ผลวิจัยชี้! ความสัมพันธ์พ่อลูก ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ลูกมีความสุขมากขึ้น

ผลการศึกษาวิจัยจากบรรดาพ่อแม่ของเด็ก ๆ จำนวน 10,440 คน ได้พบว่า ความสัมพันธ์พ่อลูก ที่ดีนั้นจะทำให้ลูก ๆ มีความสุขและสามารถปรับตัวได้ดีขึ้น ทำให้เด็กมีอารมณ์และรู้สึกมั่นใจในตัวของตัวเอง พ่อแม่ที่มีส่วนร่วมกับลูกและมีความใกล้ชิดสนิทสนม จะทำให้ลูกชายมีแนวโน้มที่จะมีปัญหาพฤติกรรมน้อยลง และลูกสาวมีปัญหาด้านจิตใจน้อยลง ผลวิจัยชี้! ความสัมพันธ์พ่อลูก ยิ่งใกล้ชิดยิ่งเป็นเด็กดี เรียนเก่ง ลูกมีความสุขมากขึ้น ดร.แอนนา ซาร์คาดี จากมหาวิทยาลัยอัปซาลา สวีเดน เผยการวิเคราะห์รายงานที่จัดทำขึ้นตลอดช่วง 20 ปีที่ผ่านมาว่า โดยรวมแล้วสำหรับลูกที่ได้ใกล้ชิดสนิทสนมกับพ่อจะมีแนวโน้มที่จะเป็นเด็กมีปัญหาต่ำ ในขณะที่ด้านสติปัญญา การรู้จักใช้เหตุผล และทักษะด้านภาษา เด็ก ๆ จะมีความก้าวหน้า และจะเป็นเด็กเรียนดี สามารถสร้างมิตรภาพกับเพื่อนทั้งสองเพศ โดยลูกที่ได้อยู่กับพ่อและแม่พร้อมหน้าจะมีปัญหาพฤติกรรมน้อยกว่าเด็กที่อยู่กับแม่เพียงคนเดียว นักวิจัยได้ข้อสรุปว่า จิตวิทยาและอารมณ์ของคนเป็นพ่อนั้นจะมีอิทธิพลต่อพฤติกรรมของลูกอย่างมาก ไม่ใช่เพียงเวลาที่พ่อช่วยในการดูแลลูก ๆ Read More …

การวิจัยในชั้นเรียน ไม่ยากอย่างที่คิด

มาถึงช่วงเวลานี้ทุกท่านคงตระหนักดีแล้วว่างานวิจัยในชั้นเรียนนั้นสำคัญอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าครูมีความเข้าใจการวิจัยในชั้นเรียนเพียงใด ได้ทดลองลงมือทำบ้างแล้วหรือยัง ซึ่งมีหลายท่านเมื่อพูดถึงคำว่า “วิจัย” ภาพของเอกสารหรือตำราเล่มหนาๆ โตๆ และสถิติที่ยุ่งยากผุดขึ้นในใจ “มีประโยชน์มากมายแต่ทำได้ยากเหลือเกิน เปรียบเหมือนยาขมที่ครูจำเป็นต้องรับประทาน” ดังนั้นบทความนี้จึงนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการวิจัยในชั้นเรียนนั้นไม่ยากย่างที่คิด ความแตกต่างของการวิจัยในชั้นเรียนกับการวิจัยทั่วไป การวิจัยเป็นวิธีการศึกษาหาความรู้ที่เป็นระบบโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการวิจัยประเภทใดก็ตามจะมีขั้นตอนสำคัญๆ ไม่แตกต่างกันคือ การกำหนดปัญหาการวิจัย การแสวงหาสู่ทางแก้ปัญหา การใช้วิธีการต่างๆ แก้ปัญหา การบันทึกและการปฏิบัติการแก้ปัญหา การสรุปและนำเสนอผลการแก้ปัญหา สำหรับการวิจัยในชั้นเรียนมีขั้นตอนการดำเนินงานเช่นเดียวกันกับการวิจัยทั่วไป แต่ต่างกันที่การวิจัยในชั้นเรียนมีเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิใช่การมุ่งสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาหรือขยายองค์ความรู้ในศาสตร์ของตนเอง (ซึ่งหากครูสามารถทำได้ถึงขั้นนี้นับว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษา) ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นการทำวิจัยไปพร้อมๆ กับการจัดการเรียนการสอนไม่แยกส่วนออกจากกัน นอกจากนั้นการวิจัยในชั้นเรียนไม่มีรูปแบบการดำเนินงานหรือรูปแบบการเขียนรายงานวิจัยที่เป็นทางการมากนัก อาจจะทำเป็นวิจัยง่ายๆ 4-5 หน้า หรือจะทำเป็นงานวิจัย 5 บท ก็ได้เช่นกัน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนที่จะนำเสนอนี้หากท่านลองฝึกคิดและทำตามไปทีละขั้นเชื่อมั่นว่าท่านจะได้งานวิจัย 1.เลือกปัญหาการวิจัย ปัญหาที่นำมาใช้ในการวิจัยพิจารณาได้จาก 2.- Read More …

หน้าตาดีก็มีข้อเสีย: งานวิจัยพบคนหน้าตาดี หางานสกิลล์ต่ำทำยาก

โดยปกติฝ่ายทรัพยากรมนุษย์มักจะมีอคติเพราะหลงในรูปลักษณ์ของคนสมัครงานค่อนข้างมาก คนหน้าตาดีบุคลิกดีจึงได้เปรียบเวลาไปสมัครงานทำงานในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดี แต่ข้อได้เปรียบของคนหน้าตาดีในการหางานก็จำกัดอยู่แต่เฉพาะงานดีๆ ที่คนแย่งกันทำเป็นหลัก ถ้าคนหน้าตาดีจะไปหางานที่ต้องใช้ทักษะน้อยนายจ้างกลับเมินซะงั้น หลักฐานยืนยันอยู่ในงานวิจัยล่าสุดซึ่งเผยแพร่ในวารสารว่าด้วยบุคลิกภาพและจิตวิทยาสังคม (Journal of Personality and Social Psychology) คณะนักวิจัยจาก London Business Shcool พบว่า อคติต่อคนหน้าตาดีนั้น ไม่ได้เกิดขึ้นแบบสุ่มสี่สุ่มห้า แต่ที่คนเลือกคนหน้าตาดีมาทำงาน เขาก็คำนึงด้วยว่างานแบบไหนที่คนหน้าตาดีอยากทำ ผู้วิจัยได้ทำการทดลองกับอาสาสมัครเป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยและผู้จัดการฝ่ายทรัพยากรมนุษย์จำนวน 750 คน โดยให้แต่ละคนมาดูภาพของแคนดิเดตสองคน คนหนึ่งถือว่าดูดีมีเสน่ห์ตามมาตรฐานสังคม อีกคนดูไม่มีเสน่ห์อะไร แล้วก็ตั้งคำถามกับพวกเขาเพื่อประเมินว่า อาสาสมัครเห็นว่าแคนดิเดตแต่ละคนคู่ควรต่อผลลัพธ์ที่ดีจากหน้าที่การงานต่างๆ เพียงใด เสร็จแล้วก็ให้อาสาสมัครเลือกแคนดิเดตให้เข้าคู่กับงานต่างๆ ซึ่งมีระดับความน่าทำต่างกันไปคือมีงานที่คนอยากทำมากอย่างเช่นผู้จัดการ ผู้อำนวยการโครงการ ไปถึงงานที่คนอยากทำน้อยเช่น คนงานในโกดัง แม่บ้าน ตัวแทนฝ่ายบริการลูกค้า ปรากฏว่า 3 ใน 4 ของการทดลอง อาสาสมัครมักจะเลือกคนหน้าตาดีไปทำงานที่คนส่วนใหญ่อยากทำ แต่กับงานที่คนไม่ค่อยอยากทำซึ่งมักเป็นงานสกิลล์ต่ำค่าจ้างน้อย Read More …

ผลวิจัยใหม่ชี้ ให้ ‘พ่อบ้าน’ ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ่อยๆ ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น!!

งานนี้เหล่าพ่อบ้านมีเฮแน่นอน เพราะจะมีข้ออ้างเพิ่มขึ้นกันอีกหนึ่งข้อแล้ว เพราะจากงานวิจัยใหม่ได้ออกมาชี้ชัดเลยล่ะว่า การปาร์ตี้เฉพาะเหล่าหนุ่มๆ นั้น ดีต่อสุขภาพของพวกเขา!!! (แน่ล่ะเพราะไม่เครียดเท่าอยู่กับศรีภรรยา อุอุอุ -*-) นักวิจัยแห่ง University of Gottingen ประเทศเยอรมนีได้ออกมาชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชาย-ชาย (ไม่ได้แอบกิ๊กกั๊กนะจ๊ะ) นั้น ส่งผลดีในด้านการคลายเครียดมากกว่าการออกไปสังสรรค์กับแฟนสาว ภรรยา หรือครอบครัว…   ทำให้สุขภาพดีขึ้น!?   จากการสำรวจพบว่าเหล่าชายฉกรรจ์จะรู้สึกผ่อนคลาย และเป็นกังวลเรื่องต่างๆ น้อยกว่า เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกับเพื่อนฝูงซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกัน แถมฮอร์โมนความเครียดยังจะลดลงอีกด้วย ซึ่งต่างจากเวลาอยู่กับแฟนสาวหรือสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ที่ยิ่งนานไปฮอร์โมนความเครียดจะเพิ่มขึ้นแทน…   ฮอร์โมนความเครียดลดลง สำหรับงานวิจัยนี้ก็อาศัยการสังเกตและเก็บข้อมูลจากลิงบาร์บารี สัตว์สายพันธุ์ที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์แทบจะทุกด้าน ในเชิงของพฤติกรรม โรคที่เกิดจากความเครียดนั้น จะเกิดเฉพาะในลิงตัวเมียที่อยู่ร่วมกับ หรือลิงที่อยู่ด้วยกันเป็นคู่เสียมากกว่า เพราะลิงตัวผู้จะดูแลซึ่งกันและกัน   ความเครียด   Read More …

ตามนั้น!!! ผลวิจัยชี้ คนที่มีไอคิวสูงชอบนอนเปื่อยๆ มากกว่าออกไปทำกิจกรรม

ผลการวิจัยจากมหาวิทยาลัย Florida Gulf Coast ของสหรัฐฯ เปิดเผยว่า คนที่มีไอคิวสูงมักจะชอบจมอยู่กับความคิดตัวเองมากกว่าออกไปทำกิจกรรมเคลื่อนไหว เพราะคนไอคิวสูงขี้เบื่อน้อยกว่า พวกเขาจึงพึงพอใจกับการอยู่เฉยๆ แล้วนั่งคิดอะไรของตัวเองไป กลุ่มคนที่ชอบใช้ความคิดจะชอบอยู่เฉยๆ นักวิจัยทำการทดสอบที่เคยใช้เมื่อ 30 ปีที่แล้วกับกลุ่มนักเรียน โดยแบบสอบถามจะเป็นการจำลองเหตุการณ์ เพื่อถามผู้ทำแบบสอบถามว่าเห็นด้วยหรือไม่ อย่างเช่น “ฉันชอบการทำงานที่ต้องคิดวิธีการแก้ปัญหาใหม่ๆ” หรือ “ฉันมักจะคิดให้ละเอียดที่สุดเท่าที่ฉันจะคิดได้เสมอ” จากนั้นคณะนักวิจัย นำโดย ทอดด์ แม็กเอลรอย ได้เลือก 30 คนที่จัดเป็นพวกชอบใช้ความคิด กับพวกที่ไม่ชอบใช้ความคิด จากแบบสอบถาม เพื่อให้พวกเขาใส่สร้อยข้อมือที่จะติดตามการเคลื่อนไหวของพวกเขาประเภทของกิจกรรมที่ทำเป็นเวลา 7 วัน เพื่อติดตามการเคลื่อนไหวของร่ายกายของพวกเขา ที่น่าแปลกใจคือ กลุ่มคนที่ชอบใช้ความคิดจะทำกิจกรรมที่เคลื่อนไหวร่างกายน้อยกว่ากลุ่มคนที่ไม่ใช้ความคิด คนไอคิวสูงไม่เคยเบื่อที่จะผจญภัยในความคิดตัวเอง คนที่มีสติปัญญาดีหรือมีไอคิวสูงมักจะใช้เวลาไปกับการอยู่เปื่อยๆ มากกว่าคนที่มีไอคิวน้อยกว่าที่มักจะเป็นคนคล่องแคล่ว ชอบทำกิจกรรมเคลื่อนไหวร่างกาย เพราะคนฉลาดมักจะขี้เบื่อน้อยกว่าคนทั่วไป Read More …