เครือข่ายครูโคราชรวมตัวประกาศจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีวิชาชีพครู ค้านใช้คำว่า’ครูใหญ่’แทนผู้อำนวยการ

ที่บริเวณลานอนุสาวรีย์ท้าวสุรนารี อ.เมืองนครราชสีมา เครือข่ายครูโคราช จำนวน 300 คน จากการนำของนายไพฑูรย์ อักษรครบุรี ประธานเครือข่ายครูโคราช และนายเมธี คอบตะขบ รองเลขาธิการเครือข่ายครูโคราช รวมตัวกันชุมนุมแถลงการณ์ประกาศจุดยืนปกป้องศักดิ์ศรีวิชาชีพครู พร้อมกับเรียกร้องให้รัฐบาลชุดใหม่แก้ปัญหา 4 ข้อ ประกอบด้วย

1.ให้มีการเสนอแก้ไขรายละเอียดในมาตราที่ 37 ของร่างพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติโดยมีสาระสำคัญคือผู้ที่จะเป็นครูต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูและยกเลิกการใช้ใบรับรองความเป็นครู 

2.เสนอให้แก้ไขมาตราที่ 38 ชื่อเรียกตำแหน่งให้ใช้คำว่า ผู้อำนวยการสถานศึกษา โดยให้ยกเลิกคำว่า ครูใหญ่ และใช้คำว่า รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ยกเลิกคำว่า ผู้ช่วยครูใหญ่ และต้องมาจากบุคลากรวิชาชีพครูเท่านั้น 

3.ประเด็นเรื่องความก้าวหน้าทางวิชาชีพเสนอให้มีวิทยะแก่ครูและบุคลากรทางการศึกษาที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูทั้งก่อนและหลังการประกาศใช้ พรบ.การศึกษาแห่งชาติตามหลักเกณฑ์ที่กำหนด 

4.เสนอให้รัฐบาลชุดใหม่ใช้ความรอบคอบถึงหลักปฏิบัติและบทบัญญัติตามมาตรา 77 และมาตรา 172 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 และเสนอร่าง พรบ.การศึกษาแห่งชาติเข้าสู่การพิจารณาของรัฐสภาอันเป็นแนวทางที่เหมาะสมในการตรากฎหมายที่สำคัญของประเทศชาติแทนการเสนอเป็นพระราชกำหนด

นายไพฑูรย์ อักษรครบุรี ผู้อำนวยการโรงเรียนนารากอรพิมพ์ อ.ครบุรี ในฐานะประธานเครือข่ายครูโคราช กล่าวว่า การออกมาเคลื่อนไหวเรียกร้องครั้งนี้เพื่อเป็นการปกป้องศักดิ์ศรีวิชาชีพครูที่กำลังถูกย่ำยี โดยไม่ได้มีการเมืองอยู่เบื้องหลังแต่อย่างใด โดยเฉพาะประเด็นที่จะออกใบรับรองความเป็นครู แทนใบประกอบวิชาชีพครู ซึ่งครูเป็นวิชาชีพชั้นสูงมีมาตรฐานวิชีพเป็นตัวกำหนดคนที่จะมาประกอบวิชาชีพครูจึงควรเป็นคนที่มีเจตคติ ค่านิยม มีความเคารพศรัทธาต่อวิชาชีพอย่างแท้จริง และมีใบประกอบวิชาชีพเป็นตัวกำกับ จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะจะยกเลิกการใช้ใบประกอบวิชาชีพครู และการยกเลิกก็จะมีผลต่อวิทยะฐานะครูในอนาคต 

และประเด็นการใช้คำว่า ครูใหญ่ แทน ผู้อำนวยการสถานศึกษา และคำว่า ผู้ช่วยครูใหญ่ แทนคำว่า รองผู้อำนวยการสถานศึกษา ซึ่งครูทั่วประเทศเห็นว่าเรื่องนี้ไม่ใช่สาระในการปฏิรูปการศึกษา และการเปลี่ยนแปลงดังกล่าวนี้เป็นการลดทอนขวัญกำลังใจของผู้ปฏิบัติหน้าที่โดยตรง ที่สำคัญการเปลี่ยนแปลงชื่อเรียกตำแหน่งผู้บริหารครั้งนี้ไม่ได้เกิดประโยชน์ใด ๆ ต่อเด็กนักเรียนหรือการจัดการเรียนการสอนของสถานศึกษา รวมถึงไม่ได้เป็นผลดีต่อการปฏิรูปการศึกษาไทยแต่อย่างใด

ที่มา : http://news.ch3thailand.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *