มีไหมในองค์กรของคุณ…ได้ดีทั้งที่ไม่ทำงาน งานวิจัยชี้ คนพวกนี้ ถ่วงองค์กรโดยรวม

โดย ฌอห์ณ ค็อกแลน ผู้สื่อข่าวบีบีซี คุณอาจจะมีเพื่อนร่วมงานลักษณะนี้ ที่ชอบเขียนอีเมลที่พูดแต่เรื่องตัวเอง หรือชอบโอ้อวดในที่ประชุม วิทยาลัยธุรกิจทำการวิจัยซึ่งเผยว่า จะมีพนักงานประเภทหนึ่งที่สามารถทำตัวเองให้ดู “ยุ่งและประสบความสำเร็จ” โดยที่จริง ๆ แล้วไม่ได้ทำอะไรที่มีประโยชน์เลย งานวิจัยซึ่งศึกษาด้านความสามารถในการผลิต ได้เข้าไปเก็บข้อมูลในที่ทำงานในสหราชอาณาจักร 28 แห่ง และพบว่าในขณะที่พนักงานบางคนดู “จดจ่อกับงานมาก” แต่เมื่อดูดี ๆ แล้ว พวกเขาเป็นคนประเภทที่ชอบ “โปรโมต” ตัวเอง ซึ่งการไม่ตั้งใจทำงานของพวกเขาทำให้ผลผลิตโดยรวมเสียไปด้วย งานวิจัยจากสถาบันแอชริดช์ (Ashridge) ที่วิทยาลัยธุรกิจนานาชาติฮัลท์ (Hult International Business School) ศึกษาการมีส่วนร่วมในงานในองค์กรต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ภาครัฐ สาธารณสุข การขนส่ง และองค์กรไม่หวังกำไร Read More …

10 บทเรียนที่ได้รับจากการลาออกจากงานประจำ!!! กระทู้พันทิป

ชีวิตคนเราไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบ และหลายครั้งที่เราทุกคนเกิดความรู้สึกเคว้งคว้างและหลงทาง เพราะถูกสังคมบีบคั้นด้วยกฎของการใช้ชีวิตที่เราทุกคนไม่ได้กำหนด แต่เราก็ต้องเดินตามกันไปเพียงเพราะสังคมเขาทำแบบไหนเขาคาดหวังอะไรจากเรา เราก็เลยทำแบบนั้น บางครั้งเราก็ทำสำเร็จ แต่หลายๆครั้งก็ไม่เป็นอย่างใจ ท้ายที่สุด สิ่งที่เหลือในใจของเราก็คือความผิดหวังและความรู้สึกว่า “ล้มเหลว” ปัญหาของผู้ใหญ่ส่วนใหญ่ก็ไม่พ้นเรื่องงาน เพราะในทุกวันนอกจากการนอนหลับพักผ่อน เราก็ใช้เวลาวันละอย่างน้อย 8-12 ชั่วโมงในการทำงานของเรา ไม่รวมถึงคนที่เป็นเจ้าของกิจการที่อาจทำงานมากกว่านี้จนแทบไม่ได้พักผ่อน สุดท้าย เรามักจะมีคำถามกับตัวเองเสมอว่า “นี่คืองานที่ใช่สำหรับเราหรือเปล่า?” “นี่เรากำลังทำอะไรอยู่?” “เรามีความสามารถมากพอที่จะสร้างรายได้และความสำเร็จมากกว่านี้ไหม?” เชื่อว่าทุกคนที่อยู่ในวัยทำงานต้องมีคำถามนี้ในใจอยู่บ่อยครั้ง โดยเฉพาะเวลาที่ปัญหารุมเร้าจนเรารู้สึกท้อถอย แต่คนส่วนใหญ่มักติดอยู่ใน Comfort Zone หรือ พื้นที่สบาย เลยไม่กล้าทำอะไรกับมัน แม้เราจะรู้ว่า สุดท้ายสิ่งที่เรากำลังทำมันก็ไม่ใช่ตัวเราอยู่ดี ถ้าคุณกำลังอยู่ในสถานการณ์บีบคั้น เครียด เกี่ยวกับงานของคุณ ว่าควรจะอยู่หรือจะไปดี ถ้าคุณกำลังมีความฝัน แต่ไม่กล้าลงมือทำ เลยยอมทนติดแหงกอยู่กับอะไรเดิมๆ บางทีบทเรียน 10 ข้างด้านล่างนี้อาจจะช่วยให้คุณคิดอะไรออกได้บ้าง 1. ในโลกนี้ ไม่มีคำว่า Read More …

ผลการวิจัย!!!เผย ยิ่งเดินไปด้วยทำงานไปด้วยยิ่งฉลาด!!!

ผลการวิจัยจากประเทศแคนนาดาเกี่ยวกับการออกกำลังกายที่น่าสนใจ ที่ระบุว่าการทำงานไพร้อมกับออกกำลังกายไปด้วยนั้น มีผลช่วยให้ตั้งใจทำงานมากขึ้นและได้งานที่มีประสิทธิผลมากกว่านั่งทำงานเฉยๆ การทดลองได้ทำกับกลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษา 18 คน โดยให้คนเดินบนลู่วิ่ง treadmill แบบที่มีโต๊ะทำงานไปได้ด้วย โดยที่ระหว่างเดินก็ให้อ่านข้อความและตอบอีเมล์ที่ตั้งขึ้นมา เทียบกับคนที่นั่งทำงานตามปกติที่ให้อ่านและตอบอีเมล์ชุดเดียวกัน และใช้เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าสมองตรวจวัดด้วย หลังจากการทดสอบให้พักเป็นเวลา 10 นาทีก็จะมีการถามคำถามเกี่ยวกับส่ิงที่อ่านไปแบบคำถามถูก-ผิด ผลที่ได้คือกลุ่มคนที่เดินบน treadmill นั้นสามารถตอบคำถามถูกต้องได้มากกว่ากลุ่มที่นั่งทำงานปกติถึง 34.9% และผลจากการวัดคลื่นไฟฟ้าสมองนั้นแสดงให้เห็นว่ากลุ่มคนที่ทำงานโดยที่เดินบน treadmill ไปด้วยนั้นมีสมาธิในการทำงานและสามารถจดจำข้อมูลที่อ่านได้ดีกว่าเดิม งานนี้นอกจากจะเป็นการออกกำลังกายที่ช่วยให้ร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังช่วยให้งานที่ทำมีประสิทธิภาพดียิ่งขึ้นอีกด้วย บริษัทไหนสนใจอยากจะลองเอาวิธีนี้ไปใช้ดูบ้างก็ได้นะครับ ข้อมูลจาก : Engadget /www.stepextra.com

13 ความแตกต่างระหว่างการเรียนกับการทำงาน 4 ปีในมหา’ลัย VS 4 ปีแรกของวัยทำงาน มีอะไรที่เหมือนหรือต่างกันบ้าง ?

คงจะเคยได้ยินหรือเคยรู้สึกมาบ้างว่า ชีวิตวัยเรียนเป็นชีวิตที่สนุกกว่าวัยทำงานเสมอ อย่างน้อยก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก สนุกก็สนุกถึงขีดสุด นอกจากเรื่องเรียนก็ไม่ค่อยมีเรื่องอื่นใดให้รับผิดชอบมากมาย   เป็นเช่นนั้นจริงหรือ? มาดูกันว่าถ้าเทียบไทม์ไลน์ในระยะ 4 ปีเท่ากัน ระหว่าง 4 ปีในรั้วมหา’ลัย กับ 4 ปีที่เข้าสู่วัยทำงาน มีอะไรเหมือนหรือต่างบ้างในโลกของความเป็นจริง ? 1. ความสนุกในวัยเรียนและวัยทำงานเป็นคนละแบบกัน วัยเรียนก็สนุกที่ได้อยู่กับเพื่อน ใช้ชีวิตวัยรุ่นตอนปลายให้คุ้มค่าที่สุด สุดขีดสุด ๆ ในขณะที่วัยทำงานก็สนุกกับงาน สนุกกับการวางแผน สนุกกับหลายเรื่องที่เข้ามาใหม่ ๆ แต่เหตุที่โดยรวมแล้ววัยเรียนสนุกกว่า น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นช่วงที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก (อย่างน้อยก็ไม่ต้องคิดเรื่องรายได้ เพราะมีคนส่งเสียให้อยู่แล้ว หรือไม่ก็มีเงินจากกองทุนกู้ยืมอยู่แล้ว) 2. ในวัยทำงานยังหนีไม่พ้นเรื่องการทดสอบ หรือการแก้โจทย์แต่ละวัน ที่เหนือไปกว่านั้นคือ ต้องแก้โจทย์ที่คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะมาแบบไหน เช่น วันนี้จะได้เจอลูกค้าแบบไหน, Read More …

เจ็บแต่จริง!! “ญี่ปุ่น” วิจารณ์ไทยเป็นข้อๆ งานนี้สับเละแบบเถียงไม่ได้สักข้อ ยิ่งอ่านยิ่งจุก…

เป็นเรื่องที่สังคมออนไลน์พบเห็นได้อยู่บ่อยๆ สำหรับการเปรียบเทียบ ประเทศไทย กับประเทศญี่ปุ่น ไม่ว่าจะเป็นภาพวาดเสียดสี ล้อเลียน บทความ ไปจนถึงความคิดเห็นจากคนแต่ละประเทศ ซึ่งแน่นอนว่า มันก็เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เราได้เห็นความจริงของสังคมที่เราอาจมองข้าม และอีกหนึ่งบทความที่น่าสนใจคือ บทความของนาย เซ็ทซึโอะ อิอุจิ ประธานองค์การส่งเสริมการค้าต่างประเทศของญี่ปุ่น ประจำกรุงเทพฯ (เจโทร) ที่ได้พูดถึงจุดอ่อนของประเทศไทย และคนไทย แบบที่อ่านแล้วเถียงไม่ออกสักข้อ 1) คนไทยรู้จักหน้าที่ของตัวเองต่ำมาก โดยเฉพาะหน้าที่ต่อสังคม คือ เป็นประเภทมือใครยาวสาวได้สาวเอา เกิดเป็นธุรกิจการเมือง ธุรกิจการค้า ธุรกิจการศึกษา ทำให้ประเทศชาติล้าหลังไปเรื่อยๆ 2) การศึกษายังไม่ทันสมัย คนไทยจะเก่งแต่ภาษาของตัวเอง ทำให้ขาดโอกาสในการแข่งขันกับต่างชาติในเวทีต่างๆ ไม่กล้าแสดงออก ขี้อาย ไม่มั่นใจในตัวเอง จึงตามหลังชาติอื่น จะเห็นว่าคนมีฐานะจะส่งลูกไปเรียนเมืองนอกเพื่อโอกาสดีกว่า 3) มองอนาคตไม่เป็น คนไทยมากกว่า 70% ทำงานแบบไร้อนาคต Read More …