10 ลักษณะสำคัญของการวิจัยในชั้นเรียน

๑. ครูเป็นผู้วิจัยเอง เพื่อเพิ่มพูนความรู้ให้แก่วงการวิชาชีพครู ๒. ผลการวิจัยสามารถแก้ปัญหาผู้เรียนได้ทันเวลา และตรงจุด ๓. การวิจัยช่วยเชื่อมช่องว่างระหว่างทฤษฏีและการปฏิบัติ ๔. การเพิ่มศักยภาพการคิดสะท้อน(Reflective Thinking) ของครูต่อปัญหาที่เกิดในห้องเรียน ๕. การเพิ่มพลังความเป็นครูในวงการการศึกษา ๖. การเปิดโอกาสให้ครูก้าวหน้าทางวิชาการ ๗. การพัฒนา และทดสอบการแก้ปัญหาในชั้นเรียน ๘. การเปิดโอกาสให้ผู้เรียนแสดงความคิดเรื่องการเรียนการสอน และทางแก้ปัญหา ๙. การนำเสนอข้อค้นพบและการรับฟังข้อเสนอแนะจากกลุ่มครู ๑๐. การวิจัยและพัฒนาเป็นวงจร (Cycle) เพื่อทำให้ข้อค้นพบสมบูรณ์ขึ้น โดยที่จุดมุ่งหมายของการวิจัยเป็นการพัฒนาการเรียนรู้ของผู้เรียน ดังนั้นการเขียนรายงานการวิจัยจึงขึ้นอยู่กับผู้วิจัยว่าจะนำผลวิจัยไปทำอะไร แต่ลักษณะของการวิจัยต้องสอดคล้องตามที่ได้กล่าวแล้ว ขอบพระคุณที่มา https://etraining2012.wordpress.com/%E0%B8%A5%E0%B8%B1%E0%B8%81%E0%B8%A9%E0%B8%93%E0%B8%B0%E0%B8%AA%E0%B8%B3%E0%B8%84%E0%B8%B1%E0%B8%8D%E0%B8%82%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0%B8%88%E0%B8%B1%E0%B8%A2/

ดื้อต่อต้าน โรคพฤติกรรมดื้อต่อต้าน หากลูกเกิน 3 ขวบแล้วยังเป็นอย่างนี้ ใช่เลย!

ดื้อต่อต้าน โรคพฤติกรรมดื้อต่อต้าน ผลสำรวจล่าสุดในปี 2559 พบเด็กไทยเป็น ดื้อต่อต้าน หรือโรคพฤติกรรมดื้อต่อต้าน มักพบในวัยเกิน 3 ขวบ พ่อแม่ต้องสังเกต 8 สัญญาณอาการเด่น เมื่อรู้ว่า ลูกไม่ฟังพ่อแม่ เมินกฎระเบียบ เป็นโรคดื้อต่อต้าน ต้องพาไปพบจิตแพทย์เด็กโดยด่วน โรคพฤติกรรมดื้อต่อต้าน นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า โรคพฤติกรรมดื้อต่อต้าน ( Oppositional Defiant Disorder) นั้นเด็กจะมีความผิดปกติทางด้านพฤติกรรม มีนิสัยดื้อต่อต้านไม่ฟังพ่อแม่ ไม่ทำตามกฎระเบียบ อารมณ์รุนแรง หงุดหงิดง่ายในระดับที่มากเกินกว่าเด็กทั่วไป สร้างความเดือดร้อนให้คนอื่นเป็นประจำ พบเด็กป่วยเป็นโรคดื้อต่อต้าน 80,000 คนทั่วประเทศ ผลสำรวจของกรมสุขภาพจิตในกลุ่มเด็กอายุ 13-17 ปี Read More …

ชักง่วงแล้วสิ!ผลวิจัยชี้ “นอนชดเชยในวันหยุด” ช่วยให้อายุยืนขึ้น!!!

ข่าวดีสำหรับคนที่มีพฤติกรรมนอนน้อย โดยเฉพาะในช่วงวันทำงาน เพราะผลวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดชี้ว่า ถ้าคุณนอนชดเชยในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ ก็ยังมีโอกาสที่จะมีสุขภาพดีและอายุยืนพอๆกับคนที่นอนเพียงพอทุกวันได้ เป็นที่ทราบกันดีว่า การอดนอนนั้นอาจส่งผลต่อสุขภาพ ถึงขั้นเสียชีวิต และยังก่อให้เกิดปัญหาโรคร้ายได้ในอนาคต เราจึงมักจะได้รับการปลูกฝังให้นอนให้เพียงพอ วันละ 6-8 ชั่วโมง เพราะเชื่อกันว่า การนอนชดเชยในวันเสาร์-อาทิตย์หลังจากนอนไม่พอมาตลอดสัปดาห์ จะไม่ช่วยอะไร   อย่างไรก็ตาม ผลการวิจัยทางวิทยาศาสตร์ล่าสุดจากสถาบันวิจัยความเครียดแห่งมหาวิทยาลัยสตอกโฮล์มของสวีเดน ซึ่งติดตามศึกษาพฤติกรรมการนอนและสุขภาพของชาวสวีเดนหลายหมื่นคนตลอดระยะเวลากว่า 10 ปี พบว่า คนที่นอนไม่เพียงพอในช่วงวันทำงานตลอดสัปดาห์ มีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยอันควรมากกว่าคนทั่วไปจริง เว้นเสียแต่ว่าพวกเขาจะได้นอนชดเชยมากขึ้นในวันหยุดสุดสัปดาห์   โดยผู้ที่นอนเฉลี่ยคืนละ 5 ชั่วโมงหรือน้อยกว่านั้นในช่วงวันทำงาน มีความเสี่ยงเสียชีวิตก่อนวัยสูงถึง 65% เมื่อเทียบกับคนที่ได้นอนเฉลี่ยคืนละ 6-7 ชั่วโมง แต่หากได้นอนพักผ่อนเพิ่มขึ้นเป็นคืนละ 8 ชั่วโมงหรือมากกว่านั้น ในช่วงวันหยุดเสาร์-อาทิตย์ อัตราการเสียชีวิตก่อนวัยอันควรก็จะไม่ต่างจากคนที่นอนหลับเป็นปกติเลย Read More …

ผลวิจัยชี้! ความสัมพันธ์พ่อลูก ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ลูกมีความสุขมากขึ้น

ผลการศึกษาวิจัยจากบรรดาพ่อแม่ของเด็ก ๆ จำนวน 10,440 คน ได้พบว่า ความสัมพันธ์พ่อลูก ที่ดีนั้นจะทำให้ลูก ๆ มีความสุขและสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น ทำให้เด็กมีอารมณ์และรู้สึกมั่นใจในตัวของตัวเอง พ่อแม่ที่มีส่วนร่วมกับลูกและมีความใกล้ชิดสนิทสนม จะทำให้ลูกชายมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาพฤติกรรมน้อยลง และลูกสาวมีปัญหาด้านจิตใจน้อยลง ผลวิจัยชี้! ความสัมพันธ์พ่อลูก ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ลูกมีความสุขมากขึ้น ดร.แอนนา ซาร์คาดี จากมหาวิทยาลัยอัปซาลา สวีเดน เผยการวิเคราะห์รายงานที่จัดทำขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมาว่า โดยรวมแล้วสำหรับลูกที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อจะมีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กมีปัญหาต่ำ ในขณะที่ด้านสติปัญญา การรู้จักใช้เหตุผล และทักษะด้านภาษา เด็ก ๆ จะมีความก้าวหน้า และจะเป็นเด็กเรียนดี สามารถสร้างมิตรภาพกับเพื่อนทั้งสองเพศ โดยลูกที่ได้อยู่กับพ่อและแม่พร้อมหน้าจะมีปัญหาพฤติกรรมน้อยกว่าเด็กที่อยู่กับแม่เพียงคนเดียว นักวิจัยได้ข้อสรุปว่า จิตวิทยาและอารมณ์ของคนเป็นพ่อนั้นจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของลูกอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเวลาที่พ่อช่วยในการดูแลลูก ๆ Read More …

3 เทคนิคฝึกสมองให้คิดเก่ง

โดย……นิตยสารชีวจิต, ปีที่ 15, ฉบับที่ 351. เมื่อนั่งทำงานนานๆ สมองถูกใช้งานอย่างหนัก คงต้องมีบ้างที่เราจะเจอกับภาวะ “คิดอะไรก็คิดไม่ออก” หนังสือเรื่อง “ศาสตร์ชีวิต” เขียนไว้ว่า สมองของมนุษย์มีระบบการทำงานที่เชื่อมโยงซับซ้อน ซึ่งการเรียนรู้ของมนุษย์เกิดจากการรับข้อมูล และการนำข้อมูลเหล่านั้นผ่านเข้าสู่กระบวนการจดจำ ดังนั้น การที่เราคิดอะไรไม่ค่อยออก จึงอาจแปลว่าสมองไม่ได้ทำงานเชื่อมโยงกันอย่างเต็มที่ หรือข้อมูลที่ได้รับการบันทึก มีแต่ข้อมูลเดิมๆ ถ้าอย่างนั้น คงถึงเวลาที่เราต้องมาลับสมองกันสักหน่อย โดยใช้ 3 เทคนิคดังนี้ค่ะ 1. คิดแล้วทำการลงมือทำเป็นผลลัพธ์ของการคิด หากคิดแล้วทำอย่างต่อเนื่อง จะทำให้สมองได้จดจำวิธีการที่เป็นรูปธรรมจากการลงมือทำ และสามารถหาแนวทางพัฒนากระบวนการคิดและการทำของตัวเองให้ดียิ่งขึ้นต่อไปได้ 2. ลองทำในสิ่งที่ไม่เคยทำ หลังจากทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งจนชำนาญแล้ว ลองออกไปทำในสิ่งที่ไม่เคยทำบ้าง เพื่อเปิดมุมมอง และฝึกสมองให้ได้เรียนรู้ทักษะใหม่ๆ 3. บริหารสมอง 2 ซีก ตามปกติ สมองซีกซ้ายและซีกขวาซึ่งมีหน้าที่ต่างกัน Read More …