12 วิธีสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่เป็นบวก!(บทความสำหรับครู)

สอนนักเรียนก็ว่ายากแล้ว การสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนอยากเรียนรู้นั้นยากยิ่งกว่า การสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนกระตือรือร้นอยากจะฝึกฝนและเรียนรู้ด้วยตนเองเป็นสิ่งที่ท้าทายมากไม่ว่าคุณจะสอนเด็กป. 2 หรือเด็กโตในโรงเรียนอาชีวะก็ตาม อย่างไรก็ดี มีวิธีการมากมายที่คุณสามารถทำให้การเรียนเป็นเรื่องสนุก ตื่นเต้น และทำให้พวกเขารู้ว่าสิ่งที่คุณสอนนั้นสำคัญกับชีวิตพวกเขาได้ ถ้าคุณอยากรู้ว่าทำอย่างไรคุณถึงจะสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนได้ ก็มาเริ่มขั้นตอนแรกในบทความนี้กันเลย

1.เข้าใจว่าทำไมการสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนถึงเป็นเรื่องท้าทาย. เรื่องของเรื่องก็คือ ในชีวิตของนักเรียนพวกเขาต้องเจอะเจอผู้คนต่าง ๆ มากมายที่ทำตัวเป็น “ครู” ของพวกเขา ทุกคนและทุกสิ่งต่างพยายามเหลือเกินที่จะกระตุ้นให้พวกเขาคิด ทำงาน และเป็นคนที่โลกภูมิใจ แรงกระตุ้นและอิทธิพลต่าง ๆ ที่ถาโถมเข้ามาในชีวิตบีบให้พวกเขาต้องค้นหาตัวตน และเป็นธรรมดาที่พวกเขาจะระแวงทุกคนที่พยายามเข้ามามีอิทธิพลในชีวิตของพวกเขา

  • พอพวกเขารู้สึกได้ถึงแรงกระตุ้นและอิทธิพลต่าง ๆ พวกเขาก็มักจะตอบโต้แรงกดดันจากสภาพแวดล้อมที่เข้ามาอย่างต่อเนื่องด้วยการยึดถือคติสำคัญที่ว่า “ฉันจะยอมให้คุณมีอิทธิพลกับฉันก็ต่อเมื่อคุณพิสูจน์ให้ฉันเห็นว่าคุณมีค่าพอ” คตินี้เป็นกลไกที่พวกเขาสร้างขึ้นมาเพื่อให้ตัวเองมั่นใจได้ว่า คนที่ใช่จะเข้ามาหาพวกเขาในเวลาที่เหมาะสม คติที่ว่านี้ก็เป็นคติที่ดี แต่จะน่าวิตกก็ต่อเมื่อพวกเขาดันไปประทับใจคนที่สร้างอิทธิพลไม่ดี หรือเมื่อคนดีไม่พยายามมากพอที่จะทำให้พวกเขาประทับใจ

2.สร้างความประทับใจในแง่บวก. ถ้าคุณอยากสร้างแรงบันดาลใจให้นักเรียน คุณก็ต้องพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่า คุณมีค่าพอที่จะรับฟัง วันแรกพวกเขาอาจจะระแวงคุณ แต่คุณก็สามารถสร้างความไว้วางใจและความเคารพจากพวกเขาได้โดยการทำตัวให้โดดเด่นออกมาจากพวกเขา คุณไม่สามารถสร้างความเคารพและความไว้ใจได้ถ้าคุณทำตัวกลมกลืนไปในภูมิหลังชีวิตที่มืดมัว คุณต้องโดดเด่นเพื่อให้ได้รับและดึงความสนใจของพวกเขาไว้ วิธีการสร้างความประทับใจแง่บวกให้แก่นักเรียนมีดังนี้ :

  • พูดอย่างมั่นใจ มีความคิดเห็นเป็นของตัวเองและต้องแสดงความคิดเห็นออกมาในเวลาที่เหมาะสม อย่าพูดมากเกินไปและ/หรือเอาความคิดตัวเองเป็นใหญ่ ในสายตาของนักเรียนคุณต้องดูเป็นคนที่สามารถให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์ ฉลาด และไม่กลัวที่จะแสดงความคิดเห็นของตัวเอง ไม่ใช่คนที่หยิ่งยโสหรือยึดตัวเองเป็นศูนย์กลาง
  • รักในสิ่งที่คุณสอน ตาเบิกกว้าง รอยยิ้ม และความกระตือรือร้นที่แทบจะเก็บอาการไว้ไม่อยู่สร้างความประหลาดใจให้นักเรียน ถึงพวกเขาจะไม่ได้สนใจวิชาของคุณ แต่ท่าทางของคุณจะทำให้พวกเขาขำ และที่สำคัญที่สุดก็คือ เวลาที่คุณแสดงความรักอย่างแรงกล้าในวิชาที่คุณสอน พวกเขาจะมองว่าคุณเป็นคน จริงใจ
  • กระตือรือร้น ความกระตือรือร้นเป็นโรคติดต่อ ยากมากที่นักเรียนของคุณจะสัปหงกในห้องเรียนถ้าคุณกระตือรือร้นกระเด้งไปกระเด้งมาหน้าห้อง (ฉันแค่เปรียบเทียบ ไม่ได้แนะนำให้คุณกระเด้งไปกระเด้งมาจริง ๆ) คุณต้องมีพลังงานเหลือล้นที่จะขายตัวเองและวิชาของคุณให้นักเรียนสนใจ
  • พยายามปรับลุคให้ดูดี คุณต้องสร้างความประทับใจที่ดีให้นักเรียน คุณต้องดูดีขณะเดินเข้าไปในห้องเรียน พยายามแต่งตัวให้ดูดีขึ้นเล็กน้อยหรือแตกต่างจากคนทั่วไป

3.ช่วยเหลือนักเรียนเป็นพิเศษ. ทำ มากกว่า ที่คนคาดหวังจากครูทั่วไป ในกรณีที่นักเรียนส่งงานไม่ตรงเวลา ครั้งต่อไปถ้าส่งงานช้าอีก หมดคาบให้เรียกนักเรียนมาพบและทำงานที่สั่งทั้งชิ้นไปพร้อม ๆ กับเขา ช่วยนักเรียนเขียน ทำให้เขาดูว่างานวิจัยต้องทำอย่างไร และให้เขาดูรายงานที่นักเรียนคนอื่นเขียนมาส่ง วิธีนี้เป็นวิธีที่ดีเพราะมันช่วยกำจัดปัญหาไปได้หลายอย่าง เช่น ถ้าการส่งงานช้ามาจากทัศนคติของนักเรียน วิธีนี้จะช่วยคุณกำจัดขอแก้ตัวของพวกเขา แต่ถ้าพวกเขาพยายามแล้วจริง ๆ ทีนี้พวกเขาก็จะรู้แล้วว่างานชิ้นนั้นต้องทำอย่างไร

  • ใส่ใจ ตอบคำถามทุกข้อและมั่นใจว่าพวกเขาเข้าใจสิ่งที่คุณทำแล้วแน่ ๆ คุณต้องบอกพวกเขาด้วยว่าครั้งต่อไปครูจะไม่ทำการบ้านกับเธออีกแล้ว ถามพวกเขาว่าพวกเขาเข้าใจไหมและรอจนกว่าคุณจะได้คำตอบยืนยันว่าเข้าใจแล้วจริง ๆ ค่อยปล่อยให้พวกเขาทำเอง
  • แน่นอนว่าการพยายามเป็นพิเศษกับการปล่อยให้นักเรียนตักตวงผลประโยชน์จากคุณนั้นต่างกัน คุณควรช่วยเหลือนักเรียนเป็นพิเศษก็ต่อเมื่อพวกเขาต้องการความช่วยเหลือจริง ๆ แต่อย่าทำถ้าคุณต้องละทิ้งหลักการของคุณ

4.ให้ข้อมูลเพิ่มเติมเกี่ยวกับวิชาของคุณ. ถ้าคุณอยากให้นักเรียนตื่นเต้นในสิ่งที่คุณสอน คุณต้องสอนให้มากกว่าที่หลักสูตรกำหนด สอนนักเรียนเพิ่มเติมเกี่ยวกับการพัฒนาใหม่ล่าสุดในวิชาที่คุณสอน เช่น ถ้าคุณเป็นครูวิทยาศาสตร์ คุณอาจจะ 1) นำบทความจากนิตยสาร Go Genius มาให้นักเรียนอ่านในห้อง หรือ 2) แจกสรุปบทความให้นักเรียน โชว์รูปบทความให้นักเรียนดู ถามคำถามเกี่ยวกับแนวคิดที่อยู่ในบทความและถามว่าประโยคนี้หมายความว่าอะไร พร้อมกับบอกว่าใครที่สนใจสามารถมาขอยืมบทความฉบับจริงไปอ่านหลังหมดคาบเรียนได้ วิธีที่ 2 ดีกว่าวิธีแรก

  • คุณต้องเข้าใจด้วยว่าการทำให้นักเรียนสนใจเป็นหน้าที่ของคุณ ไม่ใช่หน้าที่ของสื่อที่คุณนำเสนอให้นักเรียนดู

5.ให้การบ้านที่ให้นักเรียนได้คิดนอกกรอบ. ให้นักเรียนทำโครงงานห้องชิ้นใหญ่ที่ไม่เหมือนใครและสนุกสนาน เช่น นักเรียนในห้องอาจจะแสดงละครเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์ (หรือวิชาอะไรก็ได้) ที่คุณสามารถนำไปแสดงที่พิพิธภัณฑ์ท้องถิ่นให้เด็กเล็ก ๆ ดู หรือทั้งห้องอาจจะเขียนหนังสือที่คุณสามารถเผยแพร่ผ่านบริการเผยแพร่งานด้วยตนเองและบริจาคให้ห้องสมุดประชาชนก็ได้

  • สิ่งสำคัญก็คือไอเดียในการทำโครงงานจะต้องไม่เหมือนใคร ต้องทำระหว่างคาบหรือช่วงเวลาอื่น ๆ ที่นักเรียนยังอยู่ที่โรงเรียน (เพื่อเลี่ยงการเดินทางและการใช้เวลามากเกินไป) และคุณก็ต้องลงมือทำกับเด็กทุกขั้นตอนจนกว่างานจะเสร็จด้วย

6.มีอารมณ์ขัน. อารมณ์ขันช่วยดึงความสนใจของนักเรียน ทำให้สื่อการสอนที่ใช้มีชีวิตชีวามากขึ้น และทำให้นักเรียนเข้าถึงคุณง่ายขึ้นอีกด้วย เรื่องของเรื่องก็คือ ถ้าคุณจริงจังตลอดเวลา ยากมากที่เด็กจะสนใจและสื่อสารกับคุณได้จริง ๆ ถึงคุณจะไม่ต้องทำท่าบ้า ๆ บอ ๆ ยิงมุกทุกครั้งที่สบโอกาส แต่ถ้าคุณสร้างบรรยากาศให้สนุกสนานมากขึ้น นักเรียนของคุณก็จะมีแรงกระตุ้นและกระตือรือร้นที่จะเรียนมากขึ้น

7.แสดงให้เห็นว่าคุณมีความสามารถ. คุณต้องพยายามทำให้นักเรียนเชื่อว่าคุณมีค่าพอที่จะรับฟัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าคุณพยายามสร้างแรงกระตุ้นให้นักเรียนสนใจวิชาที่คุณสอน คุณต้องแสดงพรสวรรค์ออกมา เพราะคุณไม่ได้เป็นแค่ครูเท่านั้น แต่เป็นคนที่เก่งและเชี่ยวชาญในสิ่งที่คุณสอนจริง ๆ ด้วย คล้าย ๆ กับเวลาที่คุณนำเสนอตัวเองระหว่างการสัมภาษณ์งาน คือคุณต้องอ่อนน้อมถ่อมตัว แต่ก็ไม่ซ่อนความสามารถที่มีเอาไว้ คุณต้องแสดงความภาคภูมิใจออกมาเวลาที่คุณเล่าประสบการณ์หรือสิ่งที่คุณทำให้นักเรียนฟัง ถ้าคุณรู้จักคนเจ๋ง ๆ ก็เชิญเขามาพูดในคาบเรียน พยายามอย่าให้เขามากล่าวโอวาทแต่ให้มาสัมภาษณ์แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกับนักเรียนแทน

  • ถ้านักเรียนคิดว่าคุณไม่รู้จริงในสิ่งที่คุณสอน พวกเขาจะขี้เกียจทำงานส่ง หรือคิดว่าคุณคงไม่สังเกตถ้าเขาไม่ตั้งใจอ่านเอกสารประกอบ

8.สังเกตนักเรียนที่ต้องการความช่วยเหลือเป็นพิเศษ. ถ้านักเรียนดูซึมเศร้าหรือไม่สบาย หมดคาบให้เรียกนักเรียนคนนั้นมาพบแล้วถามว่าเป็นอะไรหรือเปล่า พยายามทำตัวกึ่ง ๆ ยุ่งเวลาที่คุณถาม มองหน้านักเรียนแต่อย่าจ้องจนกว่าจะได้คำตอบ ถ้าพวกเขาตอบว่าไม่ได้เป็นอะไร อย่าเซ้าซี้พวกเขานอกจากคุณคิดว่ากำลังมีปัญหาใหญ่เกิดขึ้นจริง ๆ แค่พูดว่า “ครูแค่เห็นว่าเธอซึม ๆ ไปตอนอยู่ในห้อง” จากนั้นให้เลิกถามและกลับไปทำงานต่อ แค่พวกเขารู้ว่าคุณห่วงเขาเท่านี้ก็พอแล้ว

  • ถ้านักเรียนที่กำลังมีปัญหาเห็นว่าคุณห่วงใยเขามากพอจนสังเกตเห็นความผิดปกติ เขาจะมีแรงกระตุ้นให้พยายามมากขึ้น แต่ถ้านักเรียนคิดว่าคุณไม่ได้ใส่ใจว่าเขาจะพยายามไหมหรือรู้สึกอย่างไร เขาก็จะไม่พยายามเท่าที่ควร
  • ถ้านักเรียนกำลังเผชิญปัญหาจริง ๆ ให้ยืดหยุ่นกฎระเบียบเล็กน้อย วิธีนี้อาศัยความห่วงใยเล็กน้อยแต่สามารถสร้างความไว้วางใจได้อย่างแท้จริง ถ้านักเรียนไม่ส่งการบ้านติดต่อกันและเขามาหาคุณพร้อมกับบอกว่าเขาทำการบ้านไม่เสร็จ อีกแล้ว คุณก็ต้องเอะใจได้แล้วว่ามีบางอย่างผิดปกติ (แม้ว่าจะเป็นแค่เรื่องทัศนคติของนักเรียนก็ตาม) และให้ความช่วยเหลือทันที ให้เวลาทำงานแต่ละชิ้นเพิ่มต่างหากและเปลี่ยนหัวข้อให้ง่ายขึ้นนิดหน่อย จริงอยู่ที่มันเป็นการยืดหยุ่นกฎระเบียบ แต่วิธีนี้เป็นการกำจัดข้ออ้างไม่ให้ส่งงานช้าอีก และคุณต้องบอกพวกเขาด้วยว่า คุณจะไม่ขยายเวลาส่งงานให้อีกแล้วเด็ดขาด

9.ถามความเห็นของนักเรียน. นักเรียนของคุณจะไม่ได้รับแรงกระตุ้นเท่าที่ควรถ้าพวกเขารู้สึกว่า คุณแค่มาสอนหนังสือให้ฟังและไม่ได้ใส่ใจว่าพวกเขาจะคิดอย่างไร ถ้าคุณถามพวกเขาว่าพวกเขาคิดอย่างไรกับประเด็นการเมือง บทความทางวรรณกรรม หรือความสมเหตุสมผลเกี่ยวกับทดลองทางวิทยาศาสตร์ พวกเขาก็จะตื่นตัวและพูดสิ่งที่พวกเขาคิดออกมา ถ้าพวกเขารู้สึกว่าคุณใส่ใจในสิ่งที่เขาอยากจะพูด พวกเขาก็จะกล้าแสดงความเห็นและตื่นเต้นที่จะได้แบ่งปันความคิดเห็นของเขาให้คุณฟัง

  • จำไว้ว่าการกระตุ้นให้เกิดการโต้แย้งอย่างสร้างสรรค์นั้นต่างจากการให้นักเรียนเสนอความเห็นโดยไม่รู้ที่มาที่ไป คุณต้องสอนให้นักเรียนมีหลักฐานสนับสนุนความคิดเห็นของเขาก่อนแสดงความเห็นออกมาเสมอ
  • แน่นอนว่า ถ้าคุณสอนคณิตศาสตร์หรือภาษาต่างประเทศที่ไม่ค่อยมีโอกาสให้นักเรียนได้แสดงความคิดเห็นมากนัก ลองพูดข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับวิชาเรียนเพิ่มเติมในห้องเรียน เด็กป. 2 อาจจะไม่มีความเห็นเรื่องการผันคำกริยาภาษาอังกฤษใน Present Tense แต่พวกเขาอาจจะมีความคิดเห็นเรื่องประสิทธิภาพการเรียนแบบท่องจำก็ได้ถ้าคุณนำบทความที่เกี่ยวข้องกับกระบวนการท่องจำมาเล่าให้พวกเขาฟัง

10.กระตุ้นการอภิปรายในห้องเรียนอย่างมีชีวิตชีวา. ถ้าคุณเอาแต่สอนตลอดเวลา นักเรียนอาจจะสัปหงกได้ ถ้าคุณอยากกระตุ้นให้นักเรียนพร้อมเรียนรู้และตื่นตัวอยู่เสมอ คุณต้องสร้างการอภิปรายในห้องเรียนอย่างสร้างสรรค์ตลอดคาบเรียนของคุณ ถามคำถามนักเรียนด้วยการเรียกชื่อตอบเป็นรายบุคคล อย่าถามรวมทั้งห้อง เพราะไม่มีนักเรียนคนไหนอยากถูกเรียกชื่อแล้วตอบคำถามไม่ได้ และถ้าพวกเขารู้ว่าพวกเขามีโอกาสที่จะตอบคำถามไม่ได้ พวกเขาก็จะเตรียมคำตอบตลอดทั้งคาบเรียน

  • วิธีนี้ไม่เพียงแต่ทำให้นักเรียนอ่านเอกสารและเตรียมตัวก่อนเข้าเรียนเท่านั้น แต่พวกเขายังจะตื่นเต้นที่ได้เรียนวิชาของคุณมากขึ้นด้วย เพราะพวกเขารู้สึกว่าความคิดเห็นของพวกเขาสำคัญ

11.รู้จักนักเรียนก่อนกล่าวคำชม. ถ้าคุณเพิ่งเข้าไปสอนชั้นเรียนใหม่ ยืนอยู่หน้าพวกเขา แล้วบอกพวกเขาว่าคุณรู้ดีว่านักเรียนทุกคนในห้องนี้เป็นเด็กน่ารัก และในวิชานี้พวกเขาก็จะได้เรียนรู้วิธีเปลี่ยนโลก ถ้าคุณบอกนักเรียนแบบนี้ พวกเขาจะไม่มีวันเชื่อคุณและพวกเขาก็จะไม่เคารพในตัวคุณด้วย เพราะพวกเขาจะคิดว่าคุณจะรู้จักพวกเขาจริง ๆ ได้อย่างไรทั้ง ๆ ที่คุณไม่แม้แต่พยายามที่จะทำความรู้จักพวกเขาด้วยซ้ำ คุณจะคาดหวังให้พวกเขาเปลี่ยนโลกได้อย่างไรในเมื่อคุณไม่เคยบอกเขาว่าโลกคืออะไร คุณจะมีความคาดหวังแบบเดียวกับคนอื่นได้อย่างไรกัน และสิ่งที่พวกเขาคิดก็ถูกต้องเสียด้วย

  • สำหรับครูส่วนใหญ่ เด็กนักเรียนทุกคนก็เหมือน ๆ กัน เลยทำให้พวกเขาสบายใจที่จะพูดออกมาแบบนั้น แต่สำหรับครูที่ดีแล้ว นักเรียนแต่ละคนไม่มีใครเหมือนกัน
  • อย่าแม้แต่จะขึ้นต้นประโยคว่า “พวกเธอบางคน” (เช่น “พวกเธอบางคนจะได้เป็นนักกฎหมาย บางคนจะได้เป็นหมอ”) เก็บประโยคนี้ไว้ช่วงคาบท้าย ๆ ที่คุณจะได้สอนพวกเขา (แต่ไม่ใช่คาบสุดท้าย) และพูดถึงเป็นรายบุคคล เช่น รินทร์จะรู้วิธีรักษามะเร็ง กวินทร์จะกลายเป็นคู่แข่งของเจ้าสัวซีพี วิลัยวรรณจะแต่งแต้มโลกให้สดใส ขนิษฐาเองก็อาจจะได้แข่งทำธุรกิจกับ กวินทร์ ด้วยก็ได้…”
  • เพิ่มอารมณ์ขันลงไปเล็กน้อยและทำให้นักเรียนเห็นชัดเจนว่าคุณรู้จักตัวตนบางมุมของพวกเขาทุกคน สิ่งเหล่านี้คือความคาดหวังของคุณที่มีต่อเด็ก ๆ ถ้าคุณพิสูจน์ตัวเองให้พวกเขาเห็น พวกเขา ก็จะพิสูจน์ตัวตนให้คุณเห็นเหมือนกัน

ทำให้นักเรียนเห็นว่าวิชาของคุณส่งผลอย่างไรกับโลก. แสดงให้เขาเห็นแรงกระตุ้นที่พวกเขาเคยต่อต้านมาก่อน ชี้ประเด็นที่เกี่ยวกับผู้คน ชุมชน ประเทศ โลก อะไรก็ได้ที่สำคัญกับคุณ อะไรก็ได้ที่คุณอยากกระตุ้นพวกเขา ตอนนี้คุณได้รับความไว้วางใจจากพวกเขาและพวกเขาก็มั่นใจแล้วว่าคุณมีค่าพอที่จะรับฟัง เพราะฉะนั้นพวกเขาจะฟังในสิ่งที่คุณพูด พวกเขาจะพยายามทำความเข้าใจว่าคุณมาจากที่ไหนและทำไมคุณถึงรู้สึกแบบนี้ ถึงพวกเขาจะไม่เห็นด้วย แต่พวกเขาจะพยายามเปิดใจแน่นอน

  • คุณอาจจะมีปัญหาในการกระตุ้นนักเรียนเพราะพวกเขามองไม่ออกว่าวิชาที่คุณสอนจะเอาไปใช้ประโยชน์อะไรได้ในชีวิตประจำวัน ไม่ว่าจะเป็นวิชาประวัติศาสตร์ไทยหรือวรรณคดีมรดก นำบทวิจารณ์หนังสือหรือบทความในหนังสือพิมพ์ให้นักเรียนดูเพื่อให้พวกเขารู้ว่า สิ่งที่พวกเขาเรียนอยู่นั้นส่งผลกระทบกับโลกข้างนอกจริง ๆ ถ้าพวกเขาเห็นว่าความรู้ในวิชานี้มีประโยชน์ สามารถนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้จริง พวกเขาก็จะมีแนวโน้มที่จะสนใจมากขึ้น

ขอบพระคุณภาพและเนื้อหาดีดีจาก

https://th.wikihow.com

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *