4 กระบวนการผลิต “ลูกเทวดา”ของสังคมที่กำลังป่วย

ลูกเทวดา หมายถึงบุคคลที่เกิดมาภายใต้การดูแลเอาใจใส่อย่างดีจากผู้ปกครอง ประหนึ่งเทวดามาเกิด พ่อแม่ไม่กล้าขัดใจ มีอะไรก็คอยประเคนถวายให้ตลอด ส่วนใหญ่พอโตมาเลยกลายเป็นคนว่านอนสอนยาก ดื้อรั้นเกกมะเหรกเกเรเกะกระระรานคนอื่นไปทั่ว ซึ่งแน่นอนปัจจุบันลูกเทวดานั้นได้เกิดขึ้นมาเรื่อยๆ แล้วกระบวนการของการสร้างลูกเทวดานั้นเป็นเช่นไรมาดูกัน 1.ตามใจลูกโดยไม่หาเหตุผลใดๆ ลูกอยากได้อะไรก็ซื้อให้โดยที่ไม่มีเงื่อนไข อยากกินอะไรก็หาให้ อยากไปเที่ยวเสเพลที่ไหนก็ได้ ขอแค่เพียงลูกบอก แม้พ่อแม่อาจจะไม่มีเงินก็ตามแต่จะหามาให้ให้ได้ ซื้อทุกอย่างเพื่อลูก ไม่ฝึกลูกถึงความอดทนหรืออดกลั้นต่อสิ่งที่พวกเขาอยากได้ หรือไม่ฝึกลูกให้รู้จักการเก็บออมหรือการหาสิ่งนั้นด้วยน้ำพักน้ำแรงของตัวเอง 2.ซื้อของให้ลูกทนแทนสิ่งที่พ่อแม่เคยอยากได้ตอนเป็นเด็ก การทำแบบนี้เป็นการทำร้ายลูก ทำให้ลูกกลายเป็นคนฟุ่มเฟือย หาเงินไม่เป็น อยากได้อะไรก็จะขอ คล้ายกับข้อ 1 ที่กล่าวมา 3.เวลาลูกทำผิดไม่รู้จักแนะนำหรือตำหนิ ลูกทำผิดไม่แนะนำ ไม่บอกกล่าว กลับส่งเสริมหรือหัวเราะชอบใจ ว่านั่นเป็นเรื่องตลก พอครูอาจารย์ตำหนิหรือกล่าวโทษลูกก็ไม่สืบเสาะหาเรื่องราวโดยแท้จริง กลับเข้าข้างลูกจนเป็นนิสัย นานวันเข้า เด็กโตเป็นผู้ใหญ่ กลายเป็นผู้ใหญ่ที่ไม่รู้จักผิดชอบชั่วดี เป็นปัญหาของสังคมกันต่อไป 4.ทำทุกอย่างแทนลูก แก้ปัญหาแทนลูกทุกอย่าง ทำการบ้านให้ลูก แก้ Read More …

10 คำพูดที่พ่อแม่ไม่ควรใช้กับลูก!

บางครั้งคนเป็นพ่อเป็นแม่อาจไม่ค่อยสนใจว่าเราพูดอะไรกับลูกบ้าง แต่รู้หรือไม่ว่าเวลาเราเครียดหรือโมโห เราอาจพูดสิ่งที่ทำร้ายจิตใจลูกอย่างรุนแรงออกไปโดยไม่ได้ตั้งใจ เราควรระลึกไว้เสมอว่าผลจากการกระทำของเราอาจส่งผลต่อคนอื่นโดยที่เราคาดไม่ถึง 1.ล้อเลียน นี่เป็นสิ่งต้องห้ามเด็ดขาดสำหรับคุณพ่อคุณแม่ เราไม่ควรล้อเลียนหรือเรียกลูกด้วยชื่ออื่น ๆ ที่อาจทำให้เขาสูญเสียความมั่นใจให้เขา เช่น อ้วน แห้ง สิว ฯลฯ ไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นก็ตาม 2.หยุดกวนซะที บางครั้งผู้ปกครองอาจต้องการเวลานอก แต่ถ้าคุณบอกลูกว่าอย่ามายุ่งกับคุณบ่อย ๆ เข้า พวกเขาก็อาจไม่คุยกับคุณอีกต่อไป เด็ก ๆ ควรเรียนรู้ว่าบางครั้งคุณก็ต้องการเวลาพักบ้าง พยายามอธิบายให้ลูกฟังก่อนที่จะระเบิดใส่พวกเขาว่าคุณขอเวลาทำธุระส่วนตัวสัก 2-3 นาที 3.ต่อว่าตลอดเวลา การบอกลูกว่าเขาซุ่มซ่ามหรือนิสัยไม่ดีไม่ได้ช่วยให้เด็กมีความมั่นใจหรือรู้สึกมีคุณค่ามากขึ้น แม้ว่าคุณจะไม่ได้พูดกับเขาโดยตรงก็ตาม เด็ก ๆ มักเชื่อในสิ่งที่พวกเขาได้ยินโดยไม่ถามอะไรทั้งสิ้น สุดท้ายพวกเขาก็จะเชื่อว่าพวกเขาแย่อย่างที่คุณพูดจริง ๆ 4.สั่งให้เก็บอารมณ์ เรามักพยายามปกป้องลูกโดยการบอกเขาว่าไม่ต้องเศร้า หรือไม่ต้องกลัว แต่บางครั้งการบอกไม่ให้เขารู้สึกอย่างนั้นอย่างนี้อาจเป็นการสื่อให้เขารู้สึกว่าอารมณ์และความรู้สึกของเขานั้นไม่สำคัญ พยายามบอกลูกว่าไม่เป็นไรที่จะรู้สึกเช่นนั้น Read More …

8 วิธีรับมือ…ลูกน้อยงอแง อาละวาด เอาแต่ใจ

บ่อยครั้งที่คุณพ่อคุณแม่เจอกับพฤติกรรมลูกงอแง เอาแต่ใจ โวยวายอาละวาด ซึ่งจะเกิดขึ้นบ่อยกับเด็กวัย 1 – 3 ขวบ เด็กจะร้องไห้ เมื่อเขาต้องการบางสิ่งบางอย่าง ซึ่งอาการจะแตกต่างกันตั้งแต่มีอาการธรรมดาคือร้องไห้ จนถึงมีอาการหนักคือตีอกชกตัว ล้มนอนลงกับพื้นเพื่อเรียกความสนใจ สร้างความปวดเศียรเวียรเกล้าให้กับเหล่าพ่อแม่เป็นอย่างมาก ซึ่งหากเด็กทำแล้วได้ผล พ่อแม่หรือผู้ปกครองยอมทำตามที่เด็กต้องการ พฤติกรรมนี้ก็จะเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แล้วเราจะหยุดพฤติกรรมลูกงอแง เอาแต่ใจนี้อย่างไรดี เรามีวิธีจัดการกับปัญหานี้มาแนะนำค่ะ 8 วิธีเด็ด แก้นิสัยลูกงอแง เอาแต่ใจ 1 เมินเฉย ทำเป็นไม่สนใจเมื่อลูกน้อยเกิดอาการอาละวาด วิธีการเมินเฉยต่อพฤติกรรมนั้นเป็นวิธีการจัดการปัญหาที่ได้ผลดีอีกวิธีหนึ่ง ให้ทำเป็นมองไม่เห็น หรืออุ้มเขาเข้าไปในห้องด้วยท่าทางสงบ ไม่แสดงกิริยาเกรี้ยวกราดหรือดุเขา ที่สำคัญห้ามตามเกมของลูกคุณเป็นอันขาด อย่าสัญญาว่าจะซื้อสิ่งของให้เพื่อเป็นเงื่อนไขให้เขาหยุดร้องไห้ เพราะนั่นยิ่งจะไปกระตุ้นพฤติกรรมที่การอาละวาดเมื่อต้องการทำตามใจตนเองให้มากขึ้น ซึ่งหากลูกน้อยของคุณได้เรียนรู้ว่าถึงแม้เขาจะโวยวายอาละวาดอย่างไร ก็ไม่มีทางได้ในสิ่งที่ต้องการ พฤติกรรมลูกงอแง เอาแต่ใจแบบนี้จะค่อยๆ ดีขึ้นจนหายไปเองในที่สุด 2 Read More …

ลูกไม่เชื่อฟัง พ่อแม่ต้องรีบสอน 5 อย่างนี้ สร้างให้ได้ก่อน 8 ขวบ!

ลูกไม่เชื่อฟัง พ่อแม่ พฤติกรรมนี้ จะเริ่มหนักขึ้นอย่างจริงจัง เมื่อลูกเข้าวัย 8-12 ปี ซึ่งเป็นช่วงวัยแห่งการมีอิสระในการตัดสินใจ เพราะเด็กในวัยนี้จะเริ่มมีความคิด และบุคลิกภาพเป็นของตัวเองชัดเจน มองโลกและตัดสินใจแบบของตัวเอง โดยไม่ต้องผ่านการมองจากผู้ใหญ่ พ่อแม่เป็นบุคคลที่มีความสำคัญมากที่สุดต่อพัฒนาการทุกๆ ด้านของลูก ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม สติปัญญาและจิตใจ นั่นเพราะมีหน้าที่ในการเลี้ยงดู อบรม สั่งสอนลูกโดยตรง ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่จึงต้องจัดสิ่งแวดล้อมที่ดีและเหมาะสมให้กับลูก เพื่อให้ลูกพร้อมที่จะเรียนรู้และรับฟังคำสั่งสอนนั้นๆ ทั้งนี้ เพราะสิ่งที่ถือว่ามีอิทธิพลเป็นอย่างมากต่อพัฒนาการของลูกก็คือการเลี้ยงดูที่อบอุ่น เอาใจใส่และเต็มไปด้วยความรักของพ่อแม่นั่นเอง มีงานวิจัยมากมายที่กล่าวตรงกันว่า การที่คุณพ่อคุณแม่โอบกอดสัมผัสลูกด้วยความรัก จะทำให้ลูกรู้สึกอบอุ่นและเป็นสุข ซึ่งจะส่งผลให้สมองเกิดการหลั่งของสารเคมีที่ทำให้เด็กมีความสุขและอารมณ์ดีเบิกบาน (Endorphin) ทำให้สมองของเด็กเจริญเติบโตได้ดี มีความจำดี และสามารถเรียนรู้สิ่งต่างๆได้อย่างรวดเร็ว โดยทางทีมงานได้ขออนุญาตนำคำแนะนำจาก ทพญ.จีรภา ประพาศพงษ์ หรือคุณหมอภา เจ้าของ เพจหมอภา/Jeerapa prapaspong  ซึ่งคุณหมอได้เขียนอธิบายไว้อย่างละเอียด Read More …

อย่าสอนลูกให้ขี้เกียจ!!!

 มีด้วยหรือ ? ที่พ่อแม่จะสอนลูกให้ขี้เกียจ ? ตอบว่า “มี” และมีอยู่เป็นจำนวนมากด้วย บางทีท่านที่กำลังอ่านหนังสือเล่มนี้อยู่นี่แหละ ถ้าท่านมีลูก ท่านก็อาจจะเป็นอีกคนหนึ่งที่เคยสอน หรือกำลังสอนลูกให้ขี้เกียจอยู่ ! ลองพิจารณาดูทีรึ ว่าจะเป็นความจริงไหม ?             สมมุติว่า ลูกเรากำลังอยู่ในวัยเรียน อายุตั้งแต่ 3 หรือ 8 ขวบขึ้นไป ในวัยนี้เราสามารถที่จะให้ลูกช่วยเราทำงานบ้านได้ตั้งหลายอย่าง แต่พ่อแม่ส่วนมากก็มักจะไม่ให้ทำ ไม่ใช้ให้ทำ หรือไม่บังคับให้ทำ เช่น             – ลูกควรตื่นนอนเวลา 05.00 น. หรือ 06.00 น. พ่อแม่รู้ว่า ถ้าลูกตื่นในช่วงนี้แล้วลุกขึ้นเก็บที่นอน ล้างหน้า แปรงฟัน อาบน้ำ กินข้าวเสร็จล้างถ้วยชามเสร็จก็จะได้เวลาไปโรงเรียนพอดีๆ             แต่พ่อแม่บางคนหาได้ปลุกลูกในช่วงนี้ไม่ ไปปลุกเอาหลัง 06.00 Read More …