วิทยาศาสตร์น่ารู้!!! 10 อย่างในร่างกายของเราที่สืบทอดผ่านยีนของพ่อแม่ได้

สิ่งที่เราทราบกันดีเกี่ยวกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรมจากพ่อแม่สู่ลูก นั่นก็คือลักษณะทางกายภาพภายนอก ที่เด่นชัดที่สุดก็เป็นเรื่องของหน้าตา รูปร่าง บุคลิกบางอย่าง ซึ่งแน่นอนว่ามันไม่ใช่แค่นั้น แต่ยังมีอีกหลายสิ่งอย่าง ที่พ่อแม่ของคุณ ถ่ายทอดให้คุณมาโดยที่คุณอาจไม่เคยรู้มาก่อน 1. ระดับคอเลสเตอรอลสูง   หลายคนเชื่อว่าระดับคอเลเตอรอลในร่างกายสัมพันธ์กับสิ่งที่คุณกิน แต่นั่นเป็นเพียงแค่ปัจจัยส่วนหนึ่งเท่านั้น เพราะบางครั้งระดับคอเลสเตอรอลในร่างกาย ไม่ได้ขึ้นอยู่กับวิถีชีวิตของเรา แต่มันอยู่ในยีน โดยมีคน 1 ในทุกๆ 500 คน จะมียีนกลายพันธุ์พิเศษ ที่นำไปสู่การสะสมของคอเรสเตอรอลในเลือด ซึ่งพวกเขาเหล่านี้จะมีระดับคอเลสเตอรอลในร่างกายที่สูง ถึงแม้ว่าจะกินแต่ผักก็ตาม 2. รูปแบบของหัวล้าน มาจากแม่   หนึ่งในยีนที่มีบทบาทเกี่ยวกับหัวล้านอยู่ในโครโมโซม X ซึ่งผู้ชายจะได้รับมรดกตกทอดนี้มาจากแม่ของพวกเขา (ผู้หญิงจะเป็นพาหะของยีน แต่ไม่แสดงออกในเพศหญิง) แต่อย่าเพิ่งไปตำหนิแม่ของคุณเรื่องอาการผมบาง เพราะยังมียีนอื่นๆ ที่มีบทบาทเกี่ยวกับหัวล้าน ที่มีโอกาสสืบทอดมาจากพ่ออีกด้วย รวมไปถึงปัจจัยแวดล้อมอื่นๆ Read More …

เกิดทันไหม?ย้อนไปดูอดีตโรงเรียนปีค.ศ.1800 จะต่างกับยุคปัจจุบันยังไง?

โรงเรียนหรือสถานศึกษา แหล่งรวมความรู้ที่เด็กๆ ทุกคนต้องเดินทางไปเรียน แต่จะมีใครรู้บ้างว่า การเรียนการสอนในโรงเรียนสมัยก่อนแตกต่างกับสมัยนี้มากน้อยแค่ไหน ยิ่งโลกในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงไปเร็วมาก ดังนั้นวันนี้เราจะมา ย้อนอดีตโรงเรียนปีค.ศ.1800 จะต่างกับยุคปัจจุบันยังไง แต่รับประกันได้ว่า เด็กๆ สมัยนี้โชคดี และสบายกว่าเยอะ เรียบเรียงโดย teen.mthai.com ย้อนอดีตโรงเรียนปีค.ศ.1800 ย้อนอดีตโรงเรียนปีค.ศ.1800 จะต่างกับยุคปัจจุบันยังไง 1. ในช่วงศตวรรษที่ 19 และต้นศตวรรษที่ 20 เป็นจุดเริ่มต้นของการก่อตั้งโรงเรียน ซึ่งโรงเรียนในสมัยนั้นยังเป็นบ้านหลังเล็กๆ อยู่ มีห้องเรียนอยู่ 1 ห้องภายในบ้าน สอนโดยครูคนเดียว ซึ่งจะมีนักเรียนหลายเกรดเรียนร่วมกันในห้องนั้น เด็กชั้นน้อยสุดจะอยู่หน้าห้อง ส่วนเด็กที่โตๆ หน่อยก็จะอยู่หลังห้อง การเดินทางไปโรงเรียน 2. สมัยก่อนไม่มีรถรับส่งไปโรงเรียนเหมือนสมัยนี้ วิธีเดียวที่จะไปถึงโรงเรียนได้ก็คือ การเดิน ซึ่งโรงเรียนจะตั้งอยู่ห่างจากบ้านของนักเรียนประมาณ 4 ถึง 5 Read More …

ตามไปดู ‘ดิจิทัล สคูล’ ที่โปแลนด์

ไม่รู้ว่าเป็นเหตุบังเอิญหรืออย่างไร ที่ช่วงปิดเทอมใหญ่ของเด็กไทยปีนี้ มีข่าวคราวความเคลื่อนไหวในแวดวงการศึกษาที่หวือหวาทั้งของไทยและเทศ ตามกันออกมาเป็นระลอกๆ ประเดิมตั้งแต่รัฐบาลไทยเตรียมแจกแท็บเล็ตให้เด็ก ป.1 ต่อด้วยกลุ่มนักการเมืองและนักการศึกษาชาวดัตช์ เสนอให้รัฐบาลตั้งโรงเรียนสตีฟ จ็อบส์ ที่จะใช้ไอแพดเป็นสื่อการเรียนการสอนแทนสมุด-หนังสือเรียน (มีการเสนอเข้าสภาไปเมื่อต้นสัปดาห์นี้ แต่ยังไม่มีการเปิดเผยความคืบหน้าใดๆ ออกมาสู่สาธารณะ) แต่ระหว่างที่หลายคนรอลุ้นผลโรงเรียนสตีฟ จ็อบส์ ของเนเธอร์แลนด์ ประเทศที่อยู่ไม่ไกลกันเท่าไรนัก คือโปแลนด์ ก็สร้างเสียงเกรียวกราวให้นักการศึกษาในหลายประเทศ (ที่นำหน้าการพัฒนาไปก่อนนับสิบปี) ด้วยการที่รัฐบาลอนุมัติโครงการโรงเรียนดิจิตอล (ดิจิตอล สคูล โปรแกรม) ที่มีการนำระบบคอมพิวเตอร์มาใช้ในการเรียนการสอน และมุ่งหวังให้เกิดการเพิ่มขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที) ให้แก่เยาวชนโปแลนด์   จากที่ตามไปดูบล็อกของชาวโปแลนด์หลายคน ทำให้ทราบว่าโครงการนี้ใช้เวลาผลักดันมาประมาณ 1 ปีกว่ารัฐบาลจะเปิดไฟเขียวอนุมัติโครงการ พร้อมงบประมาณ 45 ล้านซวอตี (PLN) หรือราว 14 ล้านดอลลาร์สหรัฐ Read More …

‘ขู่ให้ลูกกลัว’ เสี่ยงต่อพัฒนาการเด็กเสื่อมถอย

กรมอนามัย เตือนพ่อแม่ผู้ปกครอง อย่าดุเด็กหรือขู่เด็กจนทำให้เกิดความกลัว หวั่นส่งผลต่อพัฒนาการเด็ก แนะสร้างความไว้วางใจกับลูก สอนในสิ่งที่ถูกต้องและใช้เหตุผล พญ.อัมพร  เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวว่า จากกรณีในโซเชียลมีการใช้ภาพน่ากลัวเพื่อให้เด็กหยุดใช้สมาร์ทโฟนนั้น ซึ่งวิธีการขู่ให้กลัวหรือทำให้เด็กเกิดอารมณ์ด้านลบอื่นๆเช่น ตกใจ ขยะแขยง เป็นวิธีที่ผู้ใหญ่หลายคนนิยมใช้ เพราะเข้าใจว่าจะสามารถหยุดเด็กให้เลิกทำกิจกรรมได้ทันที เช่น การขู่ว่าหมอจะฉีดยา ตำรวจจะจับ หรือการใช้บอระเพ็ดทาที่หัวนมเพื่อให้เด็กหย่านม เป็นต้น แต่พ่อแม่ผู้ปกครองอาจลืมคิดไปว่าการหยุดเด็กด้วยวิธีดังกล่าวมีโอกาสเกิดปัญหาอื่นๆ ตามมา อาทิ เด็กอาจเกิดความกังวลและปฏิเสธ หรือหลีกเลี่ยงสิ่งนั้นหรือสิ่งที่มีลักษณะใกล้เคียงกันอย่างสุดโต่งไปจนถึงวัยผู้ใหญ่ และอาจเป็นการสกัดความคิดสร้างสรรค์ของเด็ก หรือแม้กระทั้งถูกลดทอดความเข้าใจในเรื่องเหตุและผล ทำให้เด็กไม่มีความเชื่อมั่นและลดความไว้วางใจในตัวผู้ใหญ่ที่จะช่วยปกป้องคุ้มครองให้รู้สึกปลอดภัย พญ.อัมพร กล่าวอีกว่า วิธีการขู่เด็กให้กลัวอาจส่งผลต่อเนื่อง ทำให้เด็กเสียโอกาสในการเรียนรู้ที่จะสร้างวินัยในตนเอง แทนที่จะพัฒนาตนเองให้เลือกทำในสิ่งที่ควรทำและเลือกหยุดในสิ่งที่ควรหยุดโดยตัดสินใจได้ด้วยตนเอง แต่กลับกลายเป็นการหยุดเพราะกลัวหรือหยุดเพราะตกใจ ซึ่งจะนำไปสู่ปัญหาการปรับตัวเพื่อเรียนรู้ในทางกลับกัน พ่อแม่ควรสอนในสิ่งที่ถูกต้องและใช้เหตุผลที่เหมาะสมในการตักเตือนลูกและควรแสดงความ ชื่นชม เมื่อเขาแสดงพฤติกรรมที่ดีน่าชมเชย “ที่สำคัญพ่อแม่ ผู้ปกครอง ควรเฝ้าติดตามสังเกตพฤติกรรมพัฒนาการเด็กในด้านต่าง Read More …

พ่อแม่ควรรู้!! 5 เรื่องของลูกที่ไม่ควรนำไปเผยแพร่ในโลกโซเชียล เลี่ยงได้ยิ่งดี

คุณพ่อคุณแม่ที่ชอบเล่นโซเชียลต้องคอยระมัดระวังให้ดี ยิ่งคนไหนมีเพื่อนในเฟซบุ๊กแบบไม่ได้คัดกรองถ้าไม่อยากมานั่งเสียใจในภายหลัง ก็ไม่ควรนำ 5 เรื่องนี้ของลูกไปเผยแพร่ในโซเชียลเด็ดขาด พ่อแม่ควรรู้!! 5 เรื่องของลูกที่ไม่ควรนำไปเผยแพร่ในโลกโซเชียล เลี่ยงได้ยิ่งดี1. อย่าเผยรูปที่มีข้อมูลส่วนตัวของลูก ก็รู้ว่าคุณพ่อคุณแม่คงตื่นเต้น หากคุณลูกได้พาสปอร์ตเล่มใหม่ หรือบัตรต่าง ๆ ที่แสดงข้อมูลส่วนตัวของลูก แต่มันก็ไม่ใช่เรื่องที่ควรเผยแพร่ให้คนอื่น ๆ ในโลกใบนี้รู้นะคะ ยิ่งเป็นข้อมูลส่วนตัวที่ทำให้ตามตัวลูกได้ง่าย ข้อมูลที่ช่วยให้สามารถสืบประวัติส่วนตัวลูกของคุณได้ว่าอยู่ที่ไหน เรียนที่ไหน ยิ่งจะอันตรายเข้าไปใหญ่เลยค่ะ ทางที่ดีเลี่ยงด่วน ๆ เลย 2. อย่าบอกโลเคชั่นให้รู้ ไม่ว่าจะเป็นที่ไหนก็เถอะ ทั้งโรงเรียนของเขา ที่ฟิตเนส หรือที่ไหน ๆ คุณก็ไม่ควรโพสต์รูปของลูกพร้อมบอกโลเคชั่น เพราะนี่ยิ่งเป็นการชี้ทางให้คนที่คิดร้ายรู้เลยว่าลูกรักของคุณอยู่ที่ไหน หรือเวลานี้ลูกมักจะทำอะไรที่ไหน บอกเลยว่าถ้าคุณพ่อคุณแม่ไม่อยากเสียใจก็ให้เลี่ยงข้อนี้ด่วน ๆ 3. อย่าโพสต์รูปกิจกรรมที่ลูกรักทำ ก็รู้อยู่ว่าเมื่อลูกรักของเราทำกิจกรรมต่าง Read More …