“การสอบกับการคอร์รัปชัน” สิ่งเล็กๆที่ไม่ควรมองข้ามว่าเป็นเรื่องธรรมดา

Nikkei Asian Review ฉบับวันที่ 27 กรกฎาคม ถึง 2 สิงหาคม 2558 ได้ตีพิมพ์เรื่องราวการทุจริตในการสอบเพื่อสอบเข้าโรงเรียนแพทย์ในประเทศอินเดีย ประเด็นนี้กลายเป็นเรื่องที่ทั่วโลกให้ความสนใจเป็นอย่างยิ่ง ซึ่งน่าจะเป็นกรณีศึกษาสำคัญให้กับแวดวงการศึกษา และการแก้ปัญหาคอร์รัปชันของประเทศไทยได้บ้างไม่มากก็น้อย เมื่อวันที่ 3 พฤษภาคม 2558 เป็นวันสอบเตรียมแพทย์ของนักเรียนชาวอินเดียทั่วประเทศกว่า 600,000 คน มีนักเรียนถูกจับได้ว่าโกงระหว่างทำข้อสอบเกือบ 2,000 คน (ยังมีบางคนที่หลบหนีอยู่) และทางการได้สั่งนักเรียนจำนวน 50 คน ไม่ให้เข้าสอบ เพราะตรวจพบการครอบครองอุปกรณ์สื่อสารเทคโนโลยีระหว่างสอบ เช่น การใช้ปากกาสแกน (scan) กระดาษคำถาม แล้วส่งข้อมูลผ่านบลูทูธ (Bluetooth) ไปยังอุปกรณ์ปลายทาง ที่สามารถตอบคำถามและส่งคำตอบกลับไปยังนักเรียนได้ มีบางคนใช้นาฬิกาดิจิทัลที่ซ่อนกล้องกับบูลทูธไว้ หรือชุดชั้นในที่ติดไมโครชิพ Read More …

ตามไปดู ‘ดิจิทัล สคูล’ ที่โปแลนด์

ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรืออย่างไร ที่ช่วงปิดเทอมใหญ่ของเด็กไทยปีนี้ มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวงการศึกษาที่หวือหวาทั้งของไทยและเทศ ตามกันออกมาเป็นระลอกๆ ประเดิมตั้งแต่รัฐบาลไทยเตรียมแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 ต่อด้วยกลุ่มนักการเมืองและนักการศึกษาชาวดัตช์ เสนอให้รัฐบาลตั้งโรงเรียนสตีฟ จ็อบส์ ที่จะใช้ไอแพดเป็นสื่อการเรียนการสอนแทนสมุด-หนังสือเรียน (มีการเสนอเข้าสภาไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้าใดๆ ออกมาสู่สาธารณะ) แต่ระหว่างที่หลายคนรอลุ้นผลโรงเรียนสตีฟ จ็อบส์ ของเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไรนัก คือโปแลนด์ ก็สร้างเสียงเกรียวกราวให้นักการศึกษาในหลายประเทศ (ที่นำหน้าการพัฒนาไปก่อนนับสิบปี) ด้วยการที่รัฐบาลอนุมัติโครงการโรงเรียนดิจิตอล (ดิจิตอล สคูล โปรแกรม) ที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน และมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ให้แก่เยาวชนโปแลนด์   จากที่ตามไปดูบล็อกของชาวโปแลนด์หลายคน ทำให้ทราบว่าโครงการนี้ใช้เวลาผลักดันมาประมาณ 1 ปีกว่ารัฐบาลจะเปิดไฟเขียวอนุมัติโครงการ พร้อมงบประมาณ 45 ล้านซวอตี (PLN) หรือราว 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Read More …

เคล็ดลับ `สร้างสุขครอบครัวไทย` คืออยากให้อ่านมากๆ

ความรักความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งละเอียดอ่อนที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะหากคนในครอบครัวมีความสัมพันธ์กันมากพอ ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะจับมือกันก้าวผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ ความรักความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นสิ่งละเอียดอ่อนที่ต้องให้ความสำคัญ เพราะหากคนในครอบครัวมีความสัมพันธ์กันมากพอ ย่อมเป็นเรื่องง่ายที่จะจับมือกันก้าวผ่านปัญหาอุปสรรคต่างๆ ที่เข้ามา ไม่ว่าจะเป็นปัญหาชีวิตคู่ ปัญหาการเรียน ปัญหาเรื่องเพื่อน ปัญหาที่ทำงาน เป็นต้นซึ่ง ‘วัยเด็ก’ เป็นรากฐานที่สำคัญของการเจริญเติบโตสู่ช่วงวัยต่างๆ ที่พ่อแม่และผู้ปกครองควรปลูกฝังลักษณะนิสัยที่ดี และเป็นแบบอย่างของพฤติกรรมที่เหมาะสม รวมถึงเป็นต้นแบบของการใช้ชีวิตให้ลูก เพื่อเป็นการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์ต้นนี้ให้แตกหน่อและเติบโตอย่างงดงามแต่เพียงการอบรม สอนสั่ง และปลูกฝังอย่างเดียวอาจไม่เพียงพอ ด้วยช่องว่างระหว่างวัยและโลกทัศน์ที่เปลี่ยนไประหว่างวัยพ่อแม่และลูกหลาน ซึ่งต้องการความเข้าใจ การปรับตัว และความประนีประนอมในการดูแลซึ่งกันและกัน ทีมเว็บไซต์ สสส. จึงรวบรวมเคล็ดลับเติมเต็มความสุขของครอบครัวมานำเสนอเป็นตัวอย่างแนวทางให้ครอบครัวไทยนำไปปรับใช้ในยุค 4 จี หรือ ยุค 4.0 เพื่อเป็นการเติมเต็มความรักและความเข้าใจและกระชับความสัมพันธ์ในครอบครัวค่ะ “4 ย. เคล็ดลับเติมรักให้ครอบครัว” จากคู่มือ 4 ย.เคล็ดลับเติมความสุขชีวิตคู่ โดยสำนักงานกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และ Read More …

9 บทบาทที่ครูปฐมวัย /ผู้ดูแลเด็กต้องมีต่อการเรียนการสอน

ครูเป็นบุคคลที่สำคัญยิ่งต่อการพัฒนาเด็ก ดังนั้น ครูจึงควรมีบทบาท ดังต่อไปนี้ เบญจา  แสงมะลิ (อ้างใน เยี่ยมลักษณ์  อุดาการณ์, 2542) ได้กล่าวถึงบทบาทของครูผู้ดูแลเด็กไว้ว่าครูจะต้องมีบทบาทเป็น 9 นัก คือ 1. นักรัก ครูผู้ดูแลเด็กจะต้องเป็นคนที่รักเด็กและทำตัวให้เด็กรัก 2. นักเล่น ครูผู้ดูแลเด็กจะต้องเป็นคนที่สามารถเล่นกับเด็กได้ 3. นักร้อง ครูผู้ดูแลเด็กจะต้องเป็นคนที่สามารถร้องเพลงเด็กได้ และสามารถเลือก เพลงที่เหมาะสมกับเด็ก 4.  นักรำ ครูผู้ดูแลเด็กต้องมีความสามารถในการเคลื่อนไหวและการทำท่าทาง ประกอบจังหวะต่างๆ 5. นักเล่า ครูผู้ดูแลเด็กต้องเป็นนักเล่านิทาน หรือเรื่องราวต่างๆ 6. นักคิด ครูผู้ดูแลเด็กต้องเป็นคนที่คิดเก่ง ในเรื่องของการคิดกิจกรรม  คิดประดิษฐ์ สื่อของเล่น คิดหาทางส่งเสริม Read More …

พ่อแม่ควรรู้!! 5 เรื่องของลูกที่ไม่ควรนำไปเผยแพร่ในโลกโซเชียล เลี่ยงได้ยิ่งดี

คุณพ่อคุณแม่ที่ชอบเล่นโซเชียลต้องคอยระมัดระวังให้ดี ยิ่งคนไหนมีเพื่อนในเฟซบุ๊กแบบไม่ได้คัดกรองถ้าไม่อยากมานั่งเสียใจในภายหลัง ก็ไม่ควรนำ 5 เรื่องนี้ของลูกไปเผยแพร่ในโซเชียลเด็ดขาด พ่อแม่ควรรู้!! 5 เรื่องของลูกที่ไม่ควรนำไปเผยแพร่ในโลกโซเชียล เลี่ยงได้ยิ่งดี1. อย่าเผยรูปที่มีข้อมูลส่วนตัวของลูก ก็รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่คงตื่นเต้น หากคุณลูกได้พาสปอร์ตเล่มใหม่ หรือบัตรต่าง ๆ ที่แสดงข้อมูลส่วนตัวของลูก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรเผยแพร่ให้คนอื่น ๆ ในโลกใบนี้รู้นะคะ ยิ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ทำให้ตามตัวลูกได้ง่าย ข้อมูลที่ช่วยให้สามารถสืบประวัติส่วนตัวลูกของคุณได้ว่าอยู่ที่ไหน เรียนที่ไหน ยิ่งจะอันตรายเข้าไปใหญ่เลยค่ะ ทางที่ดีเลี่ยงด่วน ๆ เลย 2. อย่าบอกโลเคชั่นให้รู้ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็เถอะ ทั้งโรงเรียนของเขา ที่ฟิตเนส หรือที่ไหน ๆ คุณก็ไม่ควรโพสต์รูปของลูกพร้อมบอกโลเคชั่น เพราะนี่ยิ่งเป็นการชี้ทางให้คนที่คิดร้ายรู้เลยว่าลูกรักของคุณอยู่ที่ไหน หรือเวลานี้ลูกมักจะทำอะไรที่ไหน บอกเลยว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากเสียใจก็ให้เลี่ยงข้อนี้ด่วน ๆ 3. อย่าโพสต์รูปกิจกรรมที่ลูกรักทำ ก็รู้อยู่ว่าเมื่อลูกรักของเราทำกิจกรรมต่าง Read More …