เด็กอนุบาลไม่ควรมีการบ้านจริงหรือ? (บทความจากผู้เชี่ยวชาญการศึกษาเด็กปฐมวัย)

ในยุคที่ยึดเด็กเป็นศูนย์กลาง พ่อแม่บางคนมีความเชื่อว่า “เด็กอนุบาลไม่ควรมีการบ้าน” เมื่อครูให้การบ้านกลับมา ก็ไม่สนับสนุนหรือกระตุ้นให้ลูกทำการบ้าน  การทำเช่นนี้จะทำให้ลูกได้หรือเสียอะไรไปบ้าง  เพราะการบ้านจริงๆ แล้วก็มีผลดีในแง่ที่ทำให้เด็กมีวินัย มีความรับผิดชอบ  และปริมาณการบ้านแค่ไหนจึงจะเหมาะกับเด็กอนุบาล และการบ้านของเด็กวัยนี้ควรมีลักษณะอย่างไร

 

เมื่อพูดถึงการบ้านของเด็กอนุบาลนั้น ในเด็กเล็กๆ เช่นเด็กอนุบาลที่เริ่มไปโรงเรียนสัปดาห์แรกๆ ยังอยู่ในช่วงปรับตัวกับสภาพแวดล้อมใหม่ๆ ของโรงเรียน ที่มีครูใหม่ ของเล่นใหม่ เพื่อนใหม่หลายๆ คน ที่แต่ละคนก็มาจากบ้านต่างกัน กฎระเบียบใหม่ๆ มากมาย ในระยะนี้ บางโรงเรียนมักไม่ค่อยให้การบ้าน แต่เมื่อเด็กโตขึ้นอยู่ชั้นอนุบาล 2 หรืออนุบาล 3  ที่อีกไม่นานก็ขึ้นชั้นประถมศึกษาที่มีการบ้านแล้ว ครูอนุบาลจึงมักให้การบ้านบ้าง แต่หลักใหญ่ของการให้การบ้านมักมีจุดมุ่งหมายเพื่อฝึกความรับผิดชอบ ความมีวินัย ซึ่งมากน้อยเหมาะสมกับวัย และสอดคล้องกับสิ่งที่เรียนในโรงเรียน

การพัฒนาเด็กอนุบาลนั้น เป็นการพัฒนาเด็กโดยองค์รวม หมายถึง การพัฒนาทั้งตัว ทั้งให้มีร่างกายที่แข็งแรง กล้ามเนื้อใหญ่ดี ทรงตัวเคลื่อนไหวได้ดี กล้ามเนื้อเล็ก เช่น กล้ามเนื้อมือ (ที่ต้องใช้จับดินสอในโอกาสต่อไป) ดี มีอารมณ์ดี สดชื่น แจ่มใส รักการไปโรงเรียน มีจิตใจดี มีคุณธรรม จริยธรรมดี รู้จักรับผิดชอบตามวัย  ปฏิบัติตามกฎ กติกา ข้อตกลงในการอยู่ร่วมกัน (ในโรงเรียน)  รวมทั้งมีทักษะที่ต้องใช้ในการเรียนรู้ดีด้วย

การบ้านของเด็กอนุบาลจึงมิได้หมายถึงการเรียนรู้เนื้อหาสาระแต่เพียงอย่างเดียว ฉะนั้นเมื่อเด็กยังเล็กอยู่ การบ้านอาจเป็นการให้นำสื่อหรืออุปกรณ์ชิ้น 2 ชิ้นไปโรงเรียน หรือเป็นการฝึกลากเส้น โยงเส้นจับคู่สิ่งที่เหมือนกัน จำนวนที่เท่ากัน วาดรูปตามจินตนาการ ซึ่งเป็นการฝึกการบังคับกล้ามเนื้อมือ ให้สามารถลากเส้นไปตามทิศทางที่ต่อมาต้องใช้ในการเขียน ซึ่งเป็นการฝึกให้เด็กมีความรับผิดชอบ ต้องทำตามที่ครูสั่งมา และเมื่อเริ่มอ่านหนังสือได้ (ส่วนใหญ่อยู่ในช่วง 5 ปีกว่า หรือชั้นอนุบาล 3) การบ้านจึงมีลักษณะของการให้ฝึกอ่าน เช่น อ่านหนังสือนิทาน เป็นต้น สำหรับเรื่องการอ่านมักได้ผลดี เพราะผู้ปกครองสามารถมีเวลากับลูกของตนที่มีเพียงคนเดียว หรือฝึกทีละคนได้ ไม่เหมือนครูที่ต้องฝึกเด็ก 25-30 คน

แม้การบ้านจะมีประโยชน์อย่างที่กล่าวมา แต่การบ้านควรเหมาะสมกับความสามารถของเด็ก และทำเท่าที่จำเป็น เช่น เด็กเข้าใจแล้วจากการสอนของครูที่โรงเรียน การบ้านจึงเป็นการฝึกฝนให้เกิดความชำนาญและจำได้  ต้องคิดอยู่เสมอว่าเด็กทำกิจกรรมที่โรงเรียน อยู่ห่างผู้ปกครองมาหลายชั่วโมงแล้ว  เมื่อกลับมาถึงบ้าน เด็กควรมีความรู้สึกรู้สึกสบายใจ บรรยากาศที่ดีในการทำการบ้านจึงเป็นเรื่องจำเป็น อีกทั้งเด็กมีความสามารถไม่เท่ากัน การบ้านที่ครูให้มาเท่ากับเด็กคนอื่นๆ ในห้องเดียวกัน อาจมากเกินไปสำหรับลูกเรา

การบังคับขู่เข็ญ ให้ทำการบ้านจึงไม่ใช่วิธีที่ดี เมื่อลูกหายเหนื่อย อาบน้ำสบายตัวแล้ว ท้องอิ่มแล้ว คุณพ่อคุณแม่อาจชวนดูการบ้าน ซึ่งควรเป็นเวลาเดียวกันทุกวัน และให้กำลังใจ ชื่นชมที่ลูกทำ สำหรับเด็กบางคนอาจต้องการพัก เล่น แล้วทำต่อ ให้ยึดลูกเป็นสำคัญนะคะ ถ้าไม่ไหวจริงๆ ก็เอาเท่าที่ได้ เพราะการบ้านในเรื่องเดียวกันนั้น ครูจะให้ทำหลายครั้งค่ะ แต่ละครั้งอาจมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ซึ่งเป็นธรรมดาของเด็กวัยนี้ที่เรียนซ้ำๆ ต้องการการฝึกฝน  ครูรู้ทฤษฎีการสอนเด็กเล็กดีค่ะ สำหรับเด็ก เขาจะเรียนรู้ว่าตนต้องรับผิดชอบ ต้องทำการบ้าน ที่ดีที่สุดก็คือ ผู้ปกครองได้ทราบว่าลูกเราเรียนรู้อะไรบ้าง และเป็นโอกาสที่แม่ลูก หรือพ่อกับลูกได้ทำกิจกรรมร่วมกัน อาจเป็นกิจกรรมเดียวของวันก็เป็นได้ ใช่มั้ยคะ  อีกทั้งเป็นการปูพื้นฐานให้ลูกรู้ว่า พ่อแม่เป็นที่พึ่งของลูกได้ (ถึงแม้เราจะไม่รู้วิธีว่าจะสอนอย่างไร) แต่ได้แสดงให้ลูกเห็นว่าพ่อแม่ให้ความสำคัญกับลูก และการเรียนรู้ของลูกค่ะ

 ดร.พัฒนา ชัชพงศ์

ผู้เชี่ยวชาญการศึกษาเด็กปฐมวัย

กรรมการสมาคมอนุบาลศึกษาแห่งประเทศไทยฯ

http://www.familyweekend.co.th/

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *