4 สาเหตุที่เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวและวิธีการบำบัดช่วยเหลือ!

ความก้าวร้าวเป็นคนละอย่างกับการกล้าแสดงออกในปัจจุบัน พ่อแม่กลัวว่าลูกจะเป็นคนไม่กล้าแสดงออกหรือกลัวว่าถ้าห้ามพฤติกรรมของลูกจะเป็นการชะงักพัฒนาการของเด็ก ซึ่งเป็นความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ความก้าวร้าวเป็นพฤติกรรมที่ควรได้รับการขัดเกลาแก้ไขจนถึงขั้นปราบปรามเมื่อมีความรุนแรง เพราะเป็นพฤติกรรมที่จะทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนข้าวของเสียหาย สังคมได้รับการกระทบกระเทือน และที่สำคัญเป็นผลเสียกับตัวเองอย่างมาก

การแสดงความก้าวร้าวของเด็ก

หมายถึงพฤติกรรมที่เด็กกำลังละเมิดสิทธิผู้อื่น เป็นการกระทำที่ทำให้เกิดความเสียหายไม่ว่าจะเป็นทางร่างกาย ทรัพย์สินหรือการกระทำให้ผู้อื่นได้รับความกระทบกระเทือนทางจิตใจโดยความก้าวร้าวนั้นอาจแสดงทางวาจา หรือการกระทำได้ เช่น การพูดหยาบคาย การไม่เคารพผู้อื่น การทุบตี หยิก กัด ผลัก ขว้างปา ทำลายสิ่งของ ฯลฯ และบางครั้งรุนแรงถึงระดับที่เป็นการทารุณกรรมต่อสิ่งมีชีวิตอื่นๆ จนบาดเจ็บถึงตายได้

ความก้าวร้าวมีสาเหตุหลายประการ

1. สาเหตุจากชีวภาพ
ซึ่งจะถ่ายทอดทางกรรมพันธุ์ได้บ้าง เช่น พ่อแม่อารมณ์ร้อนดุร้ายภายในครอบครัวมีอารมณ์รุนแรงและปฏิบัติต่อๆกันมา หรือเด็กบางคนมีลักษณะอารมณ์ฉุนเฉียว โกรธง่าย อาละวาดเก่ง รุนแรงตั้งแต่เล็กๆ มีการศึกษาพบว่าความก้าวร้าวส่วนหนึ่งเกิดจากความบกพร่องทางสมองได้ เช่น เกี่ยวกับฮอร์โมนหรือสารเคมีในสมอง ดังนั้นถ้าพบว่าเด็กมีความก้าวร้าวมากๆ หรือเป็นบ่อยโดยมีสาเหตุที่กระตุ้นน้อยมากควรคำนึงถึงโรคใดโรคหนึ่งที่ทำให้เด็กเกิดความก้าวร้าวง่ายด้วย เช่น สมาธิบกพร่อง ไฮเปอร์แอคทีฟ ปัญญาอ่อนออทิสติก และสมองพิการ เช่น โรคลมชัก

2. สาเหตุจากสภาพจิตใจของเด็กเอง
เด็กที่ไม่มีความสุข มีอารมณ์เศร้า ขี้กังวล ตื่นเต้น ตกใจง่าย เด็กที่มีความคับข้องใจบ่อยๆ มีความกดดันจากสิ่งแวดล้อมอยู่เสมอ เช่น ถูกบังคับมากเกินความสามารถ เด็กบางคนเมื่อรู้สึกว่าตนเองถูกแย่งของ กลัวถูกทอดทิ้ง น้อยใจผู้ใหญ่ ก็จะแสดงความก้าวร้าวออกไปก่อน เช่น ตีน้อง ผลักเพื่อน เด็กบางคนมีความเครียด เช่น เหนื่อย หิว ง่วงนอน ฯลฯ สภาพเหล่านี้จะทำให้เด็กหงุดหงิด แสดงวาจาไม่ไพเราะ เช่น ตวาด พูดเสียงดัง หรือแสดงกิริยาก้าวร้าวอื่นๆได้

3. สาเหตุจากครอบครัวและการเลี้ยงดู
เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดที่ทำให้เด็กก้าวร้าวและในทางตรงกันข้ามการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม สามารถลดความก้าวร้าวในเด็กที่มีสาเหตุความก้าวร้าวจากชีวภาพหรือสภาพทางจิตใจได้ง่าย

การเลี้ยงดูที่ทำให้เด็กก้าวร้าวมีหลาย รูปแบบ คือ

– การทอดทิ้งไม่เอาใจใส่ดูแล

– การลงโทษเด็กรุนแรง

-การตามใจเด็กและการยอมตามเด็กอยู่เสมอ

-ภายในครอบครัวที่มีลักษณะไม่สงบสุข ทะเลาะวิวาทแสดงความก้าวร้าวให้เด็กเห็นอยู่บ่อยๆ

-ภายในครอบครัวมีการยั่วยุอารมณ์เด็ก ชอบแหย่เด็ก

-การเลี้ยงดูที่ไม่สม่ำเสมอสื่อความ หมายต่อเด็กไม่ชัดทำให้เด็กสับสนกังวลไม่รู้ผิดถูกแน่นอน

– การขาดระเบียบวินัยในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน

– การที่เด็กทำผิดแล้วผู้ใหญ่ให้ท้าย

4. สาเหตุจากสภาพสังคมและสิ่งแวดล้อม
เด็กที่ดูภาพยนตร์ โทรทัศน์ วีดีโอ ที่มีเนื้อหาก้าวร้าวต่อสู้อยู่เสมอ จะกระตุ้นให้เด็กมีจิตใจฮึกเหิม ร้อนรน อยากเลียนแบบพฤติกรรมก้าวร้าวและเด็กกลุ่มนี้ส่วนใหญ่จะไม่มีกิจกรรมอื่นที่ เป็นการแสดงออกกำลังเคลื่อนไหว ซึ่งทำให้ขาดทางออกในการคลายเครียด เมื่อถูกเร้าให้เกิดความเครียดก็จะ แสดงออกเป็นพฤติกรรมก้าวร้าวในชีวิตประจำวันได้ง่าย นอกจากนี้ข่าวสารต่างๆ ปัญหาความเครียดในสังคม ท่าทีทัศนคติของเพื่อน ครู ฯลฯ ล้วนมีส่วนให้เกิดความเครียดหรือแบบอย่างของความก้าวร้าวได้เช่นกัน

การช่วยเหลือ แก้ไข และป้องกัน
1. การช่วยเหลือแก้ไขตั้งแต่เริ่มแรกเป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันพฤติกรรมก้าวร้าว ดังนี้

1.1 ผู้ใหญ่จะต้องหยุดการกระทำก้าวร้าวทันที เช่น เด็กขว้างปา หรือทุบตี ควรจัดการด้วยวิธีสงบโดยจับมือรวบตัวและบอกสั้นๆว่า ตีไม่ได้ เตะไม่ได้ หรือของนี้ไม่ได้มีไว้ปา โดยผู้ใหญ่ต้องไม่ตอบหรือแสดงท่าทีที่รุนแรงกับเด็ก

1.2 ขณะนั้นให้ยอมรับความรู้สึกว่าเค้ากำลังโกรธ แต่หยุดยั้งการกระทำ เช่น “แม่รู้หนูโกรธ แต่เราไม่อนุญาตให้ตีกัน และแม่จะไม่ให้น้องทำหนูเช่นกัน”

1.3 แนะนำทางออกอื่นให้ เมื่อโกรธให้บอกผู้ใหญ่ เลิกเล่นกับน้อง, ว่ากล่าวน้องได้แต่ไม่ตีกัน, ถ้าเด็กรู้สึกว่าต้องตีให้เบี่ยงเบนไปตีพื้นหรือหมอนแทน เพื่อไม่ให้ใคร เดือดร้อนการปฏิบัติเช่นนี้เด็กจะเรียนรู้ว่าการก้าวร้าวเป็นสิ่งที่เราไม่ ยอมรับ แต่เราเข้าใจความรู้สึกของเขาและมีทางออกอื่นที่เหมาะสม

2. การรับฟังเด็กการเบี่ยงเบนทางออก ให้เด็กมีการกระทำอื่นทดแทน ทั้งนี้เด็กก็ยังมีอาการได้อีกเป็นครั้งคราว เพราะเด็กเล็กยังไม่เข้าใจหมด ยังระงับอารมณ์ไม่ได้เต็มที่ซึ่งผู้ใหญ่ต้องให้เวลาในการเรียน รู้

3.ไม่ควรมีการตกลงหรือต่อรองกันขณะที่ เด็กมีอารมณ์หรือพฤติกรรมก้าวร้าวเพื่อให้เด็กเรียนรู้ว่าผู้ใหญ่จะตอบสนองความต้องการของเขาในช่วงที่มีอารมณ์สงบ

4. ผู้ใหญ่ต้องระวังอารมณ์ตนเองไม่ควรใช้อารมณ์โต้ตอบเด็กหรือเอาชนะกัน

5.การลงโทษเด็กควรใช้วิธีอื่นที่ไม่ใช้ ความรุนแรง เช่น การแยกเด็กอยู่ตามลำพังระยะหนึ่ง(ไม่ควรนานเกินไป) โดยมีการสื่อให้เข้าใจว่าเมื่อสงบแล้วจึงมาพูดจากันใหม่ บางครั้งใช้การงดสิทธิบางอย่าง หรือไม่ให้ความสนใจพฤติกรรมนั้น

6. การฝึกฝนเด็กควบคุมอารมณ์ตัวเองที ละน้อย เริ่มได้ตั้งแต่ 3 ขวบ เช่น เมื่อรู้สึกโกรธให้เด็กแยกตัวไปอยู่อย่างสงบสักครู่และผู้ใหญ่ก็ใช้วิธีเดียวกัน

7. การฝึกฝนให้เด็กมีความรับผิดชอบต่อการกระทำไม่เหมาะสมของตนเอง หลังจากสงบอารมณ์แล้ว เช่น ซ่อมแซมหรือชดใช้ของที่ทำเสียหายโดยพิจารณาตามความเหมาะสม

8. ฝึกให้เด็กรู้จักมีความเห็นอกเห็นใจ ผู้อื่นมีจิตใจโอบอ้อมอารี

9.การพยายามเข้าใจความคิดความรู้สึกของ เด็กและส่งเสริมส่วนดีของเด็กจะช่วยให้เด็กมีความสุข มั่นใจ ผ่อนคลาย

10.หลีกเลี่ยงการตำหนิว่ากล่าวเปรียบ เทียบให้เด็กมีปมด้อยหรือการขู่หรือหลอกให้กลัว ตลอดจนการยั่วยุให้เด็กมีอารมณ์โกรธ

11. เลี้ยงดูด้วยการฝึกระเบียบวินัยในครอบครัว และผู้ใหญ่เป็นตัวอย่างของความปรองดองเป็นมิตรต่อกัน

ที่มา https://thaipsychiatry.wordpress.com/

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *