10 นิสัยคนเป็นพ่อและแม่ควรโยนทิ้งเพื่อลูก!อยากเป็นพ่อแม่ที่สมบูรณ์แบบต้องอ่าน!

หากคุณตั้งใจอยากจะเป็นพ่อแม่ที่ดีให้กับลูก ๆ มาลอง ลด ละ เลิก นิสัยแย่ ๆ 10 อย่างนี้ดู เพื่อจะได้เป็นคุณพ่อคุณแม่ฉบับสมบูรณ์แบบตัวจริง

1.ชอบเปรียบเทียบ

คุณพ่อคุณแม่หลายคนชอบเปรียบเทียบไปซะทุก ๆ เรื่อง เช่น สิ่งของที่เขามีหรือเรามี โรงเรียนที่ลูกเข้าเรียน หรือเปรียบเทียบแม้แต่ความสามารถของลูก ๆ  ซึ่งเป็นสิ่งที่คุณพ่อคุณแม่ในยุคนี้ไม่ควรทำอย่างยิ่ง บางครั้งก็อาจจะมีที่คุณเผลอพูดออกไปโดยไม่รู้ตัว เช่น ดูสิเจเดนนั่งกินข้าวเองจนจะหมดอยู่แล้ว ลูกเพิ่งจะกินได้นิดเดียวเอง ลูกช่วยกินเร็ว ๆ ให้เท่าเจเดนหน่อยได้มั๊ยลูก? แบบนี้เป็นต้น ซึ่งเราจะเห็นว่าการพูดจาเปรียบเทียบสามารถเกิดขึ้นได้ จนมองดูว่าเป็นเรื่องปกติ การชอบเปรียบเทียบแบบนี้ เรามาโยนทิ้งไปดีกว่าค่ะ

2.ละเลยเวลาที่ใช้กับลูก

ในคืนที่คุณมีนัดดูหนังกับลูก ๆ ที่บ้าน แต่เวลาซะส่วนใหญ่ คุณพ่อคุณแม่มัวแต่ก้มหน้าเล่นมือถือ หรือช่วงเวลาทานอาหารเย็นกับเด็ก ๆ แต่คุณมัวแต่อ่านหนังสือพิมพ์ แบบนี้ไม่ดีนะคะ เราทราบกันดีว่าไม่มีข้อห้ามว่าคุณพ่อคุณแม่ห้ามทำเรื่องส่วนตัวใด ๆ เวลาอยู่กับลูก ๆ เพียงแต่ควรทำอย่างมีขอบเขต ระหว่างสิ่งที่คุณจำเป็นต้องทำ กับเวลาที่คุณต้องมีให้กับลูก ๆ หากต้องอยู่กับลูกแล้ว อย่าเพียงให้เวลาแค่บางส่วนกับเขา เราควรใช้เวลาอย่างเต็มที่เพื่อดูแลเอาใจใส่ลูก ๆ

3.ปล่อยให้ลูกรอ

กี่ครั้งที่เราโกหกลูก ๆ ว่า พ่อ/แม่จะไปถึงภายใน 5 นาที แต่ความจริงแล้วเราอาจต้องใช้เวลานานกว่านั้น ถึงแม้เราควรสอนให้ลูกรู้จักการรอคอย แต่ในเรื่องของเวลา เราควรให้ลูกรู้ความจริง ว่าอีกกี่นาที ที่คุณหมายถึงจริง ๆ เพื่อให้ลูกรู้ว่าเรามีเวลาให้เขาจริง ๆ มากน้อยแค่ไหน

4.นินทาหรือวิจารณ์ผู้อื่นต่อหน้าลูก ๆ

บางครั้งเราอาจจะเข้าใจผิดว่า เด็กยังคงไม่สามารถเข้าใจในสิ่งที่เรากำลังนินทาหรือวิจารณ์ใครสักคนอยู่ ซึ่งอาจจะเป็นคนที่สร้างความรำคาญหนักใจให้คุณ อาจเป็นสมาชิกในครอบครัว คุณครูที่โรงเรียนลูก หรือพ่อแม่คนอื่น ๆ เป็นต้น ซึ่งนั่นอาจจะมาจากสิ่งที่คุณเจอด้วยตัวเอง แต่คุณควรปล่อยให้เด็ก ๆ มีความสัมพันธ์ที่ดีกับคนอื่น ๆ ที่คุณไม่ชอบ และไม่ควรสร้างอคติให้เกิดกับลูก ๆ

5.วิจารณ์ลูกต่อหน้าคนอื่น ๆ

หากคุณกำลังทำแบบนี้ ให้คุณพ่อคุณแม่คิดใหม่ทำใหม่นะคะ เพราะการที่คุณวิจารณ์ลูกให้คนอื่นฟังนั้น จะเป็นการทำลายความมั่นใจในตัวเองของลูก รวมไปถึงความรู้สึกของเขาอีกด้วย ยิ่งไปกว่านั้นการกระทำเช่นนี้ยังไม่ช่วยเสริมสร้างความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างพ่อแม่และลูกอีกด้วย

6.เก็บภาพถ่ายทุกช่วงขณะ

ในยุคนี้ใคร ๆ ก็ชื่นชอบการถ่ายรูปหรือบันทึกวิดีโอ เพื่อเก็บไว้เป็นความทรงจำ แต่ในบางช่วงที่เราอยู่กับลูก ลูกอาจจะสร้างความประทับใจด้วยอาการต่าง ๆ ที่ต้องการให้คุณพ่อคุณแม่เห็นและชื่นชม หากเรามัวแต่ใจจดใจจ่อกับการบันทึกภาพ เราอาจจะพลาดวินาทีที่ลูกพยายามสื่อสารกับเราไป ก็ได้ค่ะ

7.ข่มขู่หรือทำให้ลูกกลัว

บางครั้งคุณพ่อคุณแม่อาจจะเจอวันที่แย่ ๆ ทำให้คุณรู้สึกเครียด จนคุณอาจจะลืมตัวเกรี้ยวกราดหรือโมโหใส่ลูก เพราะฉะนั้นนิสัยแบบนี้โยนทิ้งไปก่อนค่ะ หากวันใดที่คุณเจอเรื่องแย่ ๆ กลับมาบ้าน ให้คุณสงบสติตัวเองให้ได้ก่อน แยกแยะระหว่างเรื่องงานและครอบครัว การพูดสื่อสารกับลูกในทางบวกจะช่วยให้ความรู้สึกตึงเครียดเบาบางลงได้ เป็นการเรียนรู้ที่จะระงับอารมณ์ของคุณเอง แถมยังจะเป็นแบบอย่างที่ดีในการรับมือกับความเครียดให้กับลูก ๆ ได้อีกด้วย

10 นิสัยควรโยนทิ้ง

8.สองมาตรฐาน

คุณพ่อคุณแม่ต้องตระหนักไว้ว่า ลูก ๆ สามารถเรียนรู้จากสิ่งที่เขาเห็นได้ ไม่ใช่เพียงแต่จากคำที่พ่อแม่สั่งสอน เพราะฉะนั้นคุณพ่อคุณแม่ต้องทำตัวเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับลูก เช่น ห้ามลูกเล่นวิดีโอเกมระหว่างอาหารมื้อค่ำ คุณพ่อคุณแม่ก็ต้องเลิกเล่นมือถือหรือห้ามทำกิจกรรมอย่างอื่นระหว่างมื้อค่ำด้วยเช่นกัน มิเช่นนั้น ลูกอาจจะเข้าใจผิดว่า ทำไมบางอย่างถึงเป็นสิทธิพิเศษให้ผู้ใหญ่ทำได้ แต่เด็ก ๆ ห้ามทำ เช่น คุณบอกลูกว่า พ่อสูบบุหรี่ได้เพราะพ่อโตแล้ว ลูกก็จะจำว่าหากเขาโตแล้ว เขาก็จะทำได้ เป็นต้น

9.ติเตียน โดยไม่อบรมชี้แนะ

หากลูกพยายามทำสิ่งหนึ่งที่ได้รับมอบหมายแล้ว แต่ไม่สามารถทำให้เสร็จสมบูรณ์ได้ คุณพ่อคุณแม่ควรให้กำลังใจและให้คำชี้แนะมากกว่าการติเตียนหรือจับผิดลูก เพื่อเป็นการสร้างกำลังใจให้ลูกทำอีกครั้ง เช่น หากลูกเก็บเตียงไม่เรียบร้อย ให้แนะนำว่าวิธีเก็บเตียงที่ดีควรทำอย่างไร เป็นต้น

10.สั่งให้ลูกกอดหรือหอมคนอื่น ๆ

หากเพื่อเป็นการบอกลา คุณพ่อคุณแม่บางคนอาจจะสั่งและพยายามให้ลูกกอดหรือหอมแก้มคนอื่นให้ได้ ซึ่งนั่นเป็นเรื่องที่ไม่ควรทำ บางครั้งกับบางคนที่ลูกไม่คุ้นเคย ลูกอาจจะรู้สึกว่าไม่เต็มใจและไม่อยากทำ คุณพ่อคุณแม่ไม่ควรฝืนใจลูก แต่ควรเว้นช่องว่างให้ลูกทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เพื่อบอกลาคนเหล่านั้นเอง ข้อนี้จะทำให้ลูกรู้ว่า เขาสามารถเลือกที่จะกอดหรือหอมเพียงแค่บางคนเท่านั้นที่เขาเต็มใจจะทำ มิใช่เพียงต้องทำเพราะมีพ่อแม่ออกคำสั่ง ลองปฏิบัติตัวใหม่และสังเกตพฤติกรรมลูกดูค่ะ

ที่มาจาก thenewageparents.com

https://th.theasianparent.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *