เชื่อหรือไม่? “มนุษย์โต๊ะรกเอกสารกองท่วมหัว”คือพวกมีประสิทธิภาพการทำงานสูง !

ปกติแล้ว เรามักจะเห็นพฤติกรรมของคนทำงานที่แตกต่าง โดยเฉพาะ “การจัดโต๊ะ” หลายคนชอบจัดโต๊ะแนวต่าง ๆ เช่น สวยงาม หรือเป็นระเบียบเรียบร้อย เพราะเชื่อว่า จะทำให้โต๊ะสะอาด และสร้างสรรค์ไอเดียได้อย่างลื่นไหล ขณะเดียวกัน คนที่ไม่ชอบจัดโต๊ะ หรือปล่อยให้โต๊ะรก สุมไปด้วยหนังสือและงานต่าง ๆ เป็นกองพะเนิน มักจะถูกตำหนิว่า เป็นพวกไม่รักความเป็นระเบียบ ยุ่งเหยิง และน่าจะเป็นพวกสับสนในการทำงานไม่มากก็น้อย ทว่า ความเชื่อทำนองนี้ ได้มีผู้ออกมาแสดงทัศนะปฎิเสธว่า ความจริงหาเป็นเช่นนั้นไม่! โดยศาสตราจารย์เอริก อับราฮัมสัน ผู้ประพันธ์หนังสือเรื่อง “A Perfect Mess” ได้เขียนไว้ในหนังสือดังกล่าวว่า คนที่มีโต๊ะทำงานรกนั้น แท้จริงไม่ใช่พวกขี้เกียจ แต่เป็นพวกคนทำงานที่มีประสิทธิภาพ อย่างเช่น อัจฉิรยะบุคคลหลายคนของโลกนี้ ! โดยในหนังสือนี้ระบุว่า โดยปกติแล้ว ผู้จัดการจำนวนมากคอยจะดูถูกลูกจ้างที่มีโต๊ะรกรุงรัง แต่จริง ๆ แล้วพวกเขาอาจทำงานได้ดีกว่าคนอื่น Read More …

เด็กขี้อายเกินไป เสี่ยงเป็นโรคกังวลต่อการเข้าสังคม และมีปัญหาเมื่อเติบโต

ลูกขี้อาย ผิดปกติหรือไม่  นิสัยขี้อายของเด็กๆถือเป็นภาวะปกติตามพัฒนาการ เมื่อต้องเผชิญกับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่คุณแม่เอะใจสักนิดหากลูกมีอาการดังกล่าวตลอดเวลา ไม่กล้าแสดงออก แก้ไม่หายสักที  ลูกของคุณแม่อาจมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม จนกลายเป็นโรครคกังวลต่อการเข้าสังคม (Social Anxiety in Children & Adolescents)ได้ค่ะ โรคนี้พบได้ในเด็กวัยเรียนถึงวัยรุ่น หากลูกของคุณเป็นเด็กขี้อายคุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจดังนี้ค่ะ อาการโรคกังวลต่อการเข้าสังคม เด็กจะมีความกลัวต่อการถูกเฝ้ามองหรือถูกประเมินจากคนรอบข้าง เด็กกลุ่มนี้จะมีความคิดว่า เขาอาจจะทำหรือพูดอะไรที่ดูไม่เข้าท่าในสายตาคนอื่นๆ หรือเเสดงอะไรที่ตลกๆ เปิ่นๆออกไป ทำให้ตัวเองอาย หรืออาจตกเป็นเป้าสายตาของการถูกการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง  ความแตกต่างของโรคนี้จากความ “ ขี้อาย ” ทั่วไปก็คือ เด็กเหล่านี้จะแทบทำอะไร ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เลย เด็กขี้อายทั่วไป เด็กขี้อายทั่วไปอาการมักจะหายไปเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าเป็นโรคกังวลต่อการเข้าสังคมต้องบำบัดถึงจะหายขาด เด็กบางคนกังวลต่อการเข้าสังคมมากจนส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกาย เช่น  อาเจียน เวียนศีรษะ มือสั่น Read More …

(งานวิจัย)รู้หมือไร่?? อาการขี้หลงขี้ลืมนั้นเป็นผลดีต่อสมองและอาจทำให้คุณกลายเป็นอัจฉริยะก็เป็นได้

อาการขี้หลงขี้ลืมเป็นอาการที่เกิดขึ้นได้กับทุกคน ซึ่งหลายคนอาจจะมองว่าคนๆ นั้นมีสมองที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก แต่รู้หรือไม่ว่าอาการขี้ลืมจริงๆ แล้วมันเป็นสัญญาณของคนฉลาดต่างหาก งานวิจัยหนึ่งที่ได้ตีพิมพ์ในนิตยสาร Neuron บอกไว้ว่าคนที่มีสมองสุขภาพแข็งแรงบางครั้งก็มีการทำงานที่หนักหน่วงเกินไปจนกลายเป็นอาการหลงลืมชั่วขณะนั่นเอง ซึ่งงานวิจัยชิ้นนั้นเขียนโดย นักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดาโดยได้ทิ้งข้อสรุปไว้ว่า การลืมสิ่งต่างๆ ไม่ใช่เรื่องธรรมดาแต่ว่ามันเป็นการพักสมองหลังจากใช้งานมาอย่างหนักและมันก็กำลังเพิ่มประสิทธิภาพให้แก่สมองของเราด้วย   Paul Frankland และ Blake Richards ได้บอกเอาไว้ว่าหน่วยความจำจริงๆ แล้วนั้นจะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนคือจดจำเฉพาะข้อมูลที่มีความสำคัญและอีกส่วนหนึ่งคือสร้างพื้นที่สำหรับพักผ่อนสมองซึ่งนั่นจึงทำให้เราหลงลืมรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ในแต่ละวันไป การศึกษาหนึ่งของ Frankland พบว่าเมื่อเซลล์สมองใหม่ถูกสร้างขึ้นในสมองส่วนฮิปโปแคมปัส ความทรงจำเก่าๆ จะถูกเขียนทับเหมือนกับข้อมูลในคอมพิวเตอร์เลยล่ะ “มันเป็นเรื่องสำคัญมากที่สมองของเราจะลืมรายละเอียดสิ่งต่างๆ ที่ไม่สำคัญนักในชีวิตของเราและเพ่งเล็งไปในเรื่องที่สำคัญ เพราะจะทำให้เราสามารถตัดสินใจเรื่องสำคัญนั้นได้ดีขึ้นและยังสร้างพื้นที่ว่างเพื่อรองรับสิ่งใหม่ๆ อีกด้วย” Richard กล่าว ประโยชน์อย่างหนึ่งของโรคขี้หลงขี้ลืมนี้ก็คือ เมื่อเราลืมรายละเอียดในกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านไปแล้ว แต่ว่ายังคงจำภาพรวมของกิจกรรมนั้นได้ มันจะทำให้เราพยายามนึกย้อนไปในอดีตและทำให้เราสามารถซึมซับบรรยากาศในวันนั้นและให้ความรู้สึกเหมือนกับวันนั้นพึ่งผ่านมาเพียงไม่นาน   แต่ก็ใช่ว่าจะเป็นเรื่องดีเสมอไปสำหรับคนที่ลืมสิ่งสำคัญตลอดเวลา เพราะว่าการลืมสิ่งต่างๆ Read More …

ผลวิจัยในออสเตรเลียเผย เด็กวัยรุ่นที่เล่นเกมออนไลน์มีผลการเรียนดีขึ้น ขณะที่การใช้เวลาอยู่กับสื่อสังคมออนไลน์อย่างเฟซบุ๊คกลับส่งผลตรงกันข้าม

ผลวิจัยซึ่งตีพิมพ์ในวารสารนานาชาติเพื่อการสื่อสารของออสเตรเลีย ระบุว่า การทดสอบ ซึ่งได้รับการยอมรับจากโครงการประเมินนักเรียนระหว่างประเทศ หรือ พิซา (PISA) เป็นการประเมินความสัมพันธ์ระหว่างการใช้อินเทอร์เน็ตและผลการเรียนของกลุ่มเด็กชาวออสเตรเลียวัย 15 ปี โดยพบว่าเด็กที่เล่นเกมออนไลน์มีคะแนนพิซาสูงกว่า มีคะแนนสูงกว่าค่าเฉลี่ย 15 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ และ 17 คะแนนในวิชาวิทยาศาสตร์ ส่วนวิชาที่เหลือมีคะแนนเท่ากันหมด ผลวิจัยยังระบุว่า เด็กที่มีความเป็นเลิศทางคณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ และการอ่านมีแนวโน้มที่จะเล่นเกมออนไลน์เช่นกัน ขณะที่เด็กที่ใช้สื่อสังคมออนไลน์เป็นประจำมีแนวโน้มที่มีคะแนนวิชาคณิตศาสตร์ การอ่าน และวิทยาศาสตร์ ต่ำกว่าเด็กที่แทบไม่ได้ใช้หรือไม่ใช้เลย โดยมีคะแนนต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 20 คะแนนในวิชาคณิตศาสตร์ นอกจากนี้ แม้ว่าการเล่นเกมออนไลน์กับการใช้สื่อสังคมออนไลน์จะกินเวลาที่ควรจะทบทวนบทเรียน ปรากฎว่า เกมกลับทำให้เด็ก ๆ ได้พัฒนาทักษะและนำสิ่งที่ได้เรียนมาใช้มากกว่า การใช้อินเทอร์เน็ตในเด็กวัยรุ่นถือว่าอยู่ในระดับสูง ซึ่ง 97% ของเด็กอายุระหว่าง 15-17 ปีระบุว่าใช้งานอินเทอร์เน็ตเป็นประจำ ส่วน 78% ของเด็กในกลุ่มเดียวกันใช้สื่อสังคมออนไลน์แทบทุกวัน หรือทุกวัน อย่างไรก็ตาม นายอัลแบโต Read More …

9 เคล็ดลับเปลี่ยนตัวเองให้คุณดูดีขึ้นในทันที ด้วยแนวทางจากวิทยาศาสตร์!

สำหรับใครที่รู้สึกว่าตัวเองนั้นมักจะรับประทานแห้วอยู่บ่อยๆ จะไปจีบใครหรือแอบชอบใครก็ดูเหมือนจะเป็นอากาศธาตุอยู่ร่ำไป หรือไม่ค่อยจะเป็นที่สนใจของเพศตรงข้ามสักเท่าไหร่ล่ะก็ อย่าเพิ่งท้อใจไปเลยเพื่อนรัก!! วันนี้เรามีเคล็ดลับดีๆ จากผู้เชี่ยวชาญที่จะทำให้คุณดูมีเสน่ห์เพิ่มมากขึ้นมาฝากกัน แถมยังเอาไปฝึกทำเพื่อบริหารเสน่ห์กันได้ง่ายๆ อีกด้วยนะเออ ไม่แน่… วันมาฆบูชาครั้งหน้าคุณอาจจะมีคู่ไปเวียนเทียนด้วยก็ได้นะ     1. ยิ้มให้บ่อยขึ้น จากงานวิจัยในประเทศสวิตเซอร์แลนด์ในปี 2014 เกี่ยวกับรอยยิ้มและความดึงดูดใจพบว่า ผู้ที่มีรอยยิ้มและดูสดใสร่าเริงนั้นจะมีแรงดึงดูดต่อเพศตรงข้ามมากกว่าคนที่เอาแต่ทำหน้าบึ้ง   2. ลองใส่เสื้อผ้าสีแดงดูสิ การศึกษาด้านจิตวิทยาที่ตีพิมพ์ในวารสารวิชาการเมื่อปี 2010 เผยว่าผู้ที่สวมชุดสีแดงนั้นจะเป็นที่ดึงดูดใจของสาวๆ มากกว่าการสวมเสื้อผ้าสีอื่นๆ   3. สร้างเสียงหัวเราะให้คนอื่น ผลการศึกษาที่ตีพิมพ์ในวารสาร Psychological Reports เผยว่าชายหนุ่มที่พูดคุยเรื่องตลกกับเพื่อนที่หน้าบาร์นั้นจะเป็นที่ดึงดูดของเหล่าสาวๆ ที่นั่งอยู่โต๊ะใกล้ๆ และนอกจากนี้คุณยังมีโอกาสที่จะได้เบอร์ของเธอมากกว่าคนอื่นๆ ถึง 3 เท่าเลยทีเดียว!! แถมอารมณ์ขันยังทำให้คุณดูฉลาดขึ้นอีกด้วยนะ     4. อย่าลืมดูแลเรื่องกลิ่นกายด้วยล่ะ Read More …