​“ครู คือ นักสร้างแรงบันดาลใจ”

การปฏิรูปการเรียนรู้ เรารู้จักคำนี้มาหลายปีแล้ว และทุกคนพยายามเข้าใจว่า การปฏิรูป คือ การเปลี่ยนแปลง ปรับการเรียนเปลี่ยนการสอน เพื่อพัฒนาผู้เรียน โดยมีตัวบ่งชี้ว่าเราปฏิรูปแล้ว คือ ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนสูงขึ้น ทุกนิ้วชี้ไปที่ ตัวเลขที่ได้จากการทดสอบระดับชาติ หรือระดับนานาชาติ ที่ทุกคนเชื่อว่า นั่นคือ มาตรฐาน ดังนั้นการกระทำทุกอย่างที่เชื่อว่าจะส่งผลให้ค่าสถิติเหล่านั้นสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว จึงถูกนำมาใช้ ไม่ว่าจะเป็นการติวข้อสอบ การเลือกใช้หนังสือเรียนของสำนักพิมพ์ต่างๆ ที่จัดวิทยากรมาอบรมวิธีการสอนที่กำลังเป็นเรื่อง Hot issue อยู่ กับโรงเรียนเพียงครึ่งวันเพื่อเป้าหมายกระตุ้นยอดขายแบบเรียนของแต่ละสำนัก และอีกมากๆหลายวิธีการที่ฉาบฉวย ไม่ถึงแก่นความรู้ ไม่ลงสู่การปฏิบัติ จนลืมนึกถึงทักษะ ที่จำเป็นที่เด็กๆ ต้องได้รับการฝึกฝน อย่างต่อเนื่อง จนเกิดเป็นความเชี่ยวชาญ หรือเกิดเป็นวัฒนธรรมในการเรียนรู้ ซึ่งตอนนี้เรารู้จักกันในนาม ทักษะในศตวรรษที่ 21

เรามักจะตัดสินสิ่งที่เห็นด้วยตา และประสบการณ์

เมื่อ ดร.นุชรัตน์ ประสิทธิศิลป์ชัย ศึกษานิเทศก์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากาฬสินธุ์ เขต 1 ได้เกริ่นถึงการพาครู และผู้บริหารโรงเรียนไปดูงานที่ โรงเรียนบ้านปะทาย อ.กัณทรลักษณ์ จ.ศรีสะเกษ โรงเรียนนี้ได้ไปนำเสนอแลกเปลี่ยนเรียนรู้งานที่เวทีพูนพลัง ซึ่งจุดของโรงเรียนคือการบริหารแบบแนวราบโดยใช้รูปแบบ PLC ( Professional Learning Community) ในการพัฒนาครู ใช้กิจกรรมจิตศึกษา และ PBL (Problem based Learning) ในการพัฒนาผู้เรียน คำถามหนึ่งที่ผุดขึ้นในใจ คือ “ของจริง หรือ ของปลอม” “เราควรไปดูก่อนดีมั้ย ไม่อยากให้การไปดูงานเสียเวลาเปล่า” “ไม่ใช่ พาครูมาดูแล้วเขา เบ้ปาก ว่า ก็งั้นๆ นะ” คำถามเหล่านี้เกิดจากประสบการณ์ที่ผ่านมา ทำให้เกิดความคิดเชิงลบ เพราะเรามักพบเสมอว่า งานที่นำมาเสนอในเวทีต่างๆ มักถูกปรุงแต่ง โดยผู้นำเสนอ เมื่อไปดูในบริบทจริงๆแล้วเรา มักจะผิดหวัง เสมอ

เมื่อสัมผัสแรกที่เราเห็นเมื่อขับรถผ่านเข้าประตูไป ก็ยิ่งเพิ่มความมั่นใจว่า สงสัยไม่ผิดแล้วมั้ง ด้วยภาพที่เราเห็นก็คือ โรงเรียนธรรมดาๆ ตามชนบททั่วไป ที่หน้าแล้งสนามหญ้าแห้งตายหมด หน้าฝนคงจะรกน่าดู…..แต่เมื่อจอดรถลงจากรถ ภาพที่พบตามป้ายนิเทศหน้าชั้นเรียน ทำให้เราอึ้ง เมื่อไปพบกับผู้อำนวยการโรงเรียน “เดินดูห้องก่อนเลยครับแล้วค่อยคุยกัน” จากนั้นสิ่งที่เราพบและได้เรียนรู้ร่วมกับ โรงเรียนปะทาย ทำเอาเราลืมเวลา จากที่คิดว่าจะมาแอบดูสักชั่วโมงแล้วก็จะกลับเวลาผ่านไปอย่างรวดเร็วจาก13.00 น. เงยหน้าดูเวลาอีกที เกือบ 16.00 น.แล้วหรือนี่ โรงเรียนบ้านปะทายมีอะไรให้เราดู พูดคุย ซักถามได้อยู่ตลอดเวลา มันคือสิ่งที่เราปลื้มมาก อยากแลกเปลี่ยนเรียนรู้กับคุณครูแบบไม่มีที่สิ้นสุด เมื่อ ออกจากโรงเรียนมาเราพูดออกมาเลยว่า ตั้งแต่เป็นครูมา สามสิบกว่าปี พึ่งได้มีโอกาสพบเห็นโรงเรียนชนบท ที่ขาดแคลน ทุกสิ่งทุกอย่าง แต่สามารถจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการสหวิชา ได้สมบูรณ์แบบที่สุดทุกระดับชั้น (ป.1- ม.3) ได้เห็นครู ที่เป็นครูทั้งร่างกายและจิตวิญญาณ ทั้งโรงเรียน ผู้เขียนขอนำเสนอภาพการทำงานจากการศึกษาดูงาน การจัดการศึกษาของ โรงเรียนบ้านปะทายภายใต้ หลักคิด “ครู คือ แรงบันดาลใจ” และ  “ทำแล้วเด็กได้อะไร” พอสังเขป ดังนี้

ถ้าผู้บริหารเปลี่ยน….ครูก็ต้องเปลี่ยน

“เราจะสร้างคนดี สร้างความเป็นพลเมือง เราจะเป็น สถาปนิกในการสร้างคนในชุมชนแห่งนี้” นี้คือความมุ่งมั่น ของนายสมศักดิ์ ประสาร ผู้อำนวยการโรงเรียนบ้านปะทาย ผู้ที่ปรับเปลี่ยนตนเองก่อน เพื่อที่จะเปลี่ยนครูให้เป็นครูยุคปฏิรูป โดยตัวเองต้องเปลี่ยนแนวคิด จากเมื่อก่อนที่มีความเป็นนักบริหารเต็มตัว อยากได้อะไรก็สั่ง ง่ายดี ข้างบนสั่งอะไรมาก็สั่งต่อ มาเป็นผู้อำนวยการให้เกิดการเรียนรู้ เป็นที่ปรึกษาให้ครู จะต้องรู้แนวทางการศึกษา ปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ เปิดพื้นที่ให้ครูได้ทำงาน ไม่เร่งหวังผลงาน แต่คอยๆ ดูความเจริญงอกงามที่เกิดขึ้นดึงครูออกจากกรอบเดิมๆ ที่เคยเป็นมา ลดความรู้สึกอึดอัด บีบคั้น เป็นทุกข์ ของครูในการเปลี่ยนพฤติกรรมการสอน เป็นเพื่อนร่วมทางกับครู คอยให้กำลังใจ เป็นที่ปรึกษา และพัฒนาครูให้เป็นผู้ที่ให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยนำรูปแบบกระบวนการ PLC มาใช้ ลดความกดดันของครู ด้วยกิจกรรม AAR (After Action Review) และกล่อมเกลาจิตใจครูให้เป็นครูอย่างแท้จริง ด้วยกิจกรรม จิตศึกษา ทำให้เกิดการพัฒนาทั้งโรงเรียน และครูมีความสุข สนุกกับการสอนมากขึ้นแม้จะไม่ได้เป็นผู้สอนโดยตรง แต่ ผอ.สมศักดิ์ ก็ได้นำจิตศึกษาไปใช้กับครู สิ่งที่ผอ.สมศักดิ์ ได้เรียนรู้เมื่อได้สัมผัสกับกิจกรรมจิตศึกษาก็คือ“กิจกรรมจิตศึกษา ทำให้ผมมองเห็นความเป็นครูในตัวเอง” “กิจกรรมจิตศึกษา เป็นพื้นที่ปลอดภัยที่ให้ครูได้กล้าแสดงความคิดเห็น และก็จะเป็นพื้นที่ปลอดภัยให้เด็กไว้วางใจในตัวครู” (เอกสาร ถอดบทเรียนโรงเรียนบ้านปะทาย จากเวทีพูนพลัง)

วง PLC ของโรงเรียนบ้านปะทาย

การทำงานภายใต้ คำถามที่ว่า “ถ้าทำแล้วเด็กได้อะไร” วง PLC จึงเป็นการเรียนรู้จากเพื่อน เพื่อนำไปปรับปรุงพัฒนาการสอนของตนเองให้ดีขึ้น นอกจากเรื่องการเรียนการสอนแล้ว วง PLC ยังเป็นการสร้างกำลังใจให้กันโดยมีข้อตกลงร่วมกันว่า เราจะไม่พูดถึงปัญหาความลำบากความไม่สำเร็จ (เหตุผลเพราะ การพูดถึงปัญหา จะเป็นการบั่นทอนกำลังใจกัน ทำให้เกิดความท้อถอยไม่อยากทำงาน แต่ถ้าได้ฟังเรื่องที่ทำแล้วสำเร็จจะส่งผลต่อกำลังใจ ทำให้มีแรงฮึดสู้ แก้ไขปัญหา ได้เรียนรู้วิธีการแก้ปัญหาของเพื่อน) วง PLC นี้จะจัดขึ้น หลังเลิกเรียน ทุกสัปดาห์ เพื่อให้ครูได้แลกเปลี่ยนแนวการสอน วิธีการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นในชั้นเรียนของครูแต่ละคน โดยมีประเด็นที่แลกเปลี่ยนกันคือทำอะไร ไปบ้าง ทำอย่างไร เกิดอะไรดีๆขึ้นบ้าง และจะทำอะไรต่อไป

ถ้าอยากให้ห้องเรียนเปลี่ยน นักเรียนเปลี่ยน……. ครู ก็ต้องเปลี่ยนก่อน 

โรงเรียนบ้านปะทาย ซึ่งนำโดยผู้อำนวยการโรงเรียน นายสมศักดิ์ ประสาร ได้นำแนวทางการปฏิรูปการศึกษาเข้ามา ดำเนินการพัฒนาผู้เรียนทั้งภายนอกและภายใน โดยใช้กระบวนจัดการเรียนรู้ แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน ( PBL : Problem based learning) เป็นเครื่องมือในการพัฒนาปัญญาภายนอก และใช้ กิจกรรม จิตศึกษา เป็นเครื่องมือในการพัฒนา ปัญญาภายใน ครูทั้งโรงเรียนดำเนินการขับเคลื่อนไปพร้อมกัน กิจกรรม AAR ช่วยให้ครูมีความเข้าใจในการจัดการเรียนรู้ เกิดความศรัทธา ในการทำงาน มีแรงใจ มีกำลังใจอยากพัฒนา ครูค่อยๆเปลี่ยนตัวเองเป็นนักเรียนรู้ เป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็กนักเรียน ผอ.โรงเรียน ครู นักเรียน ได้เรียนรู้ไปพร้อมๆกัน ครูมีความสุขสนุกกับการสอนมากขึ้น จากการถอดบทเรียน ผู้เขียนสรุปกิจกรรม ที่สำคัญ ที่โรงเรียนบ้านปะทายได้ร่วมกันทำในการปรับเปลี่ยนห้องเรียน ได้ดังนี้  
กิจกรรมจิตศึกษา เป็นกิจกรรมเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียนรู้ของนักเรียน เป็นการพัฒนาความฉลาดในด้านจิตวิญญาณและความฉลาดด้านอารมณ์ ให้เห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง และน้อมนำสิ่งดีงามเข้าไปสู่จิตใต้สำนึก ซึ่งจิตศึกษาประกอบไปด้วยการใช้จิตวิทยาเชิงบวก กรอบคิดทางจิตวิทยาเชิงบวก คือ ศรัทธาในความดีงามของมนุษย์และบ่มเพาะนักเรียนให้มีคุณค่าอันดีงามที่มีอยู่แล้วให้งอกงามยิ่งขึ้นครูต้องปฏิบัติต่อนักเรียนอย่างมนุษย์ที่มีคุณค่า และมีศักดิ์ศรีเท่าเทียมกัน ซึ่งจะมีการกระทำที่ควรเพิ่ม เช่นเพิ่มความรัก คำชมเชย เสริมแรง เพิ่มความใส่ใจ และการกระทำที่ควรลด เช่น ลดการเปรียบเทียบ การคาดโทษลดการพูดด้านลบ เลิกใช้ความรุนแรง คุณครูอุรวี ได้พูดในเวทีพูนพลังว่า “หัวใจของจิตศึกษา คือ เน้นความเสมอภาค ในจิตวิทยาเชิงบวก ไม่ได้เน้นแต่เด็กนักเรียน แต่ ในองค์กรของเราก็เช่นกัน ครูบ้านปะทายเราก็จะอยู่ด้วยกัน เน้นความเสมอภาค แม้แต่ท่าทีของ ผอ. แต่ก่อนเราจะเห็นแต่ ท่าทีผู้บริหารที่ว่าเขามีอีโก้ คือมีมาดผู้บริหาร ท่าน ผอ.สมศักดิ์ ท่านก็ปรับลง ลด คืออยู่ในระนาบเดียวกัน มันทำให้ครูผู้สอนก็สบายใจ คุณครูผู้สอนก็เหมือนกัน จะต้องทำตัวให้อยู่ในระนาบเดียวกันกับเด็ก เพื่อให้เด็กได้วางใจ เข้าใกล้ชิดไม่ทำตัวรู้มากกว่าเด็ก”

ในระหว่างการเรียนวิชาหลักคุณครูก็ใช้จิตวิทยาเชิงบวก ชื่นชมผลงาน นักเรียนอยู่ตลอด ไม่เปรียบเทียบผลงานระหว่างนักเรียน แต่เน้นให้เปรียบเทียบผลงานของตนเอง ชี้ให้เห็นพัฒนาการของตนเอง ในการจัดการเรียนรู้ เน้นการสร้างชุมชนและวิถีของชุมชน การจัดสภาพ แวดล้อมชุมชนในโรงเรียน ให้เกื้อหนุนการเรียนรู้ของนักเรียน การมีแววตา และรอยยิ้มของครูก็จะต้องแสดงให้เห็นถึงความรักที่จริงใจ ซึ่งนักเรียนสามารถสัมผัสได้ รวมถึงครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับนักเรียนด้วยครูทุกคนจะกอดนักเรียน สัมผัสด้วยความอ่อนโอน ใช้คำพูดที่นุ่มนวลเบาๆ การจัดกิจกรรมจิตศึกษาของโรงเรียนบ้านประทายจะดำเนินการใน 3 ขั้นตอนหลัก คือ 

1. ขั้นนำ เป็นขั้นเตรียมความพร้อม โดยใช้กิจกรรม Brain gym

2. ขั้นทำกิจกรรม ครูจะสนทนา พูดคุย อธิบาย แสดงความคิดเห็น เรื่องราวต่างๆ

3. ขั้นสรุป เป็นขั้นของการทำให้เห็นคุณค่า ประโยชน์ เกิดเจตคติ จนเป็นนิสัย

โดยจะแยกทำใน 3 ช่วงเวลา คือ

1. ช่วงเช้า หลังจากเลิกแถวหน้าเสาธง ก่อนเข้าสู่กระบวนการเรียน ใช้เวลาประมาณ 20 นาที มีการฝึก การกำกับสติ ฝึกสมอง Brian Gym ฝึกความนอบน้อม การมอบความรักหรือการถามเชิงการกระตุ้น ฝังคุณธรรม การเป็นพลเมืองที่ดี กำหนดกิจกรรมประจำวัน ดังนี้

วันจันทร์ กิจกรรมเล่าข่าว

วันอังคาร กิจกรรมเชื่อมโยงธรรมชาติ

วันพุธ กิจกรรมเชื่อมโยงดนตรี

วันพฤหัสบดี กิจกรรมเชื่อมโยงสาระหลักสูตร

วันศุกร์ กิจกรรมโยคะ

2. ช่วงหลังเที่ยง มีการทำกิจกรรม Body Scan เป็นกระบวนการผ่อนคลายระดับลึกเพื่อ มุ่งบ่มเพาะจิตสำนึกที่ดีงาม โดยใส่ข้อมูลด้านบวกลงไปในจิตใต้สำนึก เด็กจะได้นอนแสกนร่างกายตั้งแต่หัวจรดเท้า หรือเล่านิทานดีๆให้ฟัง ส่วนในเด็กโตอาจเป็นการนั่งคุยกันในเรื่องราวดีๆ

3. ช่วงหลังเลิกเรียน จะเป็นพิธีนม โดยการให้นักเรียนส่งนมให้กัน และกล่าวขอบคุณสรรพสิ่งทั้งหลายที่ทำให้มีนมดื่ม ทำให้เกิดทักษะการดำเนินชีวิตอย่างมีสตินอบน้อม เห็นคุณค่าของสรรพสิ่ง และคิดเชื่อมโยงได้

การจัดกิจกรรมจิตศึกษานี้ นักเรียนโรงเรียนบ้านปะทาย ทำจนเป็นวิถีชีวิตประจำวัน แล้วเมื่อครูไม่อยู่เด็กนักเรียน ก็สามารถทำกิจกรรมกันเองได้ โดยผลัดเปลี่ยนกันเป็นผู้นำกิจกรรม

การจัดการเรียนรู้แบบ PBL (Problem based learning)

โรงเรียนบ้านปะทาย ดำเนินการจัดการเรียนการสอน โดยปรับการโครงสร้างเวลาเรียน จาก การเรียนแบบ 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เหลือวิชาหลัก เพียง 3 วิชา คือ ภาษาไทย คณิตศาสตร์ และภาษาอังกฤษ นอกนั้นปรับเป็นการสอน แบบบูรณาการสหวิชา โดยใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้แบบปัญหา เป็นฐาน (PBL : Problem based learning) ซึ่งการเรียนแบบนี้จะทำให้นักเรียนเข้าใจต่อปรากฏการณ์ ต่างๆ นักเรียนจะเป็นผู้ระบุปัญหาที่อยู่ใกล้ตัว หรือในชุมชน แล้วแสวงหานวัตกรรมเพื่อลงมือในการแก้ปัญหานั้นด้วยตนเอง ซึ่งตอบโจทย์การเรียนรู้ ในศตวรรษที่ 21 ได้ทั้งหมด การบูรณาการ 5 กลุ่มสาระ เข้าด้วยกัน ได้แก่ วิทยาศาสตร์ สังคมศึกษา ศิลปะ สุขศึกษาและการงานอาชีพและเทคโนโลยี โดยแบ่งการเรียนรู้ ออกเป็น 4 Quarter 4 หน่วยการเรียนรู้ แต่ละ Quarter ใช้เวลาประมาณ 10 สัปดาห์ จัดในช่วงบ่ายของทุกวัน แต่ละสัปดาห์จะมี วิชาแกนที่ตอบตัวชี้วัดครู ซึ่งการจัดการเรียน การสอน ในแต่ละหน่วย มีขั้นตอน ดังนี้

ขั้นที่ 1 จะเริ่มจากการสร้างแรงบันดาลใจให้กับเด็กนักเรียน ด้วยวิธีการหลากหลายรูปแบบ เช่น เปิดคลิปให้ดู ให้ดูภาพสำคัญ อ่านหนังสือ ดูภาพยนตร์ สำรวจชุมชน ฯลฯ เพื่อให้ได้มาซึ่งหัวเรื่องที่จะเรียน ทั้งหน่วยใหญ่ และหน่วยย่อย โดยการระบุสิ่งที่รู้แล้วและต้องการจะรู้ร่วมกัน

“การสอน ไม่ใช้วิธีการ สอนอธิบาย บรรยาย ให้ตัวอย่าง และให้การบ้าน

แต่สอนให้สงสัย สอนให้อยากรู้ ให้อยากค้นคว้า”

ขั้นที่ 2 เมื่อได้ประเด็นที่จะเรียนมาแล้ว ครูและนักเรียนจะสร้างปฏิทินการเรียนรู้ร่วมกัน ใน 10 สัปดาห์ ในขั้นนี้ก่อนที่จะสร้างปฏิทินการเรียนรู้ ครูต้องสำรวจ เรื่องที่นักเรียนต้องการเรียนรู้ให้ครบถ้วนครอบคลุมตัวชี้วัด หากยังไม่ครบอาจต้องใช้คำถามเพิ่ม หรือนำไปเก็บใน Quarter ต่อไป

ขั้นที่ 3 เรียนรู้ตามปฏิทินที่วางไว้ โดยเน้นกระบวนการกลุ่ม การศึกษาค้นคว้า แก้ปัญหา หาคำตอบ การลงมือปฏิบัติ ทดลอง พิสูจน์ สร้างสรรค์ผลงาน การนำเสนอ

ขั้นที่ 4 ขั้นสรุปองค์ความรู้ (AAR : After Action Review) ทุกวันเด็กๆจะได้ทบทวนตนเอง ด้วยคำถามที่ว่า วันนี้ได้เรียนรู้อะไรบ้าง นักเรียนจะนำความรู้นั้นไปใช้อย่างไร และในวันนี้นักเรียนมีความประทับใจอะไร ทุกสัปดาห์จะมีการสรุปองค์ความรู้ที่ได้เรียนมา หลายครั้งที่ครูได้เรียนรู้จากการค้นคว้าของเด็กๆ ในสัปดาห์ที่ 9 จะมีการสรุปการเรียนรู้ของเด็กนักเรียน ตามหัวเรื่องใหญ่ สัปดาห์ที่ 10 นักเรียนจะจัดนิทรรศการให้ ผู้ปกครอง ชุมชนเข้ามาดูผลงาน (เครดิตภาพจาก facebook โรงเรียนบ้านปะทาย)

ผลผลิตจากการกล้าที่จะเปลี่ยนแปลงของโรงเรียนบ้านปะทาย

– ทุกวันนี้โรงเรียนบ้านปะทายไม่มีเสียงระฆัง เสียงตะโกนเรียกของครู หรือเสียงสัญญาณใดๆ ที่เป็นสัญลักษณ์ กำหนดกิจกรรม กำหนดบทบาท กำหนดหน้าที่ ของนักเรียนทุกคน ทุกคนทำกิจกรรมทุกอย่างได้อย่างตรงเวลา ครบถ้วนตามบทบาทหน้าที่ของตนเอง มีจิตสาธารณะ ช่วยเหลือ รักใคร่ปรองดองกัน ไม่ขาดเรียน นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาไม่ขาดเรียนโดยไม่จำเป็น และไม่มีเด็กหนีเรียน

– โรงเรียนบ้านประทายไม่มีนักเรียนที่เป็นเด็กพิเศษในระบบข้อมูลนักเรียน แม้ในความเป็นจริงจะมีเด็กพิเศษ เด็กบกพร่อง แต่เขาจะได้รับการพัฒนาดูแลเอาใจใส่ จนสามารถทำกิจกรรมร่วมกับเด็กปกติได้โดยไม่ถูกระบุ ถูกชี้ว่า เด็กคนนี้เป็นเด็กพิเศษ

– ภายใต้คำถาม “ทำไมเราต้องซื้อหนังสือที่เหมือนกันทุกหน้าแจกเด็กทุกคน” นักเรียนโรงเรียนบ้านปะทาย จึงไม่ต้องแบกหนังสือ มีเพียงสมุดจดบันทึกการเรียนรู้ บันทึกการศึกษาค้นคว้า การสำรวจ

– ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน จากการทดสอบโอเน็ตใน ชั้น ม.3 ปีการศึกษา 2557 มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระดับประเทศ 5 สาระการเรียนรู้ ทุกกลุ่มสาระ มีค่าเฉลี่ยสูงกว่า ระดับเขตพื้นที่ และชั้น ป.6 มีค่าเฉลี่ยสูงกว่าระดับเขตพื้นที่การศึกษา ทุกกลุ่มสาระ

– นักเรียนบ้านปะทาย ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม กล้าพูดคุยกับครู กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น ดูแลของตัวเอง และน้องๆ ได้ ไม่ก้าวร้าว กล้าคิด กล้าตัดสินใจ ค้นพบตัวเอง และเห็นเป้าหมายชีวิตของตนเอง

“ความสุขของครูโรงเรียนบ้านปะทาย คือ การที่ได้เฝ้าคอยดูความงอกงามของเด็กๆ ที่เติบโตขึ้นเรื่อยๆอย่างภาคภูมิใจ

งานครูดูคล้ายปลูก พฤกษา สอนสั่งหลั่งน้ำตา ต

ลำต้นอ่อนเอนหา ทางเหนี่ยว ไว้นอ ศิษย์ที่เอนอ่อนค้ำ อยู่ด้วยวินัย

ไม้เติบแตกกิ่งก้าน สาขา ร่มรื่นพื้นพสุธา นั่นแล้

ศิษย์ประกอบนานา อาชีพ ยังประโยชน์ยิ่งแท้ ทั่วทั้งถิ่นไทย

ม.ล.ปิ่น มาลากุล

https://www.gotoknow.org/user/nongkot/profile

อ่านเพิ่มเติมที่ :  ศึกษาดูงานบ้านปะทาย กชพร ฉบับปรับปรุง 22 มีนา.pdf

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *