อ่านเยอะไปก็ไม่ช่วย 6 เคล็ดลับการอ่านหนังสือยังไง ให้จำได้ดีขึ้น เข้าใจมากขึ้น

เชื่อว่า.. น้องๆ หลายคน มีเคล็ดลับหรือเทคนิคในการอ่านหนังสือเรียนที่แตกต่างกันออกไป แต่จะมีใครบ้างที่รู้ว่า การอ่านหนังสือ นอกจากที่เราจะต้องทำความเข้าใจไปพร้อมๆ กับตอนอ่านหนังสือแล้ว ยังมีอีกหลายปัจจัยด้วยกันที่จะช่วยทำให้การอ่านหนังสือของน้องๆ เป็นเรื่องง่าย และทำให้จำได้ดียิ่งขึ้น จะมีเคล็ดลับอะไรบ้าง ตาม แคมปัส-สตาร์ มาดูกันได้เลย เคล็ดลับการอ่านหนังสือให้เข้าใจง่ายขึ้น 1. ต้องรู้ว่าตนเองอ่านหนังสือตอนไหนดีที่สุด น้องๆ จะต้องจำเอาไว้เลยว่า วิธีการอ่านหนังสือของแต่ละคนไม่เหมือนกัน และเวลาในการอ่านหนังสือที่ดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกันด้วย เพราะบางคนอาจจะอ่านในเวลาตอนเช้า หรือตอนกลางวัน หรือตอนเย็น แล้วสามารถเข้าใจได้ไม่เท่ากัน ดังนั้น น้องๆ ต้องลองหันมาดูตนเองก่อนเลยว่า อ่านเวลาไหนแล้วจำได้ เข้าใจได้เร็ว เพราะนอกจากที่จะช่วยทำให้เราเข้าใจกับเนื้อหาที่อ่านไปแล้ว ยังทำให้เราไม่ต้องใช้พลังสมองไปเกินไปอีกด้วย แถมยังได้มีเวลาในการผ่อนคลายอีกด้วย 2. อ่านออกเสียง หรืออ่านไปพร้อมๆ กับพูดไปด้วย การอ่านหนังสือ ไม่ใช่เพียงแค่น้องๆ Read More …

หมอชี้’เด็ก’มีปัญหาเรียน 20-30% ปัจจัยครอบครัว-โรงเรียนล่มสลาย!

พ.ญ.วินัดดา ปิยะศิลป์ ผู้อำนวยการศูนย์ปัญหาการเรียน ของโรงพยาบาล(ร.พ.)สมิติเวช กล่าวถึงปัญหาการเรียนของเด็กไทยว่า ปัจจุบันเด็กไทยมีปัญหาในการเรียนมากถึง 20 -30% โดยมีสาเหตุ 3 ปัจจัย คือ 1.ปัจจัยจากตัวของเด็กเอง เช่น สมาธิสั้น พบประมาณ 8% หรือ เป็นโรคแอลดี คือ เด็กจะฉลาดแต่จะไม่มีความสามารถในเรื่องของการอ่านเขียน แต่ถ้ามีการพูดให้ฟังก็สามารถจดจำและเข้าใจได้ดี พบประมาณ 6% ส่วนที่เหลือเป็นเรื่องของอารมณ์และความขี้เกียจของเด็ก 2.ปัจจัยจากผู้ปกครองที่เลี้ยงผิดวิธี เด็กเติบโตแต่ด้านร่างกาย จิตใจยังไม่มีวุฒิภาวะ ควรสอนให้เด็กมีวินัยการเรียนเพื่อดำรงชีวิต 3.โรงเรียนและระบบการศึกษาที่สอนให้ท่องจำทำข้อสอบให้ได้คะแนนดี ส่วนต่างประเทศเน้นทักษะการดำเนินชีวิตเช่น วิชาดนตรี วิชาพละ ฯลฯ เท่ากับวิชาการ “ปัจจัยจากผู้ใหญ่ทั้งครอบครัวหรือโรงเรียนทำให้เด็กมีปัญหาที่ลดลงได้นอกจากปัญหาตัวเด็ก การเลี้ยงดูแบบไทยผู้ปกครองมองว่าเป็นเด็กตลอด เด็กโตแต่ใจไม่โตจึงเกิดปัญหาฆ่ากันตายเพราะความหึงหวง ส่วนระบบการศึกษาของไทยนักเรียนมากเกินกว่าที่ครูผู้สอนจะดูแลได้และส่วนใหญ่ก็จะเน้นถึงแต่เรื่องเนื้อหาวิชาการ โดยเอาคะแนนเป็นตัววัด Read More …

5 เทคนิคการสอนแบบเรียนปนเล่น (อ่านเลย!)

เทคนิคการสอนเรียนปนเล่น ผู้เผยแพร่   อ.อัชลีย์    พูลวัน  หัวหน้าหมวดวิชาพิมพ์ดีด ที่มา…อ.พัชรี  ทิพย์รัตน์ เทคนิคการสอนเรียนปนเล่น  นี้ เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เพื่อนครูจะนำไปเป็นแนวทาง  และปรับปรุงประยุกต์ใช้ให้เข้ากับเนื้อหาวิชาของแต่ละคน  ในการจัดการเรียนการสอนวิชาพิมพ์ดีดไทย  เทคนิคการสอนเรียนปนเล่นอย่าเพิ่งตกใจ  ว่าเรียนไปด้วยเล่นไปด้วยแล้วอย่างนี้เด็กจะได้รับความรู้หรือเปล่าขั้นตอนสำคัญๆ  มีดังนี้ เริ่มเข้าสู่บทเรียนด้วยเรื่องทั่วๆไป (เล่าเรื่องตลกๆ ) ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นเทคนิคส่วนตัวของผู้สอนที่ต้องฝึกฝน  ซึ่งเป็นเรื่องไม่ยาก  เรียนรู้กันได้ เข้าสู่บทเรียนด้วยเนื้อหาตามแบบแผนการสอนและสังเกตบรรยากาศ พฤติกรรมผู้เรียนขั้นตอนนี้สำคัญมาก  เด็กจะได้รับเนื้อหามากน้อยแค่ไหนขึ้นอยู่กับครูผู้สอน  ที่จะต้องนำ EQ มาร่วมกับ IQ ให้ได้  มีมุขตลกมาสอดแทรก  และที่สำคัญครูต้องตามทันมุขต่างๆ  ที่นักเรียนนำมาพูดกัน ขณะจัดกิจกรรมการเรียนการสอน ครูจะต้องปล่อยให้นักเรียนมีการทำกิจกรรมร่วมกันแม้จะเป็นงานเดี่ยว  แต่นักเรียนก็สามารถที่จะมีปฏิสัมพันธ์ร่วมกับผู้อื่นได้  เด็กสามารถเคลื่อนที่ภายในห้อง  แต่ไม่ใช่สร้างความวุ่นวาย ขั้นสุดท้าย ซึ่งสามารถสรุปและตรวจสอบได้ว่าการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนในคาบนั้น  ประสบความสำเร็จมากน้อยเพียงใด  Read More …

24 เทคนิคการจัดการเรียนรู้แบบร่วมมือ (co-operative learning)

อาร์ซต และนิวแมน (Artzt and Newman. 1990 : 448 – 449) กล่าวว่า การเรียนแบบร่วมมือ (co-operative learning) เป็นวิธีที่ผู้เรียนทำการแก้ปัญหาร่วมกันเป็นกลุ่มเล็ก ๆ  สมาชิกทุกคนในกลุ่มมีความสำคัญต่อความสำเร็จหรือความล้มเหลวของกลุ่ม เพื่อบรรลุเป้าหมายสมาชิกทุกคนจึงช่วยเหลือซึ่งกันและกันให้เกิดการเรียนรู้และแก้ปัญหา ครูเป็นผู้คอยให้ความช่วยเหลือจัดหาและชี้แนะแหล่งข้อมูลในการเรียนตัวนักเรียนเองจะเป็นแหล่งความรู้ซึ่งกันและกันในกระบวนการเรียนรู้  .. 1. เทคนิคการพูดเป็นคู่ (Rally robin) นักเรียนแบ่งเป็นกลุ่มย่อย  แล้วพูด ตอบ แสดงความคิดเห็นเป็นคู่ ๆ แต่ละคู่จะผลัดกันพูด และฟังโดยใช้เวลาเท่าๆ กัน (Kagan. 1995 : 35) ที่มาของภาพ : http://abasketfullofapples.blogspot.com 2. เทคนิคการเขียนเป็นคู่ (Rally Read More …

การเรียนรู้แบบท่องจำ หรือ Rote Learning!

ครูคิดว่าสอนให้นักเรียนท่องจำนั้นไม่ดี…สอนให้เข้าใจจะดีกว่า…หรือสอนการหาความรู้โดยไม่จำเป็นต้องมีความรู้อยู่กับตัว… นักเรียนเลยไม่ชอบการจำ…จำไม่ได้ว่าได้เรียนรู้อะไร…จำไม่ได้ว่าหาความรู้ได้ที่ใหน…ไม่มีความรู้อยู่กับตัว. เมื่อถึงคราวที่ต้องใช้ความรู้อย่างรวดเร็วจึงมีการตอบสนองเหมือนคนไม่มีความรู้หรือไม่มีการศึกษาทั้ง ๆ ที่มีปริญญา… การท่องจำทำให้ระลึกได้อย่างเร็ว มีการตอบสนองอย่างเป็นอัตโนมัติ…กลับมาท่องอาขยาน อ่านนิทานร้อยบรรทัดกันดีกว่า… การเรียนแบบท่องจำนั้นถูกโจมตีจากนักการศึกษาในปัจจุบันว่าไม่สร้างปัญญาให้กับผู้เรียน เป็นการสอนแบบเก่า ล้าสมัย นักเรียนท่องเนื้อหาที่เรียนได้แบบนกแก้วนกขุนทองโดยไม่รู้ความหมายเป็นสิ่งไม่ดีในกระบวนการของการเรียนการสอน ดังนั้นการท่องบทอาขยาน อ่านนิทานร้อยบรรทัด จึงไม่มีในหลักสูตรและการเรียนการสอนในปัจจุบัน ความคิดนี้ถูกสั่งสอนถ่ายทอดไปยังอาจารย์มหาวิทยาลัยในคณะศึกษาศาสตร์และครุศาสตร์ที่เป็นครูของนักศึกษาครูซึ่งเป็นผู้ที่จะจบออกไปเป็นครู และสุดท้ายกระบวนการไม่ชอบการจำถูกถ่ายทอดไปถึงนักเรียน และไปถึงประชาชน คนไทยเลยไม่ชอบจำ และมีทัศนะไม่ดีต่อการจำ รวมทั้งไม่สนใจเรื่องราวที่ต้องใช้ความจำ เช่น ประวัติศาสตร์ อีกด้วย ความสับสนระหว่างการสอนให้ “ท่องจำ” กับการสอนให้ “จดจำ” ของครูจึงเกิดขึ้น ส่งผลให้นักเรียนไม่ชอบการจำและคิดว่าไม่มีความจำเป็นต้องจำ การสอนให้จำไม่สำคัญเท่ากับการสอนให้เข้าใจ ยิ่งปัจจุบันมีคอมพิวเตอร์ช่วยบันทึกข้อมูลช่วยจำได้มาก และมี Internet ช่วยสืบค้นจากฐานข้อมูลต่าง ๆ ได้อย่างรวดเร็วจึงสนับสนุนการ “ไม่ท่องจำ” และ “ไม่จดจำ” Read More …