‘ฉันฝากเด็กชาวเขาเหล่านี้ด้วย ตัวฉันอยู่ไกล ครูดูแลด้วยนะ’ พระราชดำรัสของพ่อต่อคุณครูบนดอย

  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ได้ฝากถึงครูบนดอย เป็นเรื่องเล่าที่เผยโดย เพจFacebook : Information Division of OHM ซึ่งเป็นเพจทางการของสำนักราชเลขาธิการ ในพระบรมมหาราชวัง โดยได้โพสเรื่องราวว่า  ครูเรียม สิงห์ทร ครูผู้อุทิศชีวิตเพื่อเด็กด้อยโอกาสบนดอยสูงที่ห่างไกล “โรงเรียนบ้านขอบด้ง” อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ นับจากวันที่ครูเรียมตัดสินใจก้าวขึ้นมาสอนนักเรียนบนยอดดอย เมื่อปี 2520 ครูเรียมเกือบตัดสินใจทิ้งอุดมการณ์ถอยหลังกลับเมืองหลวง แต่เมื่อมองขึ้นไปเห็นพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในห้องเรียนของโรงเรียนบ้านขอบด้งที่ไร้เด็กนักเรียนมาเรียนนั้น ก็เหมือนกับได้สบกับสายพระเนตรของพระองค์ ครูเรียมจึงได้ตัดสินใจสู้ต่อ ครูเรียมบุกไปหานักเรียนถึงกลางไร่ข้าว ไร่ฝิ่น เปิดโรงเรียนสอนหนังสือกลางแปลงผักแปลงนาจนกลายเป็น "ห้องเรียนธรรมชาติ สามารถโน้มน้าวจิตใจให้พ่อ แม่ และเด็ก เห็นความสำคัญของการรู้ภาษาไทย กฎหมายไทย และรู้จักความเป็นไทย แม้จะต้องเผชิญกับความไม่ปลอดภัยรอบด้านจากกองกำลังติดอาวุธของชนกลุ่มน้อยหลายต่อหลายกลุ่ม และปัญหายาเสพติด แต่ความมุ่งมั่นที่ได้ตั้งใจเอาไว้แล้วนั้น จึงทำให้โรงเรียนบ้านขอบด้ง กลับมาสอนได้ตามปรกติต่อไป โครงการหลวงเข้ามาส่งเสริมการปลูกผักและดอกไม้ เพื่อให้ผักได้กลายเป็นอาหารกลางวัน และปลูกดอกคาร์เนชั่นเพื่อขายเป็นรายได้หลักแก่เด็ก ๆ Read More …

ทำไมต้องมาโรงเรียน?(10 เหตุผลว่าทำไมต้องมาเรียนหนังสือ)

1.มนุษย์เป็นสัตว์สังคม ดังนั้นเด็กๆ ต้องเรียนรู้ที่จะอยู่ด้วยกันอย่างพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกัน รวมถึงความเป็นเพื่อนช่วยเหลือกันในสังคมจากการมาโรงเรียน 2.โรงเรียน เป็นการจำลองสังคมในอนาคต เข้าโรงเรียนก็จะทำให้รู้จักสังคม มีสังคม การมาโรงเรียน คือ การจำลองสังคมให้เด็ก โรงเรียนช่วยจัดระเบียบสังคมขนาดย่อย 3.โรงเรียนฝึกการยอมรับกัน ตามใจตัวเองไม่ได้ ถ้าไม่รู้จักปรับตัวก็จะอยู่กับใครไม่ได้ เมื่อรู้จักปรับตัวทำให้อยู่กับใครก็ได้ และทำให้เรียนดีขึ้น 4.เด็กได้ความรู้จากครู เด็กจะได้เรียนรู้การู้แพ้ รู้ชนะ รู้อภัย การเสียสละ เอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ เมื่อเด็กเรียนรวมกันกลุ่มใหญ่ เด็กก้จะรู้กว้างขึ้นไปอีก อยู่ในสังคมใหญ่ได้มากขึ้น ถ้ามาดรงเรียนเด็กก็จะได้พื้นฐานเหล่านี้ไป 5.ถ้ามองในละแวกชุมชนที่เป็นชุมชนชนบทก็จะมีวัด อนามัย ท้องไร่ ท้องนา แล้วก็มีโรงเรียน ถ้าเด็กไม่ไปโรงเรียน เขาจะไปไหน ในบริบทแบบนี้โรงเรียนเป็นแหล่งที่ให้ความรู้ ทักษะ ชีวิต จิตวิญญาณ แล้วก็ยังมีครูดีๆ อยู่อีกหลายคน Read More …

เรียนยังไงก็จบ!อย่าคิดมาก…(หัวอกครูขอระบาย)

เด็กทุกวันนี้ เขาไม่ตื่นเต้นกับการเรียนสักเท่าไรหรอก เพราะเรียนอย่างไงก็จบ เด็กบางคนไม่เคยเข้าเรียน ปล่อยให้ติด 0 ติด ร ติด มส. แล้วมารอแก้ 3-4 วันก็จบ ครูคนไหนให้ติดเยอะก็โดนเพ่งเล็ง ท่านที่นั่งอยู่บนหอคอยงาช้าง อยากได้ผลสัมฤทธิ์ก็ต้องดันให้จบ ทำให้เด็กที่เรียนในห้องเรียนเอาอย่าง ไม่ใช่ครูไม่สนใจเด็ก ถ้าตามเด็กที่ไม่เข้าห้อง เด็กที่ตั้งใจเรียนอยู่ในห้องเรียนจะได้เรียนไหม? เด็กเหล่านี้ลงโทษก็ไม่ได้ แตะต้องก็ไม่ได้ บรรดา NGO ก็ออกมาโวยวายว่าละเมิดสิทธิเด็ก แล้วเป็นไงล่ะ (NGO คุ้มครองเด็กเกเร แล้วปล่อยให้เด็กเกเรมาละเมิดสิทธิเพื่อนนักเรียน ละเมิดสิทธิครู และละเมิดสิทธิชาวบ้านชาวช่องจนเต็มบ้านเต็มเมือง ใครแก้ไขได้บ้าง? บอกมาซิ? ตำรวจทหารได้แต่ปรามกันทีหนึ่ง แล้วก็เกิดเรื่องขึ้นมาใหม่ไม่รู้จบสิ้น – ความเห็นส่วนตัว) ดูสภาพสังคมทุกวันนี้ซิ ใครเป็นลูกใครเป็นพ่อ-แม่กันแน่ (พ่อแม่กลัวลูกหรือลูกกลัวพ่อแม่? Read More …

เกษียณอย่างไรให้ชีวิตมีความสุข?

เดือนกันยายนและตุลาคมของทุกปีเป็นเดือนที่มีวาระแห่งการเฉลิมฉลองที่น่ายินดีอยู่ 2 อย่าง อย่างแรก คือ ความยินดีกับผู้ใหญ่ที่เกษียณอายุราชการ มีเวลากลับไปอยู่บ้าน เลี้ยงหลาน พักผ่อนก่อนคนอื่น อย่างที่สอง คือ ยินดีกับผู้ที่ได้เลื่อนยศ เลื่อนตำแหน่งเป็นใหญ่เป็นโตขึ้น ในวาระการโยกย้ายประจำปีของราชการ ผู้ใหญ่ที่รู้จักมักคุ้นกันมาหลายสิบปี ทยอยเกษียณอายุราชการกันไปเรื่อยๆ ปีแล้ว ปีเล่า หลายคนเกษียณแล้ว ยังมีอะไรให้ทำต่อ เช่น ไปเป็นที่ปรึกษาบ้าง ทำงานวิชาการที่ตัวเองถนัดบ้าง ที่มีธุรกิจส่วนตัวเป็นอาชีพเสริมระหว่างรับราชการ พอเกษียณก็ได้มีโอกาสออกไปดูแลธุรกิจของตัวเองอย่างเต็มตัว ขณะที่บางคน เกษียณแล้ว ไม่อยากทำอะไรอีก อยากมีเวลาให้ตัวเอง อยู่กับลูกหลาน วางแผนเที่ยวทั้งในประเทศและต่างประเทศ ประมาณว่า ตอนรับราชการไม่เคยมีเวลาแบบนี้เลย เพราะวุ่นอยู่แต่กับงาน จนหลงลืมว่าน่าจะทำอะไรให้ตัวเองบ้าง ช่วงเกษียณอายุราชการนี่แหละ…ที่จะได้ทำอะไรแบบ “ชีวิตมีหรือชีวิตเหลือน้อยแล้ว…ใช้ซะ” ในบรรดาคนเกษียณอายุราชการถ้าพูดในแง่ความรู้สึก มีคน 2 Read More …

ประชุมงานอย่างไรให้มีประสิทธิภาพสูงสุด!

1. มีประเด็นในการประชุมทุกครั้ง การประชุมแต่ละครั้งจะต้องมีหัวข้อและวาระการประชุมที่ชัดเจน เพื่อกำหนดขอบเขตของเนื้อหาการประชุมให้ครอบคลุมมากที่สุด หรืออาจย่นย่อให้สะดวกง่ายดายกว่าการจัดทำวาระการประชุมอย่างเป็นทางการก็คือ ให้เขียนหัวข้อที่ต้องการจะได้คำตอบในการประชุมครั้งนั้น ๆ ลงในสมุด จากนั้นก็ดำเนินการประชุมตามหัวข้อที่เขียนไว้เป็นประเด็นหลักที่ต้องคุยกัน ถ้าใครออกนอกประเด็น ให้ผู้คุมการประชุมรีบดึงกลับเข้าสู่ประเด็นในทันที นอกจากนี้ควรกำหนดเวลาว่าแต่ละหัวข้อการประชุมควรใช้เวลาในการคุยกันประมาณเท่าไหร่ เพื่อบริหารจัดการเวลาประชุมให้มีประสิทธิภาพมากที่สุด 2. เตรียมพร้อมก่อนการประชุม ผู้เข้าประชุมทุกคนควรรับทราบเกี่ยวกับหัวข้อในการประชุมก่อนวันประชุมจริง นอกจากนี้ผู้ที่เกี่ยวข้องในเรื่องต่าง ๆ ต้องมีการทำการบ้านก่อนการประชุม ด้วยการไปรวบรวมข้อมูล ประมวลผล และสรุปแนวทางต่าง ๆ ออกมาให้ชัดเจน ก่อนที่จะมาคุยกันเพื่อตัดสินใจในการประชุมครั้งนั้น การเตรียมพร้อมก่อนการประชุมจึงเป็นอีกหนึ่งเทคนิคที่จะช่วยให้การประชุมของทีมใช้เวลาสั้น กระชับ ได้ใจความ และตอบโจทย์การทำงานได้มากที่สุด 3. จำกัดจำนวนคน บรรดาผู้บริหารขององค์กรใหญ่ ๆ ชั้นนำของโลก ล้วนให้ความสำคัญกับเรื่องเล็ก ๆ อย่างจำนวนของผู้เข้าร่วมประชุมเป็นอย่างมาก เพราะจำนวนคนที่มากเกินไปย่อมไม่เกิดผลดีต่อการประชุมอย่างแท้จริง การประชุมที่ดีควรเน้นที่ผู้เกี่ยวข้องกับหัวข้อประชุมจริง ๆ Read More …