เกษียณอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข?

เดือนกันยายนและตุลาคมของทุกปีเป็นเดือนที่มีวาระแห่งการเฉลิมฉลองที่น่ายินดีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือ ความยินดีกับผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการ มีเวลากลับไปอยู่บ้าน เลี้ยงหลาน พักผ่อนก่อนคนอื่น อย่างที่สอง คือ ยินดีกับผู้ที่ได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งเป็นใหญ่เป็นโตขึ้น ในวาระการโยกย้ายประจำปีของราชการ

ผู้ใหญ่ที่รู้จักมักคุ้นกันมาหลายสิบปี ทยอยเกษียณอายุราชการกันไปเรื่อยๆ ปีแล้ว ปีเล่า หลายคนเกษียณแล้ว ยังมีอะไรให้ทำต่อ เช่น ไปเป็นที่ปรึกษาบ้าง ทำงานวิชาการที่ตัวเองถนัดบ้าง ที่มีธุรกิจส่วนตัวเป็นอาชีพเสริมระหว่างรับราชการ พอเกษียณก็ได้มีโอกาสออกไปดูแลธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว

ขณะที่บางคน เกษียณแล้ว ไม่อยากทำอะไรอีก อยากมีเวลาให้ตัวเอง อยู่กับลูกหลาน วางแผนเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประมาณว่า ตอนรับราชการไม่เคยมีเวลาแบบนี้เลย เพราะวุ่นอยู่แต่กับงาน จนหลงลืมว่าน่าจะทำอะไรให้ตัวเองบ้าง ช่วงเกษียณอายุราชการนี่แหละ…ที่จะได้ทำอะไรแบบ “ชีวิตมีหรือชีวิตเหลือน้อยแล้ว…ใช้ซะ”

ในบรรดาคนเกษียณอายุราชการถ้าพูดในแง่ความรู้สึก มีคน 2 แบบที่น่าสนใจ แบบแรก พวกที่ทำใจได้ คนกลุ่มนี้ไม่น่าเป็นห่วง เพราะเข้าใจความเป็นไปของชีวิต มีการเตรียมความพร้อมก่อนเกษียณมาเป็นอย่างดี มีความสุขที่จะได้ใช้ชีวิตในบั้นปลายทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และรักในสิ่งที่ตัวเองทำ ปลดแอกชีวิตจากการเป็นมนุษย์เงินเดือนและหรือผู้บริหารที่ต้องกินกาแฟอยู่แต่ในห้องประชุม สัมมนาตลอดเวลา มาเป็นชีวิตที่ไม่ต้องรีบเร่ง ง่ายๆสบายๆ ความรู้สึกของคนกลุ่มนี้จึงไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลง ไม่มีอะไรต่างไปจากวันที่เคยไปทำงานเพราะเหตุอย่างเดียวคือ ทำใจได้

พวกที่สอง คือ พวกที่ทำใจไม่ได้ โดยเฉพาะคนที่เป็นใหญ่เป็นโต เป็นเจ้านาย เคยมีลูกน้องรายล้อม แต่พอเช้าวันที่ 1 ตุลาคม วันที่ไม่ต้องไปทำงาน ชีวิตเปลี่ยนหมด ไม่มีลูกน้องมารายล้อม เผลอๆลูกน้องเตรียมตัวไปตั้งหลักกับนายใหม่ตั้งแต่ 1-2 เดือนก่อนเสียด้วยซ้ำ กาแฟที่เคยมาเสิร์ฟถึงโต๊ะตอนเช้าโดยเลขานุการ อาจต้องกลายเป็นกินเอง นั่งเก็บของที่เก็บมาจากที่ทำงานเข้าตู้ ไม่มีคนขับรถมารับที่บ้านเหมือนทุกวัน หันมองไปทางไหน จะใช้สอยใครก็ไม่มี พวกนี้บางทีเกิดอาการรับไม่ได้ ทำใจไม่ได้ ซึ่งน่าเป็นห่วงมาก

วิธีที่ดีที่สุดที่จะดูแลจิตใจของผู้เกษียณอายุราชการกลุ่มนี้ คือ เปลี่ยนวิธีคิด…..

ท่านปัญญานันทภิกขุ เคยสอนว่า คนเรานั้นไม่ได้ทุกข์ที่ไหนเลย ความทุกข์ที่เกิดขึ้นนั้นก็เพราะความคิดของตัวเองทั้งสิ้น

เพราะฉะนั้น ถ้าเราคิดว่า วันเกษียณอายุราชการเป็นวันสุดท้าย เป็นจุดจบที่ชีวิตเราจะไม่มีค่า ไม่มีความหมาย ไม่มีตำแหน่งแห่งหนอีกแล้ว เราก็จะมีแต่ความทุกข์ แต่ถ้าเราเปลี่ยนวิธีคิดว่า วันที่ 1 ตุลาคม ที่ไม่ต้องไปทำงาน ก็เป็นแค่วันธรรมดาๆวันหนึ่ง ที่เราจะได้หยุดงาน ไม่มีประชุม ไม่มีเรื่องหนักๆมาให้แก้ปัญหาให้ปวดหัว และเป็นวันที่เราจะได้เริ่มต้นมีเวลาเป็นของตัวเองได้อยู่กับครอบครัวมากขึ้น หลังจากที่เราเอาเวลาของเราไปให้กับชีวิตการทำงานมากกว่า 10 กว่าชั่วโมงในแต่ละวันมานานถึงกว่า 30-40 ปี

ยิ่งตำแหน่งใหญ่โตมากเท่าไหร่ ภาระที่เคยมีก็มากเท่านั้น วันที่เกษียณแล้วก็ถือว่าหมดภาระสบายขึ้น ไม่ดีกว่าหรือจะสุข จะทุกข์ เหงา เศร้า ก็อยู่ที่วิธีคิดนี่ละ…

นักจิตวิทยา บอกว่า ความเครียดที่เกิดขึ้นกับคนเกษียณ คือ ความรู้สึกในเชิงคุณค่าต่อตัวเองลดลง ยิ่งเคยมีงาน มีตำแหน่ง พอไม่มีก็รู้สึกว่าตัวเองไม่มีคุณค่า ซึ่งจริงๆแล้วไม่ใช่เลย คุณค่าไม่ได้อยู่ที่มีตำแหน่งหรือไม่มีตำแหน่ง แต่อยู่ที่ตัวเองจะคิดต่อตัวเองอย่างไรต่างหาก

สำคัญที่สุด ที่จะทำให้คิดแบบนี้ได้ต้องมีการเตรียมตัวมาก่อน เรียกว่า เตรียมตัวก่อนเกษียณ ถ้าคิดว่าจะไม่มีอะไรทำก็ต้องหาอะไรทำ เช่นบางคนชอบเล่นกอล์ฟ พอเกษียณปุ๊บ…ไปตีกอล์ฟเลย ตีอย่างสบายใจ บางคนชอบเที่ยว เกษียณปุ๊บ…วางโปรแกรมเที่ยวเลย เริ่มต้นอะไรใหม่ๆให้ตัวเอง เปลี่ยนกิจวัตรจากขึ้นรถไปทำงานเป็นไปสนามกอล์ฟ หรือ ไปเที่ยวแทน ส่วนผู้หญิงก็อาจจะไปช็อปปิ้ง เสริมสวย นวดหน้า นวดตัว ทำอะไรก็ได้ให้ตัวเองมีความสุข

ช่วงแรกๆไม่ควรอยู่บ้านเฉยๆเพราะจะทำให้หงอยเหงา เป็นการเปลี่ยนแบบฉับพลันทันที เสี่ยงต่อการเกิดภาวะซึมเศร้า พยายามหากิจกรรมทำนอกบ้านบ้าง ไปพบปะเพื่อนฝูง นัดเพื่อนวัยเกษียณด้วยกันไปหาของอร่อยทาน ไปเดินงานแฟร์ที่มีจัดอยู่ตลอดเวลา อาจจะไปหาของมาแต่งบ้าน จัดห้องนอนใหม่ ไปออกกำลังกายเพื่อสุขภาพ สุดแล้วแต่ความชอบของแต่ละคน

ยิ่งยุคนี้สมัยนี้เทคโนโลยีก้าวหน้า ฝรั่งบอกว่า คนแก่หรือคนเกษียณก็จำเป็นที่จะต้องรู้เท่าทันเทคโนโลยีจะได้ติดต่อกับคนอื่นๆได้ หัดเล่นไลน์ เฟซบุ๊ก ให้เป็นพื้นที่ที่มีโอกาสได้พูดคุยได้แลกเปลี่ยนกับโลกภายนอก

ดูแลสุขภาพของตัวเองให้ดีอย่าให้ป่วย เน้นหลักพอเพียง ใช้จ่ายพอประมาณ มีมากก็ออมไว้บ้างเพราะเราอาจต้องอยู่ถึง 80-90 ปีก็ได้ คนสมัยนี้อายุยืนมาก หางานอดิเรกที่ชอบทำอย่างที่บอก ในประเทศตะวันตกหลายประเทศคนเกษียณอายุไปสมัครทำงานจิตอาสาในโรงเรียน โรงพยาบาล บางคนไปนั่งขายบัตรที่พิพิธภัณฑ์บ้าง สวนสัตว์บ้าง ก็มีความสุขดี บางคนไปเรียนทำอาหาร เป็นต้น หรือบางคนก็พยายามหากิจกรรมที่ทำให้ได้ใช้สมองป้องกันสมองเสื่อม เช่น เล่นซูโดกุบ้าง หมากรุก หมากฮอส ครอสเวิร์ด หรือ เล่นเกมออนไลน์ยอดฮิตอย่างแคนดี้ ครันช์ ก็ถือว่าช่วยให้เพลินๆได้พอสมควรทีเดียว

ชีวิตหลังเกษียณของแต่ละคนยาวสั้นไม่เท่ากัน แต่ถ้ารู้จักเริ่มต้นเปลี่ยนวิธีคิด แค่รู้สึกว่าวันเกษียณเป็นแค่เวลาที่เปลี่ยนผ่าน และเราก็แค่ข้ามถนนไปเดินที่ถนนเส้นใหม่ ซึ่งไม่ใช่เส้นเดิมที่เราเดินผ่านมาก็แค่นั้น แค่นั้นจริงๆ

ลองทำดู แล้วจะรู้ว่าความสุขไม่ได้อยู่ไกลตัวอย่างที่คิด ขอให้ทุกท่านมีความสุขในช่วงวัยหลังเกษียณอายุราชการนะคะ.

วันวิสาข์ ชูชนม์ https://www.thairath.co.th/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *