8 ขั้นตอนสอนภาษาระดับ(อนุบาล)ด้วยวิถีธรรมชาติอย่าง’ได้ผลดีที่สุด’

‘ทุ่งสักอาศรม’ ขอยืนยันการใช้ “วิถีธรรมชาติ” เตรียมความพร้อมทักษะภาษาเด็กอนุบาลว่า ‘ได้ผลดีที่สุด’ ไม่ว่าจะใช้กับเด็กที่พูดภาษากลาง ภาษาถิ่น หรือเด็กที่พูดภาษาชนเผ่าก็ตาม ทั้งนี้โดยได้พิสูจน์จนเป็นที่ประจักษ์แล้ว โดยให้ครู หรือแม่พ่อ หรือผู้ดูแลเด็กเป็นผู้นำพาเด็กฝึกปฏิบัติกิจกรรมชีวิตและทักษะต่อไปนี้

๑) นำฝึกเปล่งคำที่เป็นชื่อนามสิ่งต่างๆ รอบตัว ซ้ำๆ คำละ ๓-๔ ครั้ง โดยฝึกให้เด็กฟังเสียงผู้นำฝึกที่พูดชัดอักขระ สังเกตรูปปากขณะเปล่ง สังเกตการใช้ริมฝีปาก ลิ้น ฟัน เพดาน การออกเสียง หรืออาจวาดรูปให้เด็กดูการใช้ลิ้นกับอวัยวะการออกเสียงภายในปากเพื่อช่วยให้ เด็กรู้ที่เกิดเสียงนั้นด้วยก็จะได้ผลเร็วและชัดเจนยิ่งขึ้น คำที่นำเปล่งทุกคำจะต้องให้เด็กเห็นของสิ่งนั้น เช่น หมวดที่เกี่ยวกับพืชได้แก่ ใบไม้ ดอกไม้ ผลไม้ ต้นไม้ กิ่งไม้ โคนไม้ ยอดไม้ รากไม้ เปลือก เมล็ด ฯลฯ หรือหมวดที่เกี่ยวกับร่างกายได้แก่ หัว ผม โคนผม ปลายผม รูหู ใบหู คิ้ว ตา ลูกตา ตาดำ ตาขาว ขนตา ขี้ตา จมูก รูจมูก ขนจมูก ปาก ริมฝีปาก ฟัน เหงือก แก้ม คาง หน้าผาก คอ ท้ายทอย บ่า ไหล่ หลัง อก แขน ข้อศอก มือ นิ้ว ฯลฯ หากคำนั้นมองไม่เห็นภาพก็ให้เห็นกิริยาอาการ หรือได้สัมผัสต่างๆ เช่นดมกลิ่น ชิมรส หรือลูบคลำสัมผัส รู้สึกร้อนเย็น เป็นต้น ทั้งนี้ให้เน้นการเปล่งเสียงให้ชัดเจนทุกเสียงอักขระจากคำต่างๆ ไม่น้อยกว่าระดับชั้นอนุบาลละ ๕,๐๐๐ คำ

๒) หลังจากเด็กเปล่งคำและรู้ความหมายจากการดูและสัมผัสต่างๆ มากพอประมาณ ให้เริ่มฝึกนำเปล่งประโยคง่ายๆ ในชีวิตประจำวันจากคำที่เปล่งแล้ว เช่น กินข้าว ร้องเพลง วิ่งเล่น ดื่มน้ำ ครูพูด เด็กถาม ไก่ขัน พ่อขับรถ แม่หุงข้าว เด็กๆ เต้นรำ ฯลฯ โดยกระทำการนำฝึกไปพร้อมๆ กับการฝึกเปล่งคำ ให้มีปริมาณครอบคลุมการพูดสื่อสารในชีวิตประจำวันที่เหมาะกับวัยของเด็ก

๓) เพื่อให้การเปล่งเสียงและการพูดสนุกรื่นรมย์ในอีกท่วงทำนองหนึ่ง ให้ผู้นำฝึกฟังเพลงกล่อมเกลาอารมณ์ สร้างเสริมสมาธิ ความอ่อนโยน และสุนทรียภาพในจิตใจ ชวนเด็กท่องบทอาขยานหรือร้อยกรองง่ายๆ ร้องเพลง และแสดงท่าทางหรือเล่นรำเต้นประกอบไปด้วย ซึ่งกิจกรรมท่องอาขยานและร้องเพลงนี้จะช่วยฝึกความสามารถในการออกเสียงให้ ชัดคำและชัดอักขระมากยิ่งขึ้น

๔) ชวนเด็กฝึกฟังนิทาน ฟังเรื่องเล่า และชวนพูดถามตอบ เป็นการฝึกใช้ภาษาในชีวิตให้มีทักษะสมบูรณ์ อีกทั้งเป็นการสร้างเสริมจินตนาการ การคิดเชื่อมโยง และคิดสร้างสรรค์ตามวัย อีกทั้งจะเป็นต้นธารการปลูกรักการอ่านที่ดียิ่ง ซึ่งในแต่ละชั้นปีของเด็กอนุบาลควรได้ฟังนิทานและเรื่องเล่าที่ดีที่เหมาะ กับวัยไม่น้อยกว่า ๕๐ เรื่อง

๕) ชวนเด็กฝึกเปล่งเสียงท่องพยัญชนะ ก – ฮ และสระทั้ง ๓๒ สระจากแผนภูมิพยัญชนะและสระที่อาจมีรูปประกอบจูงใจช่วยจำ อาจชวนกันขับร้องเป็นเพลงและแสดงท่าทางเต้นรำด้วยก็ได้ จากนั้นอาจเพิ่มการเปล่งเสียงจากแผนภูมิรูปวรรณยุกต์และตัวเลข ให้เกิดทักษะจดจำได้ตามวัยและความแตกต่างของเด็กแต่ละคน

๖) จากนั้นนำฝึกทักษะกล้ามเนื้อมือและกล้ามเนื้ออื่นๆ ที่จำเป็นต่อพัฒนาการการใช้อวัยวะต่างๆ ของร่างกายตามวัย ฝึกการจับดินสอให้ถูกวิธีด้วยนิ้วหัวแม่มือ นิ้วชี้ และนิ้วกลาง โดยควรฝึกใช้มือขวา เด็กที่ถนัดซ้ายครูจะต้องค่อยๆ ประคับประคองและให้กำลังใจเป็นพิเศษ ขณะเดียวกันก็ฝึกวางระยะสายตาให้ห่างจากปลายดินสอก่อนเขียนทุกครั้ง ระยะที่เหมาะสมระหว่างปลายดินสอกับตาของเด็กคือระยะประมาณ ๑ ฟุต

๗) เมื่อฝึกปรับระยะสายตาเรียบร้อยแล้วให้ชวนเด็กฝึกเขียนเส้นลีลาต่างๆ บนกระดาษไร้เส้น ซึ่งจะได้ผลดีกว่ากระดาษที่มีเส้น จะทำให้เด็กมีพัฒนาการเชื่อมั่นตนเองเร็วขึ้น เขียนลีลาต่างๆ ทุกทิศทุกทางของลีลาเส้นแต่ละชนิด กระทั่งเด็กเกิดความชำนาญ ทั้งเส้นตรง เส้นโค้ง เส้นรอบวงกลม เส้นหยัก เส้นประ เส้นจุด ฯลฯ สลับกับการวาดรูประบายสีอย่างมีประณีตจิตและมีพัฒนาการที่ดีของเด็กแต่ละคน เน้นให้เด็กมีทักษะการเขียนเส้นที่สมบูรณ์ก่อนการเขียนตัวอักษร จากสถิติที่พบก่อนเด็กคนหนึ่งจะมีความพร้อมทักษะที่จะฝึกเขียนอักษรตัวแรก เด็กคนหนึ่งควรได้ฝึกเขียนเส้นคนละไม่น้อยกว่า ๒๐๐ แผ่นกระดาษขนาดเอสี่

๘) เมื่อเด็กฝึกเขียนเส้นและวาดรูปอย่างมีความสุขกระทั่งมีทักษะเพียงพอแล้ว ครูสามารถนำพาเด็กฝึกเขียนพยัญชนะ ก – ฮ สระทั้ง ๓๒ สระ วรรณยุกต์ทั้ง ๔ รูป และตัวเลข ๐-๙ ได้ตามลำดับ โดยคำนึงถึงการฝึกจากอักษรที่เขียนง่าย ปานกลาง และยากตามพัฒนาการที่เด็กสามารถทำได้จริง มีข้อควรรู้ว่าเด็กจะเขียนและจำพยัญชนะได้ดีโดยฝึกเขียนอักวันละตัวเท่านั้น เช่น ถ้าแรกเริ่มฝึกเขียน ก ก็ให้ฝึกเขียน ก ตัวเดียวในกระดาษ เขียนทั้ง ก ขนาดเล็ก ขนาดใหญ่ เขียน ก ให้เต็มทั้งหน้ากระดาษ เขียนเต็มแผ่นที่หนึ่งแล้วก็เขียนแผ่นที่สอง สาม สี่ พรุ่งนี้จึงค่อยนำพาฝึกเขียน ข ต่อไป แต่ถ้าฝึกวันละหลายตัวเด็กจะสับสนและจดจำไม่ได้ สิ่งสำคัญในการเขียนอักษรคือ ครูจะต้องเริ่มต้นเขียน ‘ตัวแบบ’ ให้เด็กดูอย่างถูกวิธีและถูกทิศทางของการเขียนอักษรแต่ละตัวด้วย (ขั้นฝึกทักษะการเขียนอักษรนี้ ควรฝึกในระดับอนุบาล ๒ หรืออนุบาล ๓ จะสอดคล้องกับพัฒนาการของวัยที่ดียิ่ง)

…ฝึกเตรียมทักษะด้านภาษาระดับอนุบาลเพียงเท่านี้ก็พอแล้ว ยังไม่ต้องฝึกอ่านและเขียนคำแต่ประการใด เพราะว่าเมื่อขึ้นชั้น ป.๑ ครู ป.๑ ก็จะนำฝึกอ่านเขียนตามลำดับทักษะเอง ไม่ควรเร่งพัฒนาการของเด็ก เพราะการกระทำหรือนำฝึกในสิ่งที่เกินวัยจะเป็นเหตุพัฒนาการชะงักงันได้! จะเป็นโทษแก่เด็กมากกว่าเป็นผลดี! มิหนำซ้ำยังทำให้ครูอนุบาลไม่มีเวลาฝึกเตรียมทักษะต่างๆ ดังที่กล่าวข้างต้นให้สมบูรณ์ได้อีกด้วย สำหรับเด็กที่มีพัฒนาการดีเป็นกรณีพิเศษและมีความพร้อมพอที่จะเขียนชื่อตน เองหรือคำง่ายๆ เช่น พ่อและแม่บ้างเมื่อผ่านการฝึกเขียนตัวอักษรได้แล้ว ก็อาจอนุโลมให้ทำได้ แต่ทั้งนี้เด็กจะต้องมีความสุขที่จะทำเช่นนั้น

นี่คือวิถีแห่งการฝึกฝนและหล่อหลอมพัฒนาการด้านทักษะภาให้แก่เด็กอย่างเป็น “วิถีธรรมชาติ” ที่ได้ผลดีที่สุด และพิสูจน์ได้

ขอบพระคุณที่มา ทุ่งสักอาศรม
http://oknation.nationtv.tv/blog/krugarn/2015/03/07/entry-1

Related posts:

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *