรุณา มีระเบียบวินัย

 

บทความนี้ ขอเรียกร้องกระทรวงศึกษาธิการว่า…
จงสร้าง “สิ่งแวดล้อม”กล่อมเกลาเมื่อเยาว์วัย

ทันทีที่หลุดออกมาจากท้องแม่ ทารกเริ่มเรียนรู้และพัฒนาศักยภาพ Learning and Development” ทั้ง “ทางกายและใจ Body and Mind”โดยอาศัย “สิ่งแวดล้อม Environment ”เป็นตัว “กระตุ้น stimulate”ตลอดเวลาไม่มีช่วงจังหวะใดที่จะหยุดหย่อน

มันเป็นไปตามธรรมชาติของสิ่งมีชีวิตทั้งมวล ความหิว…ทำให้เด็กร้อง และเรียนรู้ว่า เมื่อร้องไห้จะได้อาหารคือน้ำนม

เด็กจึง “ร้อง” และได้ “กินนม”ในครั้งต่อๆมา
การ “ร้องไห้ คือ การสร้างเหตุ” และ “ได้กินนม คือ ผล ที่ได้จากการสร้างเหตุ”คือการร้องไห้”..นี่คือ “การเรียนรู้ Learning”….

พ่อแม่ ครอบครัว และคุณครูทั้งหลายจะ “ใช้แนวทางนี้ Using this Approach” ดีกว่านะครับ

ในการ “สร้างการเรียนรู้ Create a Learning” ของเด็กให้เหมาะสมกับแต่ละวัยได้อย่างไร..แน่นอน ต้องเป็น Learning by Doing..แต่จะ Learning อะไร ?..นี้คือสิ่งที่ต้องคิด และออกแบบการเรียนรู้ Learning Design…เพื่อให้ “ผู้เรียน Learner” สร้างคุณสมบัติในตัวเองคือ Knowledge, Skills, Attitude and Behavior หรือพูดให้ชัด “เรียนรู้ความเป็นคน.. Learn how to be Human being” นั่นเอง..และคุณครูต้องรู้ด้วย “สัญชาตญาณความเป็นครู”ว่า

Knowledge คือ ความรู้ ต้องเรียนแบบ Learning by Doing นั้นคือ Experience Learning ซึ่งใช้วิธีเรียนรู้ด้วยการ “การแก้ปัญหาจากประสบการณ์” ด้วยตนเอง นี่คือการเรียนรู้โดยวิธีธรรมชาติที่ได้ผล และถูกต้องที่สุด

Skills คือ ทักษะ แปลว่า “ความชำนาญ” จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วยการ “ฝึกฝน Practice”เท่านั้น

Attitude คือ ทัศนคติ จะเกิดขึ้นได้ ก็ด้วนการ “ฝึกฝนและอบรม Trained and Practiced” โดยการเข้าไปมีส่วนร่วมโดยตรง Active Participation กับสถานการณ์ Situation ในโลกแห่งความเป็นจริง Real World เพราะมนุษย์เป็นสัตว์สังคม The Social Animal เรียนรู้ด้วยการและเปลี่ยนและซึมซับทางสังคม เรียกว่า Social Negotiation นั่นเอง

Behavior คือ พฤติกรรม เรียนรูด้วยกระบวนการกลุ่ม ที่เรียกว่า Cooperative and Collaborative Learning หรือ การเรียนรู้แบบช่วยเหลือเกื้อกูลกัน และการเรียนร่วมกัน..พร้อมๆกันกับการ “ปรับพฤติกรรม behavior Modification” ด้วยแรงจูงใจ หรือ Motivation รูปแบบต่างๆ และเป็นแรงจูงใจเชิงบวก Positive Incentive ต่างๆ

ท่านที่เคารพ การศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21.นั้นคือการสร้างความรู้ด้วยตนเอง เรียนรู้ด้วยการแก้ปัญหาจากประสบการณ์โดยตรง ครูมีหน้าที่อำนวยความสะดวก The Facilitator และ “ปรับแต่องค์ความรู้ Customization Knowledge ให้มีคุณค่าต่อตนเองและสังคม ด้วย “กิจกรรมอันทรงคุณค่า” เช่น การลูกเสือ เนตรนารี ยุวกาชาด และคุณธรรมทางศาสนาของตน…
พระพุทธเจ้าสอนเรื่อง การสร้างเหตุ เพื่อให้เกิดผลตามที่ต้องการมาตั้ง ๒๖๐๐ ปีมาแล้ว

แต่เราไม่เฉลียวใจและเอามาใช้ให้เกิดประโยชน์อย่างจริงจัง
ในยุคหลังๆเพียงไม่กี่ปีมานี้เอง ที่นักการศึกษาตะวันตกฮือฮากัน พิมพ์หนังสือขายดีไปทั่วโลก สโลแกนของหนังสือมีว่า “ Begin at the end”

มันเป็นการเล่นคำ แบบ “เซน”ของฝรั่ง หมายความว่า เมื่อต้องการความสัมฤทธิ์ผลทางการเรียนอย่างไร( At the end ) ก็ให้เริ่มต้นสร้างเหตุแห่งความสัมฤทธิ์ผล “เป้าหมาย”อันนั้น (Begin)

ผมเอามาจากหนังสือชื่อ Understanding by Design ของ Grant p.Wiggins และ Jay Mctighe ตอนที่พูดถึง Backward Design. นะครับ ไปลองหาอ่านดูนะครับ

ถ้าไม่มีเวลาก็อ่านฉบับ Overview ใน Internet ก็ได้ครับ
นักวิชาการค่ายอื่นๆ เช่น Behaviorism หรือพวก Cognitive หรือกลุ่ม Constructivism ก็ล้วนแต่เทความสำคัญมาให้กับ “เหตุ Cause”คือการสร้างสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้ เพื่อให้เกิด “ผล Results”ตามที่ตั้งเป้าหมายหรือวัตถุประสงค์ที่ต้องการเอาไว้ทั้งนั้น

เมื่อร่างกายของทารกเกิดการ “สัมผัส”กับสิ่งแวดล้อมภายนอก อันได้แก่ รูป เสียง กลิ่น รส และความละมุน ละมัยจากการอุ้มชูโอบกอดด้วยความรักใคร่ ถนุถนอม…เป็นแก้วตาดวงใจตัวน้อยของครอบครัว..และการให้ใจลงไปในการอุ้มชูเลี้ยงดูนั้น มัสสัมผัสกันได้..

การสัมผัสอันนี้สำคัญมาก…มัน “ปลูกฝัง” ความรู้สึก ความทรงจำ ทัศนคติ อารมณ์ทางจิตให้แก่หัวใจดวงน้อยนี้ และพัฒนาเติบโตต่อไปในอนาคตซึ่งจะมีคุณสมบัติเช่นไรนั้น…ก็แล้วแต่สิ่งที่ได้ “ปลูกฝังลงไป”แล้วนี้…..

ท่านสร้าง “เหตุ”ไว้เช่นไร “ผล”ก็ออกมาเป็นเช่นนั้น ไม่มีทางเกิดผลเป็นอื่นไปได

ปลูกมะพร้าวเป็นต้นขึ้นมาแล้ว มันต้องออกลูกมาเป็นลูกมะพร้าววันยังค่ำ ไม่มีทางที่ต้นมะพร้าวจะออกลูกมาเป็นมะม่วงไปได้เลย….

กรรมทั้งหลายย่อมเกิดจาก “เจตนา หรือ Intent”สร้าง “เหตุ”แห่งกรรมนั้น เช่น
อยากให้เด็กในวันนี้เจริญเติบโตแข็งแรงมีร่างกายใหญ่โตเหมือนฝรั่ง ก็จงใช้วิทยาศาสตร์อาหารและโภชนาการเลี้ยงดู

อยากให้เขาเป็นคนพูดจาสุภาพเรียบร้อยก็ต้องสร้างสิ่งแวดล้อมทางหูที่ดีขึ้นมา
อยากให้เขา “ดีงาม”ไปในทางไหนก็สร้างสิ่งแวดล้อมที่จะให้ผลในทางนั้น

อยากให้เขามีจิตใจที่ดีงาม ก็จงสร้าง “ผัสสะ หรือ Contact ” หรือ “สัมผัส”ที่ดีงาม ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ สิ่งดีงามที่เขา เห็น ได้ยิน ได้กลิ่น ได้รส ได้แตะต้อง เหล่านี้แหละ จะไปสร้างจิตใจที่งดงามและเจริญเติบโตต่อไปในอนาคต

ขอจงมาสร้างเหตุแห่งการเรียนรู้อย่างถูกวิธีกันเถิดครั

สุทัศน์ เอกา

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *