เรื่องราวของ “พิธีไหว้ครู”

“พิธีไหว้ครู เป็นพิธีกรรมที่เป็นประเพณีของไทยที่นิยมปฏิบัติมาแต่สมัยโบราณ แสดงถึงความระลึกถึงบุญคุณของครู การไหว้ครูเป็นการแสดงตนว่าขอเป็นศิษย์ของท่านโดยตรง”

ไหว้ครู เป็นคำที่คนไทยทุกคนทั้งเด็กและผู้ใหญ่รู้จักเป็นอย่างดี
และรู้จักพร้อมๆ กับคำว่า พิธีไหว้ครู ซึ่งคนไทยมักจะถือว่าเป็นส่วนหนึ่งของการดำรงชีวิต
และเป็นสิ่งที่ควรประพฤติปฎิบัติ
เพราะเราถือว่าพิธีไหว้ครูเป็นวัฒนธรรมอย่างหนึ่งของไทย
เป็นการแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีมีต่อครู
คนไทยเป็นผู้รู้คุณคนจึงมีพิธีไหว้ครูมาช้านานแล้ว

คำว่า”ไหว้ครู” ในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตสถาน
พ.ศ. 2542 ให้ความหมายไว้ว่า “ไหว้ครู คือการทำพิธีไหว้ ครูบาอาจารย์”
ครูบาอาจารย์หมายถึง
“ความเป็นผู้รู้ที่สามารถถ่ายทอดความรู้ให้แก่ศิษย์
และสามารถดูแลศิษย์ได้”

การไหว้ครู คือการที่ศิษย์แสดงความคารวะยอมรับนับถือครูบาอาจารย์อย่างจริงใจว่า
ท่านเพียบพร้อมด้วยคุณธรรม ความรู้
ศิษย์ในฐานะผู้สืบทอดมรดกทางวิชาการจึงพร้อมใจกันปวารณาตน
รับการถ่ายทอดวิชาความรู้จากครูด้วยความวิริยะอุตสาหะ มานะ อดทน
เพื่อให้บรรลุจุดหมายปลายทางของการศึกษาตามที่ตั้งใจไว้
โดยทั่วไปแล้วจะพบว่ามีการไหว้ครูประเภทต่างๆ เช่น ไหว้ครูดนตรี
ไหว้ครูช่าง ไหว้ครูนาฏศิลป์ แม้มวยไทย ก็มีการไหว้ครู
จะเห็นว่าวิชาการต่างๆ
ของคนไทยนั่นย่อมมีครูทั้งสิ้นส่วนใหญ่จะทำการไหว้ครูปีละครั้ง
การที่ศิษย์ต้องเรียนกับครูนั้น จึงได้ชื่อว่า ศิษย์มีครู
และคนไทยก็เป็นคนกตัญญูกตเวทีต่อผู้มีพระคุณจึงคิดถึงครูและมีพิธีไหว้ครู
นอกจากจะแสดงถึงความกตัญญูกตเวทีที่มีต่อครูแล้วศิษย์อาจจะกระทำการอะไรบางอย่างด้วยความคิดของตนเองที่นอกเหนือจากการสอนของครู
แม้ว่าการกระทำนี้จะเป็นการสร้างสรรค์ดี
หรือไม่ดีก็ตามก็คือว่าเป็นการผิดครู ทำให้เกิดความไม่สบายใจ
ฉะนั้นการไหว้ครูจึงเป็นโอกาสให้ศิษย์ได้ขอขมาลาโทษต่อครู
และมีโอกาสบอกกล่าวครูบาอาจารย์ด้วยว่า
สิ่งใดที่คิดแล้วเกิดความเจริญสร้างสรรค์สิ่งที่ดีก็ขอให้เจริญก้าวหน้าเป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติต่อไป
แต่ถ้าสิ่งใดคิดแล้วเป็นสิ่งไม่ดี มีการผิดพลาดก็ขอน้อมรับไว้
การบอกกล่าวเช่นนี้เท่ากับเป็นการไหว้ครูช่วยเป็นพยาน
และให้อภัยต่อศิษย์

การไหว้ครูนี้นอกจากเป็นเจตนาที่มุ่งไปยังตัวครูเพื่อแสดงความกตัญญูกตเวที
การนึกถึงตนเองเพื่อขอขมาลาโทษแล้ว ยังโยงไปสู่สังคมด้วย
คือต้องการให้สังคมรับรู้ว่าเราเป็นศิษย์มีครู
พิธีไหว้ครูเป็นพิธีที่แสดงให้ทุกคนรับรู้ว่า
ครูของเราเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ เป็นที่เคารพยกย่อง
พิธีนี้จึงมีผลต่อการสร้าง ความศรัทธาไปยังผู้อื่นด้วย
นอกจากนี้ยังเป็นการสร้างศรัทธาปสาทะให้กับศิษย์ของศิษย์ต่อไป
การสร้างศรัทธามิใช่เป็นเรื่องเหลวไหล
แต่เป็นเรื่องของการสร้างความมั่นใจ นั่นคือ
ถ้าผู้ใดมีความเชื่อถือผู้หนึ่งผู้ใดอย่างแท้จริงแล้ว
ก็จะช่วยให้ผู้นั้นมีความมั่นใจในสิ่งที่จะปฏิบัติ เช่นในด้านการเรียน
ก็เกิดความมั่นใจว่า เราจะเรียนได้ดีแน่ ในเรื่องนั้น
เรื่องนี้เพราะเวลาไหว้ครูนั้น ครูจะอวยพรให้กับศิษย์
พรที่ครูให้เป็นสิ่งที่ศิษย์ทุกคนปรารถนา นั่นคือความสุขความเจริญ
ความมีอนาคตกว้างไกล รวมทั้งให้มีความสามารถในการเรียนวิชาต่างๆ
การมีศรัทธา จึงทำให้เกิดความเชื่อมั่นในความสำเร็จของตนเองมากขึ้น
ดังนั้นการไหว้ครูจึงมีผลต่อการสร้างศรัทธาปสาทะให้กับลูกศิษย์
และแสดงว่า เราเป็นศิษย์มีครู คำว่า “ศิษย์มีครู” หมายถึง
“คนเก่งที่มีครูเก่ง” นั่นคือ

การไหว้ครูมิใช่ให้สังคมยอมรับรู้ว่าเราเป็นศิษย์มีครูเพียงอย่างเดียว
แต่ต้องการให้สังคมยอมรับรู้เพิ่มเติมว่า ที่เราเป็นคนเก่ง
และเป็นที่ยอมรับของสังคม เพราะเรามี ” ครูเก่ง” พิธีไหว้ครู
จึงมีความหมายได้หลายนัย มีความขลัง
และมีความศักดิ์สิทธ์มาก

การไหว้ครูต้องเป็นการไหว้ที่ออกมาจากน้ำใสใจจริงซึ่งได้แก่การบูชา การแสดงความคารวะ และความกตัญญู

เมื่อตั้งจิตสำนึกว่าจะยกย่องเทิดทูนคุณความดีเรียกว่า บูชา

ด้วยความสำนึกและตระหนักถึงความสำคัญของท่านเรียกว่า คารวะ

ด้วยความสำนึกและระลึกถึงอุปการคุณของท่านเรียกว่า กตัญญู

การไหว้ครูด้วยจิตที่ตั้งมั่นที่จะบูชาแสดงความคารวะ และแสดงความกตัญญูนั้นตัวศิษย์เองจะมีความรู้สึกที่ดีว่า

1. เราเป็นผู้ที่มีโอกาสได้รับการถ่ายทอดวิชาความรู้ของครูอย่างเต็มที่

2.เราได้ใช้ความรู้ที่ได้เล่าเรียนมานั้นให้เกิดประโยชน์แก่ตนเองและผู้อื่น

3.เราจะเป็นผู้ไม่ตกต่ำ

4.เราจะทำให้ความรู้และวิทยาการต่าง ๆ ก้าวหน้าขึ้น

การไหว้ครูดังที่ได้กล่าวมาแล้วนั้น
มีการปฏิบัติสืบทอดต่อกันมาตามประเพณีของศิษย์มีครู ในสังคมไทย
วันที่จะทำพิธีถือหลักว่าต้องเป็นวันพฤหัสบดี เพราะเชื่อว่า
พระพฤหัสบดีเป็นเทพฤษี วันพฤหัสบดีจึงถือเป็นวันครู

เครื่องสักการะที่ศิษย์จะต้องทำมามอบแก่ครูในวันไหว้ครู
ได้แก่ พานดอกไม้
ธูปเทียนดอกไม้ในพานที่ถือว่าเป็นสัญลักษณ์ขอการไหว้ครูซึ่งถือปฏิบัติกันมาช้านานแต่โบราณ
คือดอกมะเขือ หญ้าแพรก ดอกเข็ม รวมทั้งข้าวตอก ซึ่งรวมอยู่ในพานด้วย
ซึ่งดอกไม้แต่ละชนิดและหัวตอกมีความหมายต่างกันคือ
ดอกมะเขือ เป็นสัญลักษณ์ของความเคารพ
ความอ่อนน้อมถ่อมตน เนื่องจากโดยธรรมชาติของต้นมะเขือ เมื่อมีดอก
ดอกที่จะให้ผลมะเขือได้ต้องโค้งลง เหมือนผู้อยู่ในอาการแสดงความเคารพ
หรือคารวะบุคคลที่ตนเคารพบูชายกย่อง

หญ้าแพรก< เป็นสัญลักษณ์ของความอดทน
คุณสมบัติของหญ้าแพรก คือความอดทน หน้าแพรกจะงอกงามในทุกฤดูกาล
ซึ่งถ้าบุคคลใดมีความอดทนเหมือนหญ้าแพรก บุคคลนั้นก็จะ
เป็นศิษย์ที่มีคุณสมบัติที่ดีและเป็นผู้ที่สามารถเรียนได้สำเร็จ
ตามหลักสูตรที่กำหนด

ข้าวตอก เป็นสัญลักษณ์ของความมีระเบียบวินัย
อยู่ในกรอบและควบคุมตัวเองได้
เปรียบกับการคั่วข้าวเปลือกให้เป็นข้าวตอก
ถ้าเมล็ดข้าวเปลือกเมล็ดในกระเด็นออกจากภาชนะที่ครอบไว้
ไม่มีโอกาสได้เป็นข้าวตอกฉันใด เปรียบได้กับนักศึกษาที่ตามใจตนเอง
ไม่สามารถควบคุมตัวเองได้ ก็จะกระเด็นออกไปนอกกรอบของระเบียบวินัย
ซึ่งทำให้ไม่มีโอกาสได้ความรู้ ฉันนั้น
จึงต้องมีครูเป็นเสมือนภาชนะคั้นข้าวเปลือก
และข้าวตอกมิให้กระเด็นออกไป
อีกความความหนึ่งก็คือให้ความรู้แตกพองสวยงามดุจข้าวเปลือก
ดอกเข็ม เป็นสัญลักษณ์ของความมีสติปัญญาเฉียบแหลมประดุจดังเข็ม

ดอกไม้และข้าวตอกเป็นเครื่องสักการะในพิธีไหว้ครูดังกล่าวนั้น
เป็นสัญลักษณ์ที่ให้ความหมายของการแสดงออกถึงการเป็นศิษย์ที่ดีของครูได้ครบถ้วน
ทั้งในด้านการฝากตัวเป็นศิษย์
การให้คำมั่นสัญญาว่าจะเป็นลูกศิษย์ที่ดีมีความกตัญญูกตเวทีและเป็นการขอพรให้เจริญรุ่งเรืองด้วย

ความสำคัญของพิธีไหว้ครู

คำว่า
“ครู” นั้น หมายถึงพระรัตนตรัย เทพเจ้า ครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว
และท่านที่ยังมีชีวิตอยู่ในปัจจุบัน เพื่อเป็นสิริมงคลแก่ชีวิต
เพื่อเป็นการระลึกถึงพระคุณ
เพื่อเป็นการขอขมาลาโทษในสิ่งที่ได้ล่วงเกินไปแล้ว
ซึ่งเมื่อได้ทำพิธีไหว้ครูแล้ว จะทำให้ศิษย์มีความสบายใจ
และมีความมั่นใจในตัวเองมากขึ้น ตั้งใจมั่นคงที่จะประกอบคุณความดี
ศึกษาเล่าเรียนให้บรรลุตามจุดมุ่งหมายต่อไป

ดร.สิริชัยชาญ
ฟ้าจำรูญ.(2546). ดุริยางคศิลป์ไทย. กรุงเทพ :
สถาบันไทยศึกษาจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

อ่านต่อได้ที่ : https://www.gotoknow.org/posts/491139

ขอบคุณภาพจาก : Wasu Watcharadachaphong / Shutterstock.com

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *