โครงการอาหารกลางวัน ‘โยนบาปให้ครู’ หรือ ‘งบต่อหัวไม่เพียงพอ??

หลังจากมีข่าวทางโซเชียล เกี่ยวกับโครงการอาหารกลางวัน ขนมจีนคลุกน้ำปลา ไม่เหมาะสมกับเงิน 20 บาทต่อหัว ผู้บริหารถูกตั้งข้อหาบริหารเงินไม่โปร่งใส อาจต้องออกจากราชการ

หากจะพิจารณาโดยไม่มองว่า ใครผิดใครถูก ผู้บริหารคนนั้น บริหารเงินโปร่งใสหรือไม่โปร่งใส มีการยักยอกเงินจากค่าอาหารกลางวันมาเป็นเงินในกระเป๋าตัวเองหรือไม่ ผู้ที่รู้ที่แท้จริง คือเจ้าตัวหรือผู้บริหารคนนั้น ลองมาพิจารณาอีกครั้งเกี่ยวกับค่าของเงินยุคเศรษฐกิจเปลี่ยนแปลงไป เมื่อ 50 ปีผ่านมา ปลาทูเข่งละ 3 บาท หรือ 3-5 ตัว ราคา 5 บาท แต่ปัจจุบัน ปลาทูตัวละ 100 บาทก็มี มะนาว กิโลกรัมละ 1 บาท ปัจจุบันลูกละ 5 บาทก็มี ก๋วยเตี๋ยว ชามละ 1-3 บาท เมื่อเปรียบให้เห็นอย่างนี้ แล้ว ในขณะที่รัฐจัดสรรเงินเป็นค่าอาหารกลางวัน หัวละ 20 บาท ต่อมื้อเที่ยง 1 มื้อ จะมีอาหารชนิดใดบ้างให้เด็กกิน 1 มื้อให้มีสารอาหารครบ 5 หมู่

ภาพประกอบจาก https://www.tcijthai.com/

โรงเรียนหลายโรงเรียน สามารถนำเงิน 20 บาท มาบริหารจัดการ ให้เด็กได้กินอาหารอิ่ม มีสารอาหารครบ 5 หมู่ ใช่ว่าจะนำเงินจำนวนนี้ไปซื้ออาหาร แต่ผู้บริหาร ครู และนักเรียน ช่วยกันสร้าง ช่วยกันปลูกพืชผัก เลี้ยงปลา เลี้ยงไก่ เลี้ยงหมู ในโรงเรียน แล้วนำผลผลิตที่ได้มาทำอาหารให้เด็กได้กิน โดยได้รับการช่วยเหลือจากเอกชนบ้างจากมูลนิธิบ้าง จากครูช่วยกันเอาเงินเดือนส่วนหนึ่งช่วยซื้ออาหารให้เด็กบ้าง ทั้งนี้การได้มาซึ่งวัสดุทำอาหารกลางวัน นั้น โรงเรียนต้องมีปัจจัยพื้นฐานมาก่อน เช่น บริเวณโรงเรียนมีสระน้ำ มีน้ำอุดมสมบูรณ์ มีครูเพียงพอ

แต่มีบางโรงเรียนที่อยู่ในถิ่นกันดาร สระน้ำก็ไม่มี ประปาก็ไม่มี เมื่อทำการเกษตรจะมีเอาน้ำที่ไหนมารดพืชผัก จะเอาน้ำที่ไหนมาเลี้ยงปลา เงินที่รัฐจัดให้หัวละ 20 บาท จะออกไปซื้ออาหารก็ไกล ต้องใช้น้ำมันเติมรถออกไปซื้อ จะซื้อแม่ค้าที่เร่ขายก็ขายแพง จะซื้ออาหารถุงก็ถุงละ 40 บาท 20 บาทไม่ขาย และที่ดีก็คงได้แค่ซื้อเส้นก๋วยเตี๋ยวไปนึ่ง ผัด คลุกน้ำปลาให้เด็กกิน ยังดีกว่าให้เด็กหิวโหย อย่างน้อยก็ประทังความหิวได้

ยังมีอีกหลายโรงเรียนที่ผู้บริหาร มีปฏิสัมพันธ์กับชุมชน กับผู้นำหมู่บ้านกับบริษัทเอกชน ขอความร่วมมือ ขอบริจาค เพื่อนำไปเป็นทุนปลูกผัก เลี้ยงปลา ภายในรั้วโรงเรียน และในโรงเรียนก็ได้รับความร่วมมือจากครู และนักเรียน เมื่อถึงชั่วโมงว่าง หรือชั่วโมงกิจกรรม ก็ให้เด็กช่วยกันลงแปลงเกษตร สร้างอาหารให้กับเด็กนักเรียนต่อไป โดยไม่ต้องพึ่งพางบประมาณหัว หัวละ 20 บาทอีกต่อไป

สำหรับในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 มีโรงเรียน 2 แห่งที่ดำเนินการด้านเกษตรเพื่ออาหารกลางวันได้สำเร็จและเป็นแบบอย่างของโรงเรียน มีโรงเรียนบ้านคลองหว้า ต.ทับพริก อ.อรัญประเทศ และ โรงเรียนบ้านแก้วเพชรพลอย ต.ตาพระยา อ.ตาพระยา สามารถบริหารจัดการอาหารกลางวันให้เด็กได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่ ทุกคน รวมถึงอาหารเช้าให้เด็กที่ไม่ได้รับประทานข้าวก่อนมาโรงเรียน อีกด้วย

นายสุชิน ศรีทอง ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านคลองหว้า ตำบลทับพริก อำเภออรัญประเทศ จังหวัดสระแก้ว สังกัด สพป.สระแก้ว เขต 2 เล่าว่า โรงเรียนบ้านคลองหว้า ก่อตั้งเมื่อ พ.ศ.2512 ในพื้นที่ 33 ไร่เศษ มีครู 13 คน เปิดทำการสอน ตั้งแต่อนุบาลถึงประถมศึกษาปีที่ 6 มีนักเรียน 139 คน ที่มีการบริหารจัดการ ด้านอาหารกลางวัน เป็นแบบอย่างของโรงเรียนอื่น ในเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระแก้ว เขต 2 กระทั่งมีชาวต่างชาติ และคณะครู ผู้บริหารจากต่างจังหวัดมาดูงาน จำนวนมาก โดยโรงเรียนบ้านคลองหว้า ได้ดำเนินการจัด โครงการ เกษตรเพื่ออาหารกลางวัน แบบยั่งยืน โดยเน้นเกษตรอินทรีย์ ปลอดสารพิษ ให้นักเรียนได้รับประทานอาหาร ครบทุกคน มากว่า 2 ปี แล้ว โดยมีการบริหารจัดการด้านเกษตรเพื่ออาหารกลางวัน จำนวน 7 ไร่ มีการปลูกพืชสวนครัว ทุกชนิด รวมทั้งไผ่หวาน ไผ่ตง ไม้ผล มีกล้วย มะละกอ มะม่วง มะพร้าวน้ำหอม ขนุน นอกจากนี้ได้รับความอนุเคราะห์จากนายมงคล ตั้งพงษ์ทอง สร้างโรงเรือนเลี้ยงไก่ไข่ให้ฟรี พร้อมมอบพันธุ์ไก่ไข่จำนวน 150 ตัว กับอาหารเลี้ยงไก่ไข่ ฟรีเป็นเวลา 1 ปี และยัง เลี้ยงปลา จำนวน 8 บ่อแต่ละบ่อจะมีปลาพันธุ์ชนิดต่างๆ บ่อละ 2,000 – 4,000 ตัว มีปลาดุก ปลานิล ปลาสวาย ปลาตะเพียน โดยพันธุ์ปลาเหล่านี้ได้รับความอนุเคราะห์ จากประมงจังหวัดสระแก้ว และเครือข่ายของกลุ่มอาคเนย์ ทำให้เด็กในโรงเรียนมีอาหารกลางวันกินได้อย่างเพียงพอ

“ในปีการศึกษา 2561 โรงเรียนบ้านคลองหว้า ได้มีโครงการ น้องอิ่มท้องสมองใส โดยนักเรียนที่ไม่ได้รับประทานอาหารเช้ามาจากบ้าน มีประมาณวันละ 7-8 คน เนื่องจากผู้ปกครองติดภารกิจ ทางโรงเรียนจะจัดเตรียมอาหารเช้าไว้ทุกวัน สำหรับอาหารกลางวัน วันจันทร์ถึงวันพฤหัสบดี จะมีกับข้าว 2 อย่างให้นักเรียน ส่วนวันศุกร์ จะเป็นก๋วยเตี๋ยวไข่ พร้อมนมกล่อง และผลไม้ 1 อย่าง โดยนักเรียนจะได้รับประทานไข่อย่างน้อยสัปดาห์ละ 2 ฟอง หากกับข้าวเหลือจากอาหารกลางวัน จะให้นักเรียนที่ขาดแคลนนำกลับบ้านเพื่อรับประทานในมื้อเย็น สำหรับ กิจกรรมที่นักเรียนและครูช่วยกันทำในพื้นที่ของโรงเรียน มีเลี้ยงไก่ไข่ จำนวน 150 ตัว โดยได้รับการสนับสนุนจากเครือข่ายของสถานศึกษาและภาคเอกชน ปลูกผักสวนครัวปลอดสาร ปลูกกล้วยน้ำหว้า 150 ต้น เลี้ยงปลา 8 บ่อ ปลูกไม้ผลมี มะพร้าวน้ำหอม ฝรั่ง ขนุน พร้อมทั้งเพาะมะพร้าวน้ำหอมเพื่อจำหน่าย นำเงินที่ได้ จัดซื้ออาหารกลางวันอีกด้วย”

“การบริหารจัดการ ตามโครงการอาหารกลางวัน เพื่อให้เด็กได้รับสารอาหารที่เพียงพอครบถ้วน ไม่ใช่เรื่องง่าย ครู ผู้บริหาร ผู้ปกครอง และนักเรียนในโรงเรียน ต้องอุทิศตน เสียสละเวลา หลายครั้งครูต้องควักเงินกระเป๋าไปซื้ออาหารให้เด็กได้กิน ด้วยรักและห่วงใย ที่ครูมีต่อนักเรียน ดังนั้น ความเสียสละ ทำให้โครงการอาหารกลางวัน ได้รับความสำเร็จ อย่างยั่งยืน”

ขอบคุณที่มาเนื้อหาข่าวจาก มติชนออนไลน์ วันที่ 9 มิถุนายน 2561 – 09:09 น

 

 

 

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *