ไขข้อข้องใจ การบ้านยังจำเป็นสำหรับเด็กยุคใหม่หรือไม่?

ประเด็นการบ้านสำหรับเด็กยุคนี้เยอะไปหรือเปล่าไม่ใช่แค่โจทย์ใหญ่สำหรับเด็กไทย แต่เป็นประเด็นใหญ่ที่ทั่วโลกให้ความสำคัญ เพราะถ้าไปสำรวจประเทศที่ได้ชื่อว่าการศึกษาดีที่สุดในโลก อย่างฟินเเลนด์ จะพบว่าคุณครูแทบไม่มีการบ้านให้เด็ก ๆ หรือถึงมีเด็ก ๆ ก็ใช้เวลาทำไม่เกินวันละ 10 นาทีในการทำให้เสร็จ ดังนั้นจึงไม่ใช่เรื่องแปลกเลยที่ผู้ใหญ่หลายท่านจะมองว่าการบ้านคือภาระของเด็ก ทำให้เด็ก ๆ เครียด ไม่มีเวลาออกไปเรียนรู้ทักษะอื่น ๆ หรือใช้เวลาทำกิจกรรมกับครอบครัวเท่าที่ควร สำหรับประเทศไทยเอง เป็นหนึ่งในประเทศที่ได้ชื่อว่าเด็กเรียนหนักไม่เบา แถมยังมีการบ้านติดตัวกลับบ้านไม่น้อย จนเคยมีความพยายามในการผลักดันจากหลายภาคส่วนให้มีการลดสัดส่วนการบ้านลงมาแล้วคำถาม คือ การบ้านยังจำเป็นสำหรับเด็กยุคใหม่ที่กำลังเติบโตมาในโลกอนาคตที่ผันผวน จนไม่มีใครบอกได้ว่าทักษะหรือความรู้แบบไหนจำเป็นสำหรับโลกแห่งอนาคตหรือไม่ ในมุมมองของ อ.เอก- เอกรินทร์ สี่มหาศาล ที่ปรึกษาคณะกรรมการบริษัท อักษร เอ็ดดูเคชั่น จำกัด (มหาชน) ตอบชัดว่า การบ้านยังจำเป็นสำหรับเด็กยุคใหม่แน่นอน โดยเฉพาะถ้าพูดถึงศตวรรษที่ 21 ยุคเทคโนโลยี ยิ่งต้องนิยามให้ชัดว่า การบ้านคืออะไร ทำไมถึงยังจำเป็น Read More …

นักวิจัยชี้เตือน! พ่อแม่ทำการบ้านให้ลูกเท่ากับทำลายชีวิตลูก

จูดิธ ล็อค นักจิตวิทยาคลินิก จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีควีนส์แลนด์ รัฐควีนส์แลนด์ ประเทศออสเตรเลีย ตีพิมพ์เผยแพร่งานวิจัยเชิงจิตวิทยาครั้งใหม่ ที่แสดงให้เห็นถึงผลกระทบจากการที่พ่อแม่ ผู้ปกครองที่รักลูกหลานมากจนเกินไป จนเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำการบ้านของลูกๆ มากจนเกินไป โดยชี้ให้เห็นว่า ในที่สุดแล้วจะส่งผลกระทบต่อเด็กๆ เหล่านั้นไม่น้อย งานวิจัยดังกล่าวใช้วิธีการสำรวจพฤติกรรมผ่านแบบสอบถามออนไลน์ของผู้ปกครองของเด็กจำนวน 866 คนจากโรงเรียนในระดับมัธยมในหัวเมืองชั้นใน 3 โรงเรียน โดยตั้งคำถามเกี่ยวกับความเชื่อในความเป็นพ่อแม่, และความมุ่งมั่นในฐานะพ่อแม่ กับการใช้มาตรวัดทัศนคติของผู้ปกครองกลุ่มดังกล่าวเชื่อมโยงกับการบ้านของเด็กนักเรียนที่เป็นลูกหลานได้รับ จากนั้นนำคำตอบที่ได้มาแปลงเป็นคะแนนตามมาตรวัดที่เรียกว่า “ล็อค แพเรนติ้ง สเกล” หรือ “แอลพีเอส” โดยผู้ที่ได้คะแนนสูงจะเป็นผู้ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำการบ้านของลูกมากเกินไป หรือในบางกรณีถึงกับทำการบ้านแทนลูกเพื่อให้งานที่ได้รับมอบหมายมาแล้วเสร็จ จูดิธ ล็อค สรุปไว้ในงานวิจัยว่า พฤติกรรมของพ่อแม่ที่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับการทำการบ้านของลูกมากเกินไป จะส่งผลบั่นทอนขีดความสามารถในการเรียนรู้ด้วยตัวเองของเด็ก และทำให้เด็กขาดแรงจูงใจในการทำงานให้แล้วเสร็จได้ด้วยตัวเองโดยไม่ต้องมีใครช่วย ทำให้เด็กขาดความรับผิดชอบ ไม่เข้าใจถึงผลลัพธ์จากการกระทำใดๆ ของตนเอง ผลวิจัยดังกล่าวสอดคล้องกับผลการวิจัยก่อนหน้านี้ในสหรัฐอเมริกา Read More …

ปัญหานักเรียนไม่ส่งงาน!

สวัสดีครับ ผมเป็นนักศึกษาฝึกสอนในโรงเรียนแห่งหนึ่ง พอดีมีปัญหาเกี่ยวกับเด็กไม่ส่งงาน (ขอย้ำว่า ผมลดปริมาณของงานลงมาก ส่วนใหญ่เป็นงานกลุ่มทำในห้อง ซึ่งเป็นกิจกรรมในห้องเรียน ถ้าทำไม่เสร็จก็เอามาส่งคาบต่อไป และงานรับผิดชอบเดี่ยวเป็นใบงานของครูพี่เลี้ยง) ทีนี้ ทางโรงเรียน มีนโยบายให้เด็กมีคะแนนเก็บ ผ่านตามเกณฑ์ MOU ที่ทางครูได้ตกลงกันไว้ ปัญหาอยู่ตรงนี้แหละครับว่า ในเมื่อเด็กไม่ส่งงานอะไรเราเลย โดยเฉพาะงานเดี่ยว ทำกิจกรรมเป็นบางครั้ง เราจะเอาคะแนนที่ไหนมาให้เขาครับ แต่พวกเขาไม่ดื้อนะครับ แต่จะส่งสายส่งช้าตลอด และอีกอย่าง ครูพี่เลี้ยงก็มองผมว่า เราไม่สามารถที่จะจัดการกับนักเรียนได้ แค่ให้ส่งงาน ยังไม่สามารถทำได้ ดังนั้น จะขอหักคะแนนประเมินการฝึกสอนด้วย ตอนนี้ผมเลยเครียดมากเลยครับ แก้ไขปัญหาไม่ตก แต่พยายามไม่ลงกับเด็กๆ ใช้วิธีปลอบประโลมเด็กๆให้ทำส่ง คำถาม คือ ผมจะมีวิธีการจัดการปัญหานี้ยังไงครับ ช่วยห่อยนะครับ https://pantip.com/topic/38026701

แนะเคล็ดลับสอนการบ้านลูกให้สนุกและได้ผล

การศึกษาของคนแต่ละรุ่นก็แตกต่างกันไป ยิ่งรุ่นลูกของเรา ก็มีรูปแบบการศึกษาที่เปลี่ยนไป พ่อแม่จึงต้องเตรียมตัวให้พร้อม ก่อนไปสอนการบ้านลูก 1.อย่าลืมว่าเด็กยุคใหม่ใช้อุปกรณ์สื่อสารในการหาความรู้ อย่าคิดว่า สมาร์ทโฟนหรือโน้ตบุ๊กของลูก เป็นแค่เครื่องมือหาความบันเทิง เพราะจริงๆ แล้วลูกใช้อุปกรณ์เหล่านี้ในการทำการบ้านเช่นกัน ทางที่ดี แม่ควรหาสื่อการสอนจากอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์เหล่านี้ เพราะมันเป็นดังคลังความรู้ของเด็กยุคใหม่ เช่น Youtube ที่มีเนื้อหาดีๆ เหมาะจะเป็นสื่อการสอน ลูกก็จะสนุกและเพลิดเพลิน 2.แนะนำให้ลูกปิดจอแล้วหาความรู้ในโลกจริง แม้ว่าโลกออนไลน์จะเป็นแหล่งข้อมูลที่ครบครันแค่ไหน แต่ไม่ควรยึดติดกับโลกอินเตอร์เน็ตมากเกินไป แนะนำให้ลูกพบอาจารย์หลังเลิกเรียนเพื่อสอบถามข้อสงสัย หรือเข้าห้องสมุดไปจับหนังสือจริงๆ เพื่อให้ลูกฝึกการอ่านหนังสือ และยังถนอมสายตาลูกได้อีกด้วย 3.สอนลูกหาข้อมูลให้รอบด้าน การหาข้อมูลเพื่อทำการบ้าน ควรที่จะใช้ข้อมูลให้รอบด้าน บางอย่างลูกอาจค้นหาได้จากอินเตอร์เน็ต เพราะการค้นหาในโลกออนไลน์นั้นรวดเร็วฉับไว แต่บางครั้งก็ต้องพึ่งพาหนังสือที่ให้ข้อมูลได้ครบถ้วนกว่า ที่สำคัญ การอ่านหนังสือ จดโน้ต และไฮไลท์ข้อมูลสำคัญ ทำให้ลูกจดจำได้ดีกว่า จึงควรสอนให้ลูกอ่านหนังสือควบคู่กับการใช้อินเตอร์เน็ต 4.บอกลูกให้รู้จักแบ่งเวลา เด็กยุคใหม่เติบโตมากับโลกออนไลน์ Read More …

สิ่งที่พ่อแม่ไม่ควรทำเมื่อสอนลูกอ่านหนังสือ!

การสอนลูกอ่านหนังสืออาจเป็นช่วงเวลาที่ทั้งเครียดและน่าภูมิใจในเวลาเดียวกันสำหรับคุณพ่อคุณแม่ แต่บ่อยครั้งที่ความพยายามของผู้ปกครองกลับส่งผลเสียต่อพัฒนาการของเด็ก นี่เป็นสิ่งที่คุณควรระวังเวลาที่สอนลูกอ่านหนังสือ อย่าให้เด็กอ่านหนังสือเกินอายุ เรารู้ว่าคุณอยากท้าทายความสามารถของลูก แต่หารู้ไม่ว่านี่เป็นการ “ช่วย” ชะลอพัฒนาการด้านการอ่านของเด็ก เพราะเด็กจะรู้สึกว่าหนังสือนั้นยากเกินไปและอ่านช้าลง ซึ่งจะทำให้เด็กเสียความมั่นใจไปในที่สุด อย่าอ่านเวลาโกรธหรือเครียด เมื่อเด็กกำลังโกรธหรือเครียด พวกเขาจะไม่มีสมาธิ ถ้าคุณยิ่งกดดันให้เขาอ่าน ก็มีแต่จะทำให้ทั้งตัวคุณและลูกเครียดยิ่งขึ้น และอาจทำให้เด็กเกิดความรู้สึกไม่ดีต่อการอ่าน คุณควรพูดทำนองว่า “แม่รู้ว่าหนูกำลังอารมณ์ไม่ดี ไปหาอะไรมาดื่มก่อน รอให้อารมณ์ดีขึ้นแล้วบอกแม่นะ” ไม่ให้เวลาอ่านหนังสือกับลูก สุดท้าย แต่ไม่ท้ายสุด คือให้เวลาอ่านหนังสือกับลูกในแต่ละวัน ผู้ปกครองส่วนใหญ่มักมองข้ามความสำคัญของช่วงเวลานี้ อาจด้วยความเหน็ดเหนื่อยจากการทำงาน แต่การนั่งอ่านหนังสือกับลูก แม้จะเป็นช่วงสั้น ๆ เพียงวันละ 10 นาที ก็สามารถช่วยเสริมพัฒนาการให้เด็กได้อย่างมาก โดยเฉพาะกับเด็กที่มีปัญหาด้านการอ่าน ไม่มีพ่อแม่คนไหนจะทำถูกต้องไปเสียทุกอย่างเมื่อสอนลูกอ่านหนังสือ แต่สิ่งสำคัญที่คุณควรจำคือคุณควรทำให้ช่วงเวลาการอ่านเป็นช่วงเวลาที่สนุกสนานและเป็นประสบการณ์ที่ดีสำหรับเด็ก คุณสามารถแบ่งปันเรื่องราวและประสบการณ์ในการสอนลูกอ่านหนังสือของคุณให้เราฟัง อาจจะเป็นเคล็ดลับหรือข้อพึงระวังที่คุณเคยประสบมาก็ได้ ขอบพระคุณบทความจาก th.theasianparent.com