การเลี้ยงลูกให้เป็นคนมีความยืดหยุ่นและมั่นคงทางอารมณ์

สิ่งเหล่านี้ไม่สามารถสอนกันได้ข้ามคืน แต่มาจากการเลี้ยงดูที่ถูกต้อง และมีหลักการ การที่คนคนหนึ่งจะสามารถมี ความยืดหยุ่นและมั่นคงทางอารมณ์ จะต้องมาจากประสบการณ์ที่เข้าใจว่าความผิดหวัง การไม่ได้อย่างใจ ล้วนแล้วแต่เป็นกระบวนการของธรรมชาติ และไม่ใช่เรื่องที่ผิดปกติแต่อย่างใด เด็กควรจะได้รู้ว่าความรู้สึกโกรธ โมโห วิตกกังวล หรือเสียใจ เป็นความรู้สึกที่เราสามารถจัดการได้ และจะไม่อยู่กับเรานาน ถ้าเราสามารถอธิบาย และให้กำลังใจกับเด็กในเวลาที่เขาได้เจอกับเหตุการณ์เหล่านี้ลูกของเราก็จะได้เรียนรู้ไปในตัวว่า สิ่งเหล่านี้สามารถเกิดขึ้นได้ไม่ว่าเราจะชอบหรือไม่ และก็ไม่ได้แปลว่า สิ่งเหล่านี้จะทำลายความสุขของเราได้ในระยะยาว ถ้าคุณสามารถเป็นตัวอย่างในการจัดการทางอารมณ์ และชี้แนะลูกได้ ลูกของคุณจะเติบโตมาด้วยสุขภาพจิตที่ดีและอารมณ์ที่มั่นคง และลดโอกาสเป็นโรคผิดหวังไม่เป็น และโรคซึมเศร้า   เราลองมาดูกันว่า เราควรทำอย่างไร   1.ฟังลูกพูด ถามเรื่องราวแต่ละวัน เรื่องที่ทำให้ลูกโกรธและเสียใจเช่น เรื่องลูกทะเลาะกับเพื่อน โดยเราฟังมากกว่า ที่จะบอกว่าใครผิดใครถูก ฟังด้วยความตั้งใจ การฟังของคุณ เป็นการสื่อให้ลูกรับรู้ว่า คุณรับฟัง คุณเข้าใจและไม่ตัดสิน และคุณยังสามารถแชร์ประสบการณ์ตัวเองได้ด้วย Read More …

คนดี (แต่เปลือก)หลายคน…สร้างภาพ-วางบทบาทให้ดูเหมือนเป็น “คนดี” แต่ความจริงคือ “ดีแต่เปลือก” เพราะจ้องแต่จะเอาเปรียบ “ผู้อื่น”

หลายคน…สร้างภาพ-วางบทบาทให้ดูเหมือนเป็น “คนดี” แต่ความจริงคือ “ดีแต่เปลือก” เพราะจ้องแต่จะเอาเปรียบ “ผู้อื่น” วันศุกร์ 13 มีนาคม 2558 “คนดี” ตามความหมายในพจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน หมายถึง คนที่มีคุณความดีคนที่มีคุณธรรม แต่ใครจะถูกนิยามว่าเป็น “คนดี” หรือไม่นั้น ขึ้นอยู่กับ “ผู้นิยาม“ จะตีความหมาย “คุณความดี” และ “คุณธรรม” อย่างไร??? หลายคน…สร้างภาพ-วางบทบาทให้ดูเหมือนเป็น “คนดี” แต่ความจริงคือ “ดีแต่เปลือก” เพราะจ้องแต่จะเอาเปรียบ “ผู้อื่น” ในทุกช่องทางที่จะทำได้ ทั้งในแวดวงราชการและเอกชน โดยเฉพาะพวกชอบ “ข้ามหัว” คนอื่น หลายคน…สร้างภาพ-วางบทบาทให้ดูเหมือนเป็น “คนดี” แต่ความจริงเป็นจำพวก “อร่อยจังตังค์อยู่ครบ” ไม่ลงทุน ไม่ยอมเหนื่อย ไม่กล้าออกหน้า แต่ถึงเวลาชอบ “เสนอหน้า” เอาผลประโยชน์และตำแหน่ง หลายคน…สร้างภาพ-วางบทบาทให้ดูเหมือนเป็น “คนดี” แต่ความจริง “ไม่ดีจริง” และชอบแอบอ้างว่ามี “หลังพิง“ เพื่อให้ผู้คนยำเกรง-เกรงใจ และมักเอา “ความเกรงใจความยำเกรง” นี้หาประโยชน์ใส่ตัว Read More …

5 สูตรการเรียนเก่ง จากท่าน ว.วชิรเมธี

1. อ่านให้มากฟังให้มาก พออ่านมากฟังมากข้อมูลจะเยอะ เวลาเราคิดอะไรก็จะคิดได้กว้างไกล ลึกซึ้ง 2. เลือกจำสาระสำคัญ ไม่ต้องจำทั้งหมดเลือกจำเฉพาะแก่นสาร วิธีช่วยจำที่พระอาจารย์ใช้ คือขีดเส้นใต้ และปากกาเน้นสี 3. ท่องให้คล่องปาก เวลาเรียนไปแล้ว สิ่งไหนสำคัญต้องท่องจำ 4. คิดให้แจ่มแจ้งเจนใจ จำแล้วต้องทำความเข้าใจด้วย 5. นำมาใช้ในชีวิตประจำวัน  ความรู้ที่เรียนมาต้องนำมาใช้ด้วย จะได้เกิดประโยชน์ ขอบพระคุณบทความจาก http://campus.sanook.com/1370081/

ถูกชมก็เข้าท่า ถูกด่าก็ไม่เลว

หลายคนคงเคยได้ยินคำกล่าว จิตเป็นนาย กายเป็นบ่าว กันมาบ้างแล้วคำกล่าวนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความสำคัญของจิต หรืออีกนัยหนึ่งของความคิดได้เป็นอย่างดีว่า จิตกำหนดวัตถุ หรือกายเป็นไปตามอำนาจของจิต ผู้รู้ท่านหนึ่งเคยกล่าวถึงความสำคัญของจิต หรือความคิดไว้ว่า เธอจงระวังความคิด เพราะความคิดจะกลายเป็นการกระทำ เธอจงระวังการกระทำ เพราะการกระทำจะกลายเป็นนิสัย เธอจงระวังนิสัย เพราะนิสัยจะกลายเป็นบุคลิก เธอจงระวังบุคลิก เพราะบุคลิกจะกำหนดชะตากรรมของเธอ ชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ขึ้นอยู่กับว่า เรามีความคิดหรือวิธีคิดอย่างไร ในทางพุทธศาสนานั้น ท่านให้ความสำคัญกับวิธีคิดเป็นอันมาก พระนักปราชญ์ท่านหนึ่งได้ประมวลวิธีคิดในพุทธศาสนาไว้ว่ามีมากกว่า ๑๐ วิธี วิธีคิดอย่างหนึ่ง ซึ่งเราควรนำมาปรับใช้ในชีวิตก็คือ วิธีคิดเชิงบวก  วิธีคิดเชิงบวก หมายถึง การรู้จักเปลี่ยนมุมมองที่เรามีต่อสิ่งต่างๆ ซึ่งโดยมากมักแสดงตัวให้เราได้สัมผัสในแง่ลบ แต่พอเราพลิกมุมมองใหม่ เราจะได้อะไรดีๆ จากเรื่องลบๆ เหล่านั้น เช่น ในชีวิตจริงของผู้เขียนซึ่งทำงานกับคนหมู่มาก มักจะพบกับคำชมและคำด่าอยู่เสมอ ๆ เมื่อแรกเผชิญกับคำชม ผู้เขียนก็ฟู ครั้นพบกับคำด่าก็แฟบ แต่เมื่อเรียนรู้ที่จะปรับเปลี่ยนมุมมองต่อคำชมและคำด่า ก็รู้สึกว่า ได้คุณค่าจากคำด่าคำชมเป็นอันมาก คำชมนั้น สำหรับคนที่ไม่คิดอะไรมาก ดูเหมือนว่า ไม่ลำบากใจเลยที่จะน้อมรับ แต่สำหรับผู้เขียนแล้ว คำชมนั่นแหละคืออันตรายยิ่งกว่าคำด่า เพราะหากเรารู้ไม่ทัน คำชมจะทำให้เราหลงตัวเองและมีโอกาสลืมตัวสูง ส่วนคำด่า ถ้าพิจารณาไม่ดีก็ทำให้เราเสียศูนย์ได้ง่ายๆ แต่หากพิจารณาอย่างลึกซึ้งด้วยวิธีคิดแบบมองโลกในแง่ดี บางทีคำด่ากลับมีค่ามากกว่าคำชม คำด่ามีค่ามากอย่างไร ? (๑) คำด่า คือ Read More …

รวมวิธีลงโทษลูกหรือนักเรียนได้ผลดีแบบไม่ต้องลงมือตี!!!

พญ.สุธีรา ริ้วเหลือง จิตแพทย์กลุ่มงานจิตเวช สาขาจิตเวชเด็กและวัยรุ่น รพ.พระนั่งเกล้าฯ ได้กล่าวว่า การลงโทษด้วยการตีบ่อย ๆ อาจทำให้ลูกกลายเด็กดื้อไม้ ดื้อมือ ต่อต้าน และไม่เชื่อฟังพ่อแม่ได้ แถมยังเป็นการหล่อหลอมให้เด็กซึมซับความรุนแรงและนำไปใช้กับผู้อื่นอีกด้วย ดังนั้นการลงโทษมื่อลูกทำผิดยังมีหลายวิธีโดยไม่ใช้วิธีการตี #วิธีลงโทษลูกแบบ Time out คือลงโทษลูกโดยไม่ให้ลูกทำกิจกรรมใด ๆ และให้นั่งอยู่ในมุมที่จัดไว้ลงโทษเป็นเวลา 1-2 นาที แต่ยังคงอยู่ในสายตาพ่อแม่ วิธีนี้สามารถใช้กับเด็กที่เข้าใจคำสั่งได้ง่ายหรืออายุไม่เกิน 4-5 ขวบ #วิธีลงโทษลูกด้วยการงดกิจกรรม เช่น ถ้าลูกทำการบ้านไม่เสร็จก็อดไปเล่นนอกบ้านกันเพื่อน วิธีนี้เหมาะสำหรับเด็กอายุ 6 ขวบขึ้นไป เนื่องจากเริ่มเข้าใจเงื่อนไขต่าง ๆ และรู้จักต่อรองได้มากขึ้น ดังนั้นพ่อแม่ควรหนักแน่นและสอนลูกให้ยึดตามกติกาที่ตั้งไว้ ให้เหตุและผลเพื่ออธิบายให้ลูกเข้าใจ การใช้วิธีทำโทษแบบนี้ ซจะส่งผลให้ลูกเป็นเด็กที่เข้าใจและใช้เหตุผล มีวินัย และไม่ใช่อารมณ์ในการแก้ปัญหาได้ Read More …