“ล้างแค้น” “แทนคุณ” หรือ “ทวงคืน” ทําไมถึงเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกัน ในชาตินี้ ทำบุญหรือทำกรรมร่วมกัน

คัมภีร์กฎแห่งกรรม 3 ชาติ ได้บันทึกไว้ว่าการเป็น “สามีภรรยา ” คือมีกรรมร่วมกันมา ไม่ว่าจะกรรมดี หรือกรรมชั่ว ถ้าไม่มีกรรมร่วมกันมา ก็ไม่อาจอยู่ร่วมบ้านหลังเดียวกันได้ ส่วน “บุตรธิดา ” นั้นคือ “หนี้” ไม่ว่าจะเป็นทวงหนี้หรือชดใช้หนี้ หากไม่มีหนี้ ไม่มาเกิดเป็น พ่อ แม่ ลูกกัน!!! สามีภรรยาที่มีกรรมดีร่วมกันมา ย่อมมีความรักใคร่กลมเกลียว มีความสมานสามัคคี หนักนิดเบาหน่อยให้อภัย ถือไม้เท้ายอดทอง กระบองยอดเพชรจนจนวันตาย แต่หากสามีภรรยาที่มีกรรมชั่วร่วมกันมาแต่อดีตชาติ ย่อมทะเลาะเบาะแว้งเป็นนิจ เป็นเหตุให้บ้านแตกสาแหรกขาด ไม่อาจอยู่ร่วมกันแก่เฒ่ายาวนาน   ส่วน “ลูก” ที่เกิดจากพ่อแม่ ไม่ว่าจะด้วยเหตุผลใด การเกิดมาเป็นพ่อแม่ลูกกันนั้น ล้วนเกิดมาผูกพันด้วยกฏแห่งกรรมทั้งสิ้น!!!!   Read More …

5 วิธีสอนลูกไม่ให้เป็นเด็กเอาแต่ใจ

เด็กทุกคนอยากเป็นที่รักที่สุดของพ่อแม่ และมักจะมีการเรียกร้องความสนใจในแบบของตัวเอง แต่ถ้าการเรียกร้องความสนใจนั้น ทำไปในทางที่ไม่เหมาะสมหรือมากเกินไปก็อาจทำให้ลูกเป็นเด็กที่เอาแต่ใจได้ค่ะ แล้วจะทำอย่างไรดีเมื่อลูกเริ่มมีอาการเอาแต่ใจ 5 วิธีสอนลูกไม่ให้เป็นเด็กเอาแต่ใจ 1. สังเกตพฤติกรรมลูกว่าทำไมถึงมีอาการเอาแต่ใจ เพราะคุณพ่อคุณแม่นั้นถือได้ว่าเป็นศูนย์กลางของลูก ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็กน้อยแค่ไหนคุณพ่อคุณแม่ก็ต้องใส่ใจเค้านะคะ  เช่น คุณพ่อคุณแม่ให้ความสนใจน้องคนเล็กมากกว่า อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าจะสูญเสียคุณไป ลูกจึงต้องพยายามทำทุกอย่างเพื่อให้คุณสนใจนั้นเอง 2. เมื่อทราบเหตุผลของอาการเอาแต่ใจของลูก ควรรีบแก้ปัญหานั้นทันที เช่น เมื่อนั่งเล่นด้วยกัน แต่มีคนโทรมาหาคุณ คุณต้องออกไปคุยโทรศัพท์นานๆ อาจทำให้ลูกรู้สึกว่าถูกดึงความสนใจไปจากเค้า ถ้าคุณทราบว่าที่ลูกเอาแต่ใจเพราะเหตุผลนี้ครั้งต่อไปก็ควรเลี่ยงทำตอนที่ลูกสนใจกับสิ่งอื่นอยู่จะดีกว่าค่ะ 3. ดูพัฒนาการตามช่วงวัยของลูก อย่าลืมดูอายุของลูกด้วยว่าลูกยังเด็กยังจัดการกับอารมณ์ของตัวเองได้ไม่ดีนัก อาจจะมีร้องไห้งอแง นั่นเป็นเพราะลูกยังเป็นเด็ก เป็นแค่เด็กวัยหัดเดิน หรือเป็นแค่เด็กอนุบาลแค่นั้น เรื่องเรียกร้องความสนใจหรือเอาแต่ใจจึงเป็นเพียงเรื่องปกติค่ะ 4. คุยกับลูกให้เข้าใจ ว่าสิ่งที่ทำไม่ใช่สิ่งที่ควรทำ สิ่งนี้ไม่ถูกต้อง ควรบอกเหตุผลกับลูกดีๆ และชักจูงให้ลูกใช้คำพูดที่ต้องการสื่อสารกับพ่อแม่ให้มากที่สุด 5. ถ้าลูกมีพฤติกรรมเอาแต่ใจควรใจเย็นให้มากที่สุด Read More …

พ่อแม่กดดันลูก คาดหวังลูกมากเกินไป ระวังลูกป่วยเป็นจิตเวช

พ่อแม่กดดันลูก อยากให้ลูกเรียนเก่ง บังคับให้ทำในสิ่งที่ต้องการ คุณรู้ตัวหรือไม่ว่ากำลังจะผลักลูกให้กลายเป็นคนป่วยจิตเวช ซึ่งเป็นเรื่องที่จิตแพทย์กำลังเป็นห่วงมากในปัจจุบัน พ่อแม่กดดันลูก คาดหวังลูกมากเกินไป ระวังลูกป่วยเป็นจิตเวช พ่อแม่กดดันลูก สาเหตุอันดับต้นๆ ที่ทำให้เด็กไทยป่วยจิตเวช พ.ญ.วิมลรัตน์ วันเพ็ญ รองผอ.สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กล่าวว่า ในปัจจุบันมีผู้ป่วยที่เป็นโรคจิตเวชในเด็กและวัยรุ่นเป็นจำนวนมาก แต่ผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่เข้าใจและไม่ได้รับการรักษา ทำให้มมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเพียง 10 % เท่านั้น ถือว่าน้อยมาก สาเหตุที่ลูกป่วยจิตเวช โรคทางจิตเวชเด็กและวัยรุ่น เป็นกลุ่มโรคที่ผู้ป่วยได้รับการวินิจฉัยตั้งแต่ในวัยทารก วัยเด็ก หรือวัยรุ่น และต่อเนื่องไปยังอนาคต ส่วนใหญ่จะมีความเกี่ยวข้องกับพัฒนาการด้านสังคม และเด็กแต่ละคนก็มีสาเหตุการเกิดโรคที่แตกต่างกัน มีอยู่ในทุกช่วงอายุตามช่วงวัย แต่ที่พบส่วนใหญ่จะเป็นเคสเด็กสมาธิสั้น พ่อแม่ กดดันลูก จะรู้ได้ยังไงว่าลูกเราเป็นเด็กสมาธิสั้นหรือเปล่า? วิธีที่จะทำให่้พ่อแม่รู้ว่าลูกเราเป็นเด็กสมาธิสั้นไหมต้องสังเกตอาการ ดังต่อไปนี้ วอกแวก ไม่สามารถจดจ่อกับสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้นานๆ เคลื่อนไหวมากเกินไป Read More …

พ่อแม่อ่านไว้! “เลี้ยงลูกยุคดิจิตอล ต้องระวังอะไรมากที่สุด”

“พ่อแม่สมัยนี้หมกมุ่นกับการเลี้ยงลูกมากเกินไป ดูพ่อแม่สมัยก่อนสิ เลี้ยงดูกันแบบตามมีตามเกิด เรายังโตกันมาได้เลย” หมอคิดว่าน่าจะมีคุณพ่อคุณแม่หลายท่านที่เคยได้ยินคำพูดในลักษณะนี้ ไม่ว่าจะมาจากคนเฒ่าคนแก่ จากเพื่อนบ้านหรือไม่ก็จากเพื่อนสนิทของคุณเอง ที่อาจจะมองว่าการเลี้ยงเด็กสมัยนี้ไม่น่าจะแตกต่างจากการเลี้ยงเด็กในสมัยก่อนสักเท่าไหร่ แต่จากประสบการณ์ในการทำงานของหมอ บวกกับการศึกษาประวัติศาสตร์และการเปลี่ยนแปลงทางสังคมของมนุษย์ในแต่ละยุคสมัย หมอพบว่าสิ่งเหล่านั้นมีผลทำให้การเลี้ยงเด็กในยุคสมัยปัจจุบันนี้ มีความแตกต่างจากสมัยก่อนมากทีเดียวค่ะ เพราะสิ่งที่มีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมากในชีวิตของเด็กๆ เมื่อเทียบกับสักเมื่อ 20-30 ปีก่อน ก็คือเรื่องของเทคโนโลยีโดยเฉพาะเทคโลยีในด้านการติดต่อสื่อสาร ที่เดี๋ยวนี้หากเด็กๆ วัยรุ่นของเราคิดถึงเพื่อนสักคน เขาก็คงจะไม่ได้เขียนจดหมายใส่ซองฝากบุรุษไปรษณีย์เอาไปส่งให้ และก็คงจะไม่ได้ไปยืนต่อคิวที่ตู้โทรศัพท์สาธารณะตรงหน้าปากซอยเพื่อจะคุยกับเพื่อนของเขาอีกแล้ว แต่เพียงแค่นอนเล่นอยู่ที่บ้าน แล้วยกโทรศัพท์มือถือขึ้นมากดแชทคุยกันหรือคุยกันแบบเห็นหน้าเห็นตาด้วย video call จากแท็ปเล็ต ใช้เวลาเพียงไม่กี่วินาทีก็ได้คุยกันแล้วค่ะ และถึงแม้ว่าการสื่อสารด้วยเทคโนโลยีสมัยใหม่ เช่น การใช้ social media จำพวก facebook, line, Instagram ฯลฯ จะทำให้ชีวิตของคนสมัยนี้สะดวกสบายมากขึ้นแค่ไหน หากนำไปใช้ในทางที่ผิด ก็อาจทำให้ชิวิตทั้งของตัวเองหรือคนรอบข้างมีปัญหาได้เหมือนกัน Read More …

พ่อแม่แบบนี้เอาใจไปเลย!!! 10 ขั้นตอนเลี้ยงลูกให้เป็นเด็กคิดบวก +++

คุณพ่อคุณเเม่หลายคนอยากให้ลูกตัวเองเป็นเด็กคิดบวก แต่อาจยังไม่รู็ว่าจะต้องทำอย่างไร ใช้เนวคิดไหนในการเลี้ยงลูกถึงจะดีที่สุด วันนี้เรามีข้อมูลน่าสนใจจากหนังสือเรื่อง “เลี้ยงบวก ลูกบวก” เป็นวิธีเลี้ยงลูก 10 ขั้นตอนให้เป็นเด็กคิดบวกมาฝากกันค่ะ 1. ให้ความสำคัญกับ เวลาของลูก พ่อแม่ควรให้เวลาที่ใช้กับลูกเป็น “เวลาคุณภาพ” ซึ่งการที่เด็กรู้สึกว่าได้รับความรัก เเละได้เวลาเพียงพอจากพ่อเเม่จะทำให้เด็กรู้สึกว่าตัวเองเป็นที่รัก พร้อมทั้งไม่เเสดงพฤติกรรมลบออกมาเพื่อเรียกร้องความสนใจ 2. เด็กทุกคนต้องการการยอมรับ “ที่เป็นตัวฉัน” สิ่งหนึ่งที่สำคัญคือพ่อเเม่ควรเข้าใจธรรมชาติของเด็ก เเละตระหนักว่าเเต่ละคนเกิดมาด้วยพื้นฐานที่เเตกต่างกัน การที่พ่อเเม่แสดงการยอมรับในตัวลูกจพทำให้ลูกเชื่อมั่นในตัวเอง เเละเป็นพื้นฐานในการพัฒนาความมั่นใจต่อไปในอนาคต 3. จับถูกมากกว่าจับผิด เราเคยได้ยินกันว่า “พรพ่อเเม่เป็นสิ่งประเสริฐที่สุด” ซึ่งในทางปฎิบัติเเล้วเด็กๆ ที่ได้รับคำชมก็เหมือนได้รับพลังเชิงบวกจากพ่อเเม่ การที่พ่อเเม่มองหาข้อดีในตัวเด็กเเล้วเเสดงความชื่นชมจะทำให้เด็กสามารถพัฒนาตัวเองได้อีก 4. ช่วยให้ลูก ​”มีอำนาจ” ในทางที่เหมาะสม พ่อเเม่ควรฝึกฝนพฤติกรรมเชิงบวกของลูกด้วยการถามคำถาม เปิดโอกาสให้คิด เเละรับผิดชอบในทางเลือกของตัวเอง จะทำให้เด็กมีพฤติกรรมที่ดีกว่าเด็กที่ถูกควรคุมให้อยู่ในโอววาท คอยทำตามคำสั่งพ่อเเม่ตลอดเวลา Read More …