เอาคุณครูของเราคืนมา! Take our teacher back!

เมื่อวิชาครู แปลงร่างกลายเป็นวิชาการศึกษา

ท่านที่เคารพ ในบทความทางการศึกษาของผมแทบทุกบทความ จะใช้คำว่า “วิชาครู Pedagogy” ในทุกที่ ที่มีความหมายว่า “สาสตร์แห่งการสอนคน Science of human instruction” แทนคำว่า “วิชาการศึกษา Academic education” ที่นักวิชาการและนักการศึกษารุ่นใหม่ยุคปัจจุบันคุ้นเคยกัน ผมยอมรับในความขัดแย้ง “ของท่าน” ทุกประการ เพราะความเห็นต่าง ทำให้เรา “หาทางเรียนรู้ เพื่อสร้างปัญญา” ได้ทุกกรณีเสมอ..

ผมเชื่อมั่นว่า “อาชีพครูต้องสอนคน Child Centered” นั้นหมายความว่า “ครูต้องสามารถหาทางเปลี่ยนพฤติกรรมของ “ศิษย์ตน” จากความไม่รู้ไปสู่ความรู้ และนำความรู้นั้นไปเปลี่ยนให้เป็นปัญญา เพื่อนำมาปรับใช้ให้เกิดคุณค่าแก่ตนเอง ครอบครัว สังคม ประเทศชาติ และโลก อันเป็นการเรียรรู้เพื่อชีวิตอย่างแท้จริง

ในความหมายของคำว่า วิชาครู Pedagogy หรือ “ศาสตร์แห่งการสอนคน Science of human instruction” นี้ ย่อมเกิดจากประสบการณ์ที่ได้รับการฝึกฝนมาอย่างดีแล้ว 2 ประการคือ

1.การเรียนรู้ และฝึกฝนในวิชาชีพครู Learning and practicing as a professional teacher…เช่น ปรัชญาการศึกษา จิตวิทยาการเรียนรู้ หลักสูตร และการสอน สื่อและนวัตกรรมทางการศึกษา การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ การทำหน้าที่ครูในด้านต่างๆ คุณธรรมความเป็นครู และจรรยาบรรณของคนเป็นครูครู..

2.ความรู้เกี่ยวกับ การออกแบบการสอนให้ตรงกับวัตถุประสงค์ วิธีสอนที่สอดคล้องกับวัตถุประสงค์ และวิธีสอนวิชาต่างๆ..Teaching design to meet the objectives. Teaching method consistent with objective. And how to teach subjects..เช่น การประยุกต์ใช้ทฤษฏีการศึกษาเพื่อให้บรรลุวัตถุประสงค์ในการสอน การบูรณาการ “Integrated” หลักการต่างๆ แนวคิดและจิตวิทยาการเรียนรู้ “Concepts and Psychology of learning”..การวางแผนและการจัดประสบการณ์กิจกรรมการเรียนรู้แบบต่างๆ “Planning and organizing learning experience”..วิธีสอน และเทคนกต่างๆในการสอน..การจัด และ การใช้แหล่งเรียนรู้..การสร้างสื่อ และการใช้สื่อ การใช้เทคโนโลยีต่างๆเพื่อยกระดับการเรียนรู้ การจัดสิ่งแวดล้อมแห่งการเรียนรู้..การเขียนข้อทดสอบแบบต่างๆ การประเมินผล การวัดผลแบบต่างๆ ตลอดจนการนำผลการประเมินไปปรับปรุง แก้ไขการเรียนการสอน การวิจัยชั้นเรียน “Classroom research”..เป็นต้น..

การเรียนวิชาครูในยุค “กึ่งศตวรรษก่อน” เป็นเช่นนี้ และแม้แต่ “ผู้ด้อยโอกาส” ไม่ได้เข้าเรียนในโรงเรียนฝึกหัดครู ท่านเหล่านั้นต้องสอบผ่านวิชาชุดครู เป็นให้ได้วุฒิทางครู ครู พ. ครู พป. ครู พม. และทุกท่านต้องได้รับการ “ฝึกฝนผ่านประสบการณ์ มาตามลำดับตามที่กล่าวข้างบนนี้”มาแล้วทั้งสิ้น

>>>ในหนังสือ “แสงเทียนในสายลม นวนิบายเพื่อยกระดับจิตวิญาณครู ของ สุทัศน์ เอกา” ท่านผู้อ่านจะมองเห็นเส้นทางการก้าวสู่ความเป็นครูด้วยจิตวิญญาณ ได้อย่างชัดเจนที่สุด..

กาลต่อมา.. เมื่อโรงเรียนฝึกหัดครู วิทยาลัยครู กลายเป็นวิทยาลัยวิชาการศึกษา เป็นมหาวิทยาลัยที่เปิดสอนคณะต่างๆมากมาย..ส่วนที่เป็นการฝึกหัดครู ก็กลายเป็นคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ “Faculty of Education” ไปทั้งสิ้น..และดูเหมือนคำว่า “วิชาครู” ก็จถูกลืมเลือนไป กลายเป็นวิชาต่างๆมากมาย นับได้เป็น “ร้อยๆ”วิชา เช่น

>>> วิชาการศึกษา Education ที่แบ่งแยกออกไปเป็นการเรียนรู้ในระบบ การเรียนรู้นอกระบบ การเรียนรู้ตามอัธยาศัย การเรียนรู้ตลอดชีวิต..ฯ..,เทคนิคการสอน Teaching Technique, ระบบการเรียนการสอน รูปแบบการสอนและทักษะต่างๆ Teaching, Instruction, Model and Skill, ปรัชญาการศึกษา Educational Philosophy, ทฤษฏีการเรียนรู้ Learning Theory, หลักการเรียนรู้ Principle of Learning, แนวคิดทางการสอน Instruction, Concept, Approach..นวัตกรรม Innovation..เทคโนโลยีการศึกษา Educational technology, การเรียนรู้ Learning..ศาสตร์การสอน Science of teaching, การจัดการการศึกษาด้วยคอมพิวเตอร์ Computer Management Education, สื่อประสม Multimedia, การเรียนการสอนผ่านเครือข่าย Web-Based Instruction..และ การเรียนรู้เรื่องการศึกษาอื่นๆอีกมากมายเป็นร้อยๆวิชา..”ตามยุคสมัยและความเหมาะสม..ฯลฯ..

ท่านที่เคารพ…

ผู้เขียนยอมรับ “วิทยาการต่างๆทุกประเภท รวมทั้งวิชาการศึกษา” ที่ไหลมาจากทุกมุมโลก ที่เข้ามาสู่เครื่องมือสื่อสารของเรา เพราะนี่คือการปิดกว้างทางการศึกษา ในยุคแห่งการสื่อสารไร้พรมแดน Communication without borders หรือ โลกไร้พรมแดน Borderless world หากแต่เราต้องรู้จักเลือกสรรคุณค่าของวิทยาการต่างๆมาใช้ให้ได้ประโยชน์สูงสุด และรู้จัก “จัดการเรียนรู้ที่จะนำมาใช้ประโยชน์อย่างคุ้มค่า Learn how to use it to get the best value.” นี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดของการจัดการศึกษาแห่งศตวรรษที่ 21,

>>>วิธีที่จะทำให้การศึกษาของไทยทันยุคทันสมัยทัดเทียมกับอารยะประเทศได้ ก็คือ ต้องจัดการศึกษา “แบบองค์รวม Holistic Education” หมายความว่า “ถ้าจะเรียนรู้สิ่งใดก็จะต้องรู้จักสิ่งนั้นๆโดยรวมก่อน เช่น รูจักคน รู้จักเสือ รู้จักท้า รู้จักรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ แตกต่างกันอย่างไร “โดยรวม รูปร่างหน้าตา ประโยชน์ ความเป็นอยู่.ฯ” แล้วจึงค่อยๆเรียนรู้ส่วนย่อย ว่ามันประกอบด้วยอะไร ประกอบกันอยู่อย่างไร ทำงานร่วมกันประสานกันอย่างไร..แยกส่วนแล้วประกอยขึ้นใหม่ ปรับปรุงให้ดีกว่าเดิมได้หรือไม่ อย่างไร..เลียนแบบ และสร้างใหม่ขั้นมาให้ดีกว่าเดิม เป็น “นวัตกรรม Innovation” ได้หรือไม่..ถ้าคิดอย่างนี้ได้ การเรียนรู้ก็ประสบความสำเร็จ โลกนี้ก็เจริญ เรียกว่า “มีปัญญา” คือ คิดเป็น ทำเป็น เรียนรู้เป็น และแก้ปัญหาได้ นั่นเอง

***แนวคิดการศึกษาแบบองค์รวมนี้ เป็นแนวคิดของกลุ่มจิตวิทยาการศึกษา Gesttalt Psychology ที่เน้นความเป็นธรรมชาติของการเรียนรู้ คือ เราจะรู้จักสิ่งต่างๆจากลักษณะที่ปรากฏก่อนทั้งหมด “Whole”ก่อน แล้วจึงได้รู้จักส่วนย่อยๆ “Part” แยกแยะลงไปทีหลัง***

ที่เขียนมาทั้งหมดนี้ ก็เพื่อเรียกร้องให้สถาบันผลิตครู “Faculty of Education” ทั้งหลายขอได้โปรด “สอนวิชาครู “Pedagogy”.. การสอนคน และจรรยาบรรณของครู..ฝึกทักษะความเป็นครู”..แล้วค่อยไปสอนให้ “รู้จักเปิดโลกการศึกษาด้วยตนเอง”..นี้เอง จึงจะเป็นการสร้างคนเพื่อไปเป็นครูมือขีพ..ที่เหมาะสม ถูกต้อง สอดคล้องกับยุคสมัยนะขอรับ

สุทัศน์ เอกา

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *