“เลิกถามหาคะแนน O-Net ดีไหม?” วีระ สุดสังข์

ภายในเดือนมิถุนายน ๒๕๖๑ โรงเรียนบ้านเปือยนาสูงภายใต้การบริหารของข้าพเจ้าได้รับการประเมินมาแล้ว ๒ ครั้ง ครั้งแรกประเมินโดยคณะกรรมการโรงเรียนศีลห้า ครั้งที่สองประเมินโดยคณะกรรมการโรงเรียนพอเพียงท้องถิ่น
โรงเรียนเปิดเทอมเมื่อวันที่ ๑๕ พฤษภาคม ๒๕๖๑ นับแต่เปิดเทอมจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน การจัดการเรียนการสอนยังไม่ได้ดำเนินการไปตามปรกติ เนื่องจาก 


๑.ครูต้องไปราชการเพื่ออบรม ประชุม สัมมนา เข้าค่ายลูกเสือ สับเปลี่ยนกันไปทั้งวันราชการและวันหยุด
๒.ครูต้องเตรียมตัวรับการประเมินจากโครงการเรียนศีลห้าและโครงการโรงเรียนพอเพียงท้องถิ่น
๓.ครูต้องฝึกซ้อมนักเรียนรำสะเองและการแสดงรายการ TO BE NUMBER ONE เพื่อไปร่วมงานหมู่บ้านพัฒนาดีเด่นในตำบลตามคำขอของ อบต.และนายอำเภอ
๔.ครูต้องฝึกซ้อมนักเรียนไปแข่งขันทักษะวิชาการระดับภาคระหว่างวันที่ ๒๖-๒๘ มิถุนายน
๕.ครูต้องฝึกซ้อมการสวนสนามของลูกเสือและเนตรนารีเพื่อไปประกวดการสวนสนามในวันที่ ๒๕ มิถุนายน
๖.ครูต้องฝึกซ้อมกีฬาเพื่อไปแข่งขันกีฬา อบจ.ระหว่างวันที่ ๒-๖ กรกฎาคม
๗.ครูต้องฝึกซ้อมรำสะเองชุดใหญ่เพื่อไปแสดงปิดการแข่งขันกีฬา อบจ.ในวันที่ ๖ กรกฎาคม
กิจกรรมต่างๆเหล่านี้ทำให้ครูไม่มีโอกาสสอนนักเรียนได้ตามปรกติ ตามวันเวลาที่หลักสูตรกำหนดเพราะต้องพะวงกับกิจกรรม เสียเวลาไปกับกิจกรรม ถ้าไม่ร่วมกิจกรรมถือว่าขัดนโยบาย มีนักเรียนส่วนหนึ่งและส่วนน้อยเท่านั้นที่ได้รับการคัดเลือกเข้าร่วมกิจกรรม และนักเรียนเหล่านี้ก็ไม่ได้เรียนตามวันเวลาตามหลักสูตรกำหนดเหมือนนักเรียนส่วนใหญ่เช่นกัน 


สรุปปว่า การสอนนักเรียนตามหลักสูตรและกลุ่มสาระการเรียนรู้ต่างๆยังไม่ได้ดำเนินไปอย่างจริงจัง ประมาณว่า “ได้ลงมือสอนบ้าง ไม่ได้สอนบ้าง” นักเรียนส่วนใหญ่เกิดความเบื่อหน่ายไม่อยากไปโรงเรียนเพราะครูไม่มีเวลาสอน

“นี่แหละที่ชาวบ้านเขาด่าว่า ครูไม่สอน” นักเรียนหลายคนจึงหนีโรงเรียนและติดนิสัยหนีโรงเรียน ส่วนครูเองก็เหนื่อยหน่ายเหมือนกันเพราะไม่ได้ทำหน้าที่สอนอย่างเต็มเวลา เต็มความสามารถ และจะสอบกลางภาคนักเรียนมัธยมศึกษาตอนต้นกลางเดือนกรกฎาคม ซึ่งหมายความว่า นักเรียนมีโอกาสเรียนหนังสืออย่างจริงจังในวันจันทร์ที่ ๙ กรกฎาคมเป็นต้นไปเท่านั้น และไม่รู้ว่าจะมีกิจกรรมอะไรเกิดขึ้นอีก แล้วนักเรียนจะเอาความรู้ที่ไหนไปสอบกลางภาค


กิจกรรมที่ข้าพเจ้ากล่าวมาล้วนเป็นกิจกรรมที่ส่งเสริมความดีงามทั้งนั้น ลูกเสือ กีฬาส่งเสริมความเป็นคนทั้งร่างกายและจิตใจ, การรำสะเองส่งเสริมความงอกงามและสุนทรียภาพ แต่วิชาเหล่านี้ไม่มีในข้อสอบ O-Net และที่สำคัญนักเรียนไม่ได้ร่วมกิจกรรมหมดทุกคน


“กิจกรรมของโรงเรียนนั้นเป็นกิจกรรมที่สืบเนื่องและต่อยอดมาจากหลักสูตร แต่กิจกรรมภายนอกที่เข้าแทกแซงโรงเรียนนั้นเป็นกิจกรรมที่ทำให้ครูและนักเรียนเสียเวลาไปจากหลักสูตร”
ความจริงแล้ว ทุกโครงการ/ทุกกิจกรรมจากภายนอกที่บังคับให้โรงเรียนทำ อาทิ โครงการโรงเรียนศีลห้า, โครงการโรงเรียนสุจริต, โครงการโรงเรียนพอเพียงท้องถิ่น ฯลฯ เนื้อหาสาระทั้งหมดก็มีอยู่ในหลักสูตรการศึกษาอยู่แล้ว โดยเฉพาะกลุ่มสาระสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรมและกลุ่มสาระการงานพื้นฐานอาชีพ ครูได้นำหลักสูตรมาใช้ นำมาจัดทำแผนการสอนและนำมาจัดกิจกรรมการเรียนการสอน นักเรียนได้เรียนรู้ได้ฝึกปฏิบัติ ไม่จำเป็นอะไรที่โครงการต่างๆเหล่านี้จะมาบังคับครูทำเอกสารเพิ่มเพื่อรับการประเมินอีก


หากการจัดการศึกษาของโรงเรียนต้องสนองนโยบายภายนอก ถูกแทรกแซงจากภายนอก ครูก็สามารถปฏิบัติตามได้ แต่เวลาสอบ O-Net ได้โปรดอย่าถามหาคะแนน O-Net ได้เท่าไหร่ก็เอาเท่านั้น เพราะเราเน้นโครงการและกิจกรรมมากกว่าจะสอนให้นักเรียนมีความรู้เพื่อไปสอบ O-Net แต่ถ้าเราจะเลือกเอา O-Net เป็นที่ตั้งควรให้เวลาครูและนักเรียนได้สอนได้เรียนอย่างเต็มหลักสูตรและเต็มเวลา อยากตั้งคำถามกับผู้หวังดีทั้งหลายที่นำโครงการ/กิจกรรมต่างๆไปสู่โรงเรียนว่า “ท่านจะเลือกเอาสิ่งใด” และขอบอกว่า “มันไปได้ยากที่จะทำอะไรหลายๆอย่างให้ดีได้พร้อมๆกัน”

ขอบพระคุณบทความจาก

วีระ สุดสังข์

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *