พ่อแม่ 7 ประเภท ที่ใช้ความรักเลี้ยงลูกแบบผิดๆ โตไปอ่อนแอ ขี้ขลาด ไม่เข้มแข็ง

พ่อกับแม่ที่รักลูกมากเกินไป หรือรักลูกน้อยเกินไป ทั้งสองอย่างล้วนสร้างปัญหาให้กับลูก เพราะการเลี้ยงลูกนอกจากจะใช้สัญชาตญาณของความเป็นพ่อแม่แล้ว ก็ต้องมีความรู้ควบคู่ด้วยจึงจะถูกวิธี มิเช่นนั้นแล้วอาจกลายเป็นทำร้ายลูกก็ได้ มาดูกันค่ะ ว่าคุณกำลังเป็นพ่อกับแม่แบบที่ใช้ความรักทำร้ายลูกหรือไม่ 1. พ่อกับแม่ที่กลัวลูกลำบาก  พ่อแม่ประเภทนี้มักจะทำทุกสิ่งอย่างให้ลูก เพราะกลัวว่าลูกจะลำบาก กลัวลูกอด กลัวลูกเจ็บ กลัวไปซะทุกเรื่อง ไม่ยอมให้ลูกลำบาก คอยทำให้ทุกอย่าง เมื่อมีปัญหาใดๆ ก็มักจะยื่นมือไปช่วยเหลือในทันที แทบจะไม่ปล่อยให้ลูกเผชิญกับปัญหาหรือความลำบากเลย 2. พ่อกับแม่ที่ทดแทนชีวิตวัยเด็ก พ่อแม่ประเภทนี้ต้องการให้ลูกทดแทนบางสิ่งบางอย่างที่ขาดหายไปของพ่อแม่เมื่อวัยเด็ก อะไรที่ไม่เคยมี ก็อยากให้ลูกได้มี อะไรที่ไม่เคยทำ ก็อยากให้ลูกได้ทำ พ่อแม่ประเภทนี้จะฝังใจอยู่กับอดีต เมื่อตัวเองประสบความสำเร็จก็พยายามชดเชยอะไรบางอย่างให้กับลูกตลอดเวลา 3. พ่อกับแม่ที่ขีดเส้นให้ลูกเดิน  พ่อแม่ประเภทนี้เชื่อว่าเส้นทางที่เลือกไว้ให้ลูกคือเส้นทางที่ดีที่สุดเสมอ และมักเชื่อว่าตัวเองได้เลือกสิ่งที่ดีที่สุดให้กับลูก โดยที่จะพูดย้ำกับลูกอยู่เสมอว่าเพราะพ่อแม่รักลูกถึงเลือกเส้นทางชีวิตเช่นนี้ให้ลูก โดยไม่ฟังเสียงของลูกว่าลูกชอบอะไร 4. พ่อกับแม่ที่ปกป้องลูกตลอดเวลา พ่อแม่ประเภทนี้จะปกป้องลูกตลอดเวลา ไม่ว่าลูกจะมีปัญหาอะไรกับใคร หรือมีปัญหากับสมาชิกในครอบครัว Read More …

เด็กนอนวันละกี่ชั่วโมง นอนกลางวันกี่ชั่วโมง นอนกลางคืนกี่ชั่วโมง เรื่องสำคัญแม่ต้องรู้

การนอนสำคัญอย่างไร และ เด็กนอนวันละกี่ชั่วโมง การนอนหลับให้เพียงพอจะช่วยให้ร่างกายของเด็ก ๆ เติบโตสูงขึ้น เพราะในเวลาที่เด็ก ๆ นอนหลับสนิท ต่อมใต้สมองจะหลั่งฮอร์โมนชื่อ growth hormone ออกมา ถ้าเด็กนอนไม่พอ growth hormone จะถูกหลั่งออกมาน้อยกว่าปกติ ส่งผลให้ตัวเตี้ย ไม่สูงเท่าที่ควรนอกจากนี้การนอนไม่พอยังส่งผลให้การเรียนตกต่ำ เนื่องจากความง่วงนอนทำให้การรับรู้ ความเข้าใจ สมาธิ การเรียนรู้สิ่งใหม่ การแก้ปัญหา และความจำลดน้อยลง การนอนไม่พอยังทำให้เด็ก ๆ มีอารมณ์รุนแรง มีพฤติกรรมก้าวร้าว หงุดหงิด ภูมิต้านทานต่ำ และเจ็บป่วยง่าย ด้วยนะคะ เพราะอะไรเด็กควรเข้านอนก่อน3ทุ่ม งานวิจัยพบว่า ความเสี่ยงของเด็กในการเกิดโรคอ้วนมากขึ้น เมื่อเด็กเข้านอนหลัง 3 ทุ่มเป็นต้นไป เนื่องจากเด็กนอนดึกจะมีเวลากินของขบเคี้ยวมากขึ้น และยังมีภาวะนอนไม่พอ ไม่สดชื่น Read More …

5 หน้าที่พ่อ “ลูกอ่อน” เป็นพ่อคนแล้ว จะทำแบบเดิมไม่ได้แล้วนะ

5 หน้าที่พ่อลูกอ่อน หน้าที่พ่อลูกอ่อน : เชื่อว่าคุณพ่อมือใหม่หลายคนคงดีใจไม่น้อย เมื่อมีสมาชิกใหม่ตัวน้อย ๆ เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของครอบครัว ซึ่งหลังจากที่คุณแม่ต้องอุ้มท้องมานานถึง 9 เดือน แถมพอคลอดเจ้าตัวน้อยออกมาก็ยังต้องคอยให้นมทั้งกลางวัน กลางคืนอีก จนแทบไม่มีเวลาพักผ่อน แต่คุณพ่อเองก็ไม่ต้องคิดมากจนเกินไป เพราะคุณพ่อเองก็สามารถช่วยแบ่งเบาความเหนื่อยยากต่าง ๆ ของคุณแม่ได้ ซึ่ง เรื่องที่คุณพ่อมือใหม่ควรทำ นั้น ก็ไม่ใช่เรื่องที่ยากเย็นอะไรเลย เช่น 1. เลิกสูบบุหรี่ หากว่าคุณพ่อไม่สูบบุหรี่อยู่แล้ว ก็ถือว่าเป็นเรื่องที่ดีมาก ๆ แต่ถ้าคุณพ่อเป็นคนสูบบุหรี่ สิ่งสำคัญอันดับต้น ๆ ที่คุณควรทำนั่นก็คือ การเลิกสูบบุหรี่ คุณลองนึกถึงข้อดีของการสูบบุหรี่มาสัก 5 ข้อสิ อืม…. ข้อเดียวยังคิดไม่ออกเลยใช่ไหมล่ะ แต่ถ้าให้นึกถึงผลเสียล่ะ โอย… Read More …

แชร์ประสบการณ์หักดิบ งดเล่นโซเชียล 1 เดือนเต็ม!(อารมณ์คล้ายๆคนอกหัก)

Arianna Yanes ทดลองใช้ชีวิตแบบไม่ผูกติดกับสื่อสังคมออนไลน์เป็นเวลา 1 เดือน อะไรคือจุดเริ่มต้นความคิดนี้ และผลที่ได้จะเป็นอย่างไร อ่านต่อที่นี่ รูปเดียว 452 ไลค์ เล่นเอาหัวใจฉันพองโตด้วยความดีใจและภาคภูมิใจ พวกเขากดไลค์เพราะฉันสวย ฉันฉลาด ชีวิตฉันน่าสนใจใช่ไหม… ปกติฉันชอบแจกไลค์ให้คนอื่นง่าย ๆ แต่ไลค์ที่คนอื่นกดให้นี่สิ กลับมีความหมายต่อฉันมาก รูปไหนได้ไลค์น้อยฉันจะตีความว่ารูปนั้นฉันไม่สวย คอมเมนต์ไหนไม่ได้ไลค์คงเป็นเพราะฉันตอบไม่ฉลาดสื่อสังคมออนไลน์ส่งผลต่อความมั่นใจของฉันมากอย่างไม่น่าเชื่อ ฉันเริ่มรู้สึกแย่จนถึงขั้นละอายใจในสิ่งที่ทำไป ถึงจะรู้ว่าคนสร้างสื่อพวกนี้ตั้งใจหลอกล่อให้คนเล่นแล้วติด แต่ฉันก็ดึงตัวเองออกจากโลกโซเชียลไม่ได้เลย สิ่งแรกที่ฉันจะทำเมื่อเปิดเน็ต คือ เช็กเฟซบุ๊กหรืออินสตาแกรม แค่หยิบมือถือ มือฉันก็กดเข้าแอพเองโดยอัตโนมัติแล้ว ฉันเห็นชีวิตคนอื่นที่น่าตื่นเต้นกว่าฉัน คนที่สวยกว่า มีชีวิตที่ดีกว่า ฉันเริ่มเปรียบเทียบคนอื่นกับตัวเองบ่อย ๆ จนติดเป็นนิสัย โดยธรรมชาติ มนุษย์เรามักประเมินตัวเองโดยเปรียบเทียบกับคนอื่นอยู่แล้ว การสัมผัสโลกโซเชียลยิ่งเปิดโอกาสให้เราเปรียบเทียบตัวเองกับผู้คนมากมายในชั่วเวลาแค่ไม่กี่วินาที ฉันเห็นชีวิตเพื่อน ๆ Read More …

6 วิธีรับมือเมื่อเจอ “โรคดื้อและต่อต้าน” ของลูก

สมาคมจิตเวชศาสตร์สหรัฐอเมริกาได้ให้นิยามโรคดื้อและต่อต้านนี้ว่า “เป็นรูปแบบพฤติกรรมต่อเนื่องจากการไม่เชื่อฟัง และแสดงออกด้วยอารมณ์โกรธเป็นหลัก รวมถึงดื้อต่อต้านกับพ่อแม่เป็นประจำในระดับที่มากเกินกว่าเด็กปกติทั่วไป สังเกตจากภายนอกง่าย ๆ คือเด็กจะแสดงอาการดื้อและโกรธง่าย” ซึ่งอาการนี้มักจะพบในเด็กที่อายุ 8 ปีขึ้นไป เด็กที่มีภาวะโรคดื้อต่อต้านเป็นระยะเวลาต่อเนื่องนานกว่า เด็กที่เข้าข่ายภาวะโรคดื้อและต่อต้านอาจมีอาการ ปฏิเสธที่จะทำตามคำสั่งพ่อแม่หรือตามระเบียบกฎเกณฑ์ที่โรงเรียน มีความอดทนต่ำ โมโหง่าย ขี้หงุดหงิด อารมณ์เสียง่าย ก้าวร้าว และมีอารมณ์ฉุนเฉียวตลอดเวลา ชอบเถียงพ่อแม่หรือคนที่โตกว่า ตั้งใจก่อกวน แสดงพฤติกรรมเพื่อให้คนอื่นเกิดความรำคาญ และมักจะรู้สึกรำคาญในการกระทำของคนอื่นได้ง่ายเช่นกัน ไม่ยอมรับผิด และกล่าวโทษคนอื่นในการกระทำผิดของตัวเองแทน สาเหตุที่ทำให้ลูกเป็นโรคดื้อและต่อต้าน อาจเกิดขึ้นได้จากปัจจัยทางร่างกาย เช่น มีความผิดปกติของปริมาณสารเคมีในสมองหรือสารสื่อประสาทบางชนิดที่อยู่ในปริมาณที่ไม่สมดุลหรือไม่ทำงานตามปกติ ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อม และปัจจัยด้านจิตใจ หากพบว่าลูกมีอาการเหล่านี้ต่อเนื่องกันนานกว่า 6 เดือน อาจนำไปสู่ปัญหาภายในครอบครัวหรือที่โรงเรียน และส่งผลต่อพฤติกรรมของลูกทำให้กลายเป็นเด็กที่มองโลกในแง่ร้าย และขาดความมั่นใจในตนเองได้ นอกจากนี้เด็กที่เป็นโรคดื้อและต่อต้านบ่อยครั้งอาจมีปัญหาทางจิตและพฤติกรรมร่วมด้วย อาทิเช่น โรคสมาธิสั้น (Attention Read More …