เด็กกรี๊ดหนักมาก!งานวิจัยเผย เด็กจะสุขภาพดีและเรียนเก่งขึ้นถ้าเข้าเรียนตอน 10 โมงเช้า!

งานวิจัยล่าสุดค้นพบว่าการปรับเวลาเข้าเรียนให้ช้าลงจาก 8.30 น. เป็น 10.00 น. แทน ส่งผลดีเป็นอย่างมากในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ทั้งด้านการเรียน สุขภาพจิต และสุขภาพกาย จากการทำกรณีศึกษาทดลองในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ พบว่าภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี อัตราการเจ็บป่วยของเด็กนักเรียนลดลงกว่าครึ่ง รวมไปถึงผลการเรียนที่สูงขึ้นอย่างน่าทึ่ง และนั่นก็เป็นเพราะว่าเด็กๆ มีเวลานอนหลับมากขึ้นนั่นเอง “เวลาเรียนส่งผลต่อเรื่องสุขภาพมากที่สุด” ดร. พอล เคลลี่ (Dr. Paul Kelly) นักเขียนจาก Open University กล่าว “เริ่มด้วยการเจ็บป่วยทางกาย ถัดมาเป็นสุขภาพจิตใจ และสุดท้ายก็ส่งผลไปยังการเรียน” ดร. เคลลี่ยังเสริมอีกว่าตั้งแต่โรคอ้วนไปจนถึงโรคซึมเศร้าล้วนแต่สัมพันธ์กับเวลาเรียนที่เช้าจนเบียดเบียนเวลาพักผ่อนทั้งสิ้น ดร. กาย มีโดวส์ (Dr. Guy Meadows) ผู้ร่วมก่อตั้ง The Read More …

Harvard เผยเคล็ดลับ “เรียนเก่ง”แบบไม่ต้องเครียด!

บทความที่นำเสนอคือ Why Smart People Underperform จาก Harvard Business Review ฉบับเดือนมกราคม 2005 เขียนโดย Edward Hallowell บทความเรื่องนี้เป็นบทความอมตะที่ถูกตีพิมพ์ครั้งแล้วครั้งเล่า ภายในช่วงเวลาสี่ถึงห้าปีที่ผ่านมา ว่าด้วยเรื่องเกี่ยวกับบุคคลที่ชาญฉลาด มีความรู้ความสามารถ เหตุใดจึงทำงานได้ไม่เต็มประสิทธิภาพอย่างที่ควรจะเป็นหรืออย่างที่คาดหวังไว้ ผู้แต่งได้บรรยายลักษณะของบุคคลดังกล่าว ไว้ดังนี้ มีอาการเครียดและวิตกกังวลอยู่ตลอดเวลาเกี่ยวกับการงานที่ยังไม่ได้สะสาง มีงานยุ่งทั้งวัน ทำงานเช้าจรดเย็น แต่ผลงานที่ออกมากลับมีเพียงนิดเดียว แบ่งเวลาไม่เป็น งานท่วมหัวแต่ไม่รู้จะทำชิ้นไหนก่อนดี เลือกไม่ถูก หรือเลือกแล้วก็มักเลือกผิด อารมณ์แปรปรวน หน้านิ่วคิ้วขมวด ใส่อารมณ์กับคนรอบข้าง ทำงานร่วมกับผู้อื่นไม่ได้ หงุดหงิด อึดอัด ใจร้อน ไม่มีสมาธิ จิตใจวอกแวก มีความหวาดกลัวว่างานจะล้มเหลว กลัวจะเสียหน้า Read More …

9 เรื่องที่เราควรรู้เกี่ยวกับ “สมอง”ของเรา

ปัจจุบันนี้มีงานวิจัยเกี่ยวกับ ‘สมอง’ มามากมาย จนบางครั้งเราก็ไม่แน่ใจว่ารู้เรื่องเกี่ยวกับสมองหมดหรือไม่  วันนี้เราจึงนำสิ่งที่ควรรู้เกี่ยวกับสมองมาฝากกัน เอาละมีอะไรบ้าง ตามมาเลย! 1. สมองชอบสีสัน  ไม่ว่าจะเป็นปากกา กระดาษ หากมีสีสันที่สดใส ก็จะทำให้ช่วยให้เราจดจำได้มากและดียิ่งขึ้น ทั้งยังทำให้สมองเกิดการกระตือรือร้นได้อีกด้วย โดยเฉพาะ สีส้ม ที่สามารถช่วยกระตุ้นความตื่นตัวของสมอง   ได้มากกว่าสีอื่น ดังนั้นหากต้องอ่านหนังสือหรือทำงาน การใช้ปากกาหรือไฮไลท์สีสดใสก็ถือเป็นตัวช่วยที่ดี 2. สมองต้องการพักผ่อน ไม่ว่าเราจะคอยกล่อมตัวเองบอกว่า ‘ยังไหว’ อย่างไรก็ตาม แต่ต้องอย่าลืมว่าสมองไม่ได้ไหวกับเราด้วย ดังนั้นหากเริ่มรู้สึกเหนื่อยล้า ให้งีบพักสัก 20 นาที แล้วจึงค่อยกลับมาลุยสิ่งที่กำลังทำอยู่ใหม่อีกครั้งจะดีกว่า ควรหาพื้นที่ที่สามารถทอดสายตาไปไกลๆ ได้ เพื่อความผ่อนคลายของสมอง และนอกจากนั้นสมองยังรักในความเรียบร้อยและสะอาด เคยมีการทดลองให้เด็กดูแลบ้านช่องให้สะอาด ปรากฎว่าทำให้เด็กเรียนเก่งขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ เริ่มทำความสะอาดและเก็บของกันได้แล้วพวกเรา! 3. สมองต้องการพลังงาน  สมองของคนเราหากเปรียบเทียบคงจะคล้ายกับเครื่องจักรที่ต้องการเชื้อเพลิงในการหล่อเลี้ยง Read More …

13 ความแตกต่างระหว่างการเรียนกับการทำงาน 4 ปีในมหา’ลัย VS 4 ปีแรกของวัยทำงาน มีอะไรที่เหมือนหรือต่างกันบ้าง ?

คงจะเคยได้ยินหรือเคยรู้สึกมาบ้างว่า ชีวิตวัยเรียนเป็นชีวิตที่สนุกกว่าวัยทำงานเสมอ อย่างน้อยก็ไม่ต้องคิดอะไรมาก สนุกก็สนุกถึงขีดสุด นอกจากเรื่องเรียนก็ไม่ค่อยมีเรื่องอื่นใดให้รับผิดชอบมากมาย   เป็นเช่นนั้นจริงหรือ? มาดูกันว่าถ้าเทียบไทม์ไลน์ในระยะ 4 ปีเท่ากัน ระหว่าง 4 ปีในรั้วมหา’ลัย กับ 4 ปีที่เข้าสู่วัยทำงาน มีอะไรเหมือนหรือต่างบ้างในโลกของความเป็นจริง ? 1. ความสนุกในวัยเรียนและวัยทำงานเป็นคนละแบบกัน วัยเรียนก็สนุกที่ได้อยู่กับเพื่อน ใช้ชีวิตวัยรุ่นตอนปลายให้คุ้มค่าที่สุด สุดขีดสุด ๆ ในขณะที่วัยทำงานก็สนุกกับงาน สนุกกับการวางแผน สนุกกับหลายเรื่องที่เข้ามาใหม่ ๆ แต่เหตุที่โดยรวมแล้ววัยเรียนสนุกกว่า น่าจะเป็นเพราะว่าเป็นช่วงที่ไม่ต้องรับผิดชอบอะไรมาก (อย่างน้อยก็ไม่ต้องคิดเรื่องรายได้ เพราะมีคนส่งเสียให้อยู่แล้ว หรือไม่ก็มีเงินจากกองทุนกู้ยืมอยู่แล้ว) 2. ในวัยทำงานยังหนีไม่พ้นเรื่องการทดสอบ หรือการแก้โจทย์แต่ละวัน ที่เหนือไปกว่านั้นคือ ต้องแก้โจทย์ที่คาดเดาไม่ได้เลยว่าจะมาแบบไหน เช่น วันนี้จะได้เจอลูกค้าแบบไหน, Read More …

7 เหตุผลที่เหล่านักเรียนเกรด ‘C’ มักจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า!!

สำหรับหลายๆ คน วันเกรดออกคงไม่ต่างอะไรจากวันประหารชีวิตเลยทีเดียว เนื่องจากพอเห็นใบเกรดที่มีน้องแมวหรือน้องหมาประทับอยู่ก็แทบจะทำใจไม่ได้ แต่รู้มั้ยว่า การไม่ได้เกรด A หรือ B ที่ทุกคนใฝ่ฝันก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกนะ เพราะชาว C ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้สูงทีเดียว ส่วนเหตุผลคืออะไรนั้น ไปดูกันเลย!     1. พวกเขามักรู้ว่าตัวเองชอบ หรือต้องการอะไรเร็วกว่าคนอื่นๆ ชาวเกรด C มักไม่ปล่อยเวลาอันมีค่าไปกับการเรียนในคลาสที่พวกเขามองว่าไม่สำคัญต่อชีวิตมากนัก แล้วหันมาทุ่มความใส่ใจให้กับสิ่งที่ชอบและอยากทำจริงๆ แทน แม้จะไม่ได้เกรดสวยในบางวิชา แต่ก็ทำให้พัฒนาในเรื่องที่ชอบได้อย่างก้าวกระโดด   2. พวกเขามักได้ประสบการณ์ใหม่ๆ  บางครั้งเหตุผลที่พวกเขาขาดหรือโดดเรียนก็เป็นเพราะต้องไปทำงาน เพราะความเหนื่อยล้าจากงานพิเศษ หรือเพราะเหตุผลอื่นๆ ซึ่งแม้จะทำให้พลาดเกรดดีๆ ไป แต่ก็ได้ประสบการณ์ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตมาครอบครอง   3. พวกเขามีการสร้างเครือข่ายเป็นของตนเอง ในขณะทื่เด็กเกรด Read More …