เด็กขี้อายเกินไป เสี่ยงเป็นโรคกังวลต่อการเข้าสังคม และมีปัญหาเมื่อเติบโต

ลูกขี้อาย ผิดปกติหรือไม่  นิสัยขี้อายของเด็กๆถือเป็นภาวะปกติตามพัฒนาการ เมื่อต้องเผชิญกับคนที่ไม่คุ้นเคย แต่คุณแม่เอะใจสักนิดหากลูกมีอาการดังกล่าวตลอดเวลา ไม่กล้าแสดงออก แก้ไม่หายสักที  ลูกของคุณแม่อาจมีปัญหาเรื่องการเข้าสังคม จนกลายเป็นโรครคกังวลต่อการเข้าสังคม (Social Anxiety in Children & Adolescents)ได้ค่ะ โรคนี้พบได้ในเด็กวัยเรียนถึงวัยรุ่น หากลูกของคุณเป็นเด็กขี้อายคุณพ่อคุณแม่ต้องเรียนรู้ที่จะเข้าใจดังนี้ค่ะ อาการโรคกังวลต่อการเข้าสังคม เด็กจะมีความกลัวต่อการถูกเฝ้ามองหรือถูกประเมินจากคนรอบข้าง เด็กกลุ่มนี้จะมีความคิดว่า เขาอาจจะทำหรือพูดอะไรที่ดูไม่เข้าท่าในสายตาคนอื่นๆ หรือเเสดงอะไรที่ตลกๆ เปิ่นๆออกไป ทำให้ตัวเองอาย หรืออาจตกเป็นเป้าสายตาของการถูกการวิพากษ์วิจารณ์ของคนรอบข้าง  ความแตกต่างของโรคนี้จากความ “ ขี้อาย ” ทั่วไปก็คือ เด็กเหล่านี้จะแทบทำอะไร ต่อหน้าคนอื่นไม่ได้เลย เด็กขี้อายทั่วไป เด็กขี้อายทั่วไปอาการมักจะหายไปเมื่อโตขึ้น แต่ถ้าเป็นโรคกังวลต่อการเข้าสังคมต้องบำบัดถึงจะหายขาด เด็กบางคนกังวลต่อการเข้าสังคมมากจนส่งผลต่อระบบต่างๆของร่างกาย เช่น  อาเจียน เวียนศีรษะ มือสั่น Read More …

ปั้นลูกฉลาดได้ด้วย 30 เทคนิค แบบฉบับคุณแม่มืออาชีพ!

คุณแม่ทุกคนย่อมอยากมีลูกที่น่ารัก ฉลาดสมวัย ไม่ใช่เรื่องยากแต่ต้องอาศัยเทคนิคดีๆ วันนี้ อย่ารอช้า mamaexpert นำเทคนิคเลี้ยงลูกที่ช่วยให้ลูกรักของคุณ มีมันสมองที่ชาญฉลาดสมวัยสมใจแม่ ทำเลยค่ะ เทคนิคที่ 1 ตามองตาช่วยลูกฉลาด   เมื่อลูกลืมตาตื่นขึ้น ให้เรามองหน้าสบสายตาหนูน้อยสักครู่ หนูน้อยแรกเกิดจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้าของเรา สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย เทคนิคที่ 2 พูดต่อสิลูก ช่วยลูกฉลาด  เวลาพูดกับลูก เว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ในที่สุดถ้าทำอย่างนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ Read More …

แพทย์ชี้เด็กยิ่งเล่นยิ่งฉลาด แนะพ่อแม่ส่งเสริมการเล่นอย่างอิสระ 7 ประการ

นพ.จอม ชุมช่วย จิตแพทย์เด็กและวัยรุ่น โรงพยาบาลมนารมย์ กล่าวใน “การประชุมคณะทำงานพัฒนาวิชาการเพื่อเพื่อสนับสนุนคณะกรรมการประสานนโยบายการส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย จัดโดยมูลนิธิสดศรี-สฤษดิ์วงศ์ และ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ว่า เด็กปฐมวัยอายุตั้งแต่แรกเกิดจนถึง 6 ขวบ เป็นวัยที่มีพัฒนาการด้านต่างๆ อย่างรวดเร็ว เนื่องจากสมองมีการพัฒนาสูงสุด หากเด็กได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมก็จะมีพัฒนาการเติบโตที่ดี ซึ่งเครื่องมืออย่างหนึ่งที่มีความสำคัญและสัมพันธ์ต่อพัฒนาการของสมอง ก็คือ การเล่น เนื่องจากสมองจะทำงานสูงสุดขณะเล่นและพร้อมที่จะเรียนรู้ ดังนั้นหากผู้ปกครองสนับสนุนการเล่นในเด็กปฐมวัยอย่างเหมาะสมแล้ว จะช่วยให้เด็กเติบโตเป็นบุคคลที่มีคุณภาพรอบด้านในอนาคต จากข้อมูลการศึกษาในหลายประเทศ พบว่า การที่เด็กมีของเล่นที่เหมาะสม และได้เล่นร่วมกับเพื่อนอย่างอิสระ มีผลทำให้ระบบประสาทของสมองเชื่อมโยงได้อย่างสมบูรณ์ เด็กจะมีความสุขและ มีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ขาดโอกาสในการเล่น นอกจากนี้เด็กได้เล่นกับเพื่อนในวัยเดียวกัน จะทำให้มีโอกาสพัฒนาภาษาที่ซับซ้อนมากขึ้น มีความสามารถในการแก้ปัญหาด้วยตัวเอง และมีทักษะทางกล้ามเนื้อและการเคลื่อนไหว “การเล่นเป็นวิธีเรียนรู้ที่ดีที่สุดของเด็ก และเป็นเครื่องมือในการช่วยปรับอารมณ์ พฤติกรรม ตลอดจนบุคลิกภาพของคนๆ นั้น Read More …

12 แนวคิดการเลี้ยงลูกจาก “ราชวงศ์อังกฤษ” ที่พ่อแม่ทุกคน สามารถเรียนรู้มาเป็นแบบอย่าง…

ทั้งหมดนี้คือแนวคิดของดยุคและดัชเชสแห่งแคมบริดจ์ ที่ทรงใช้ในการเลี้ยงดูพระโอรส George และพระธิดา Charlotte ซึ่งบอกได้เลยว่าวิธีต่างๆ พวกเราสามารถนำมาประยุกต์ใช้ได้เองจริงๆ มีอะไรบ้างลงไปดูกันได้เลย   ไม่ว่าจะอยู่ในระดับหรือชนชั้นใด ก็ไม่ควรมีชีวิตที่สุขสบายมากเกินไป     ในครอบครัวนี้มีพี่เลี้ยงเด็กเพียงแค่หนึ่งคนเท่านั้น เพราะเชื่อว่าหน้าที่การเลี้ยงดู อาบน้ำลูกน้อย หรือพาเด็กไปเดินเล่น ควรเป็นหน้าที่ของพ่อแม่ ซึ่งนั่นทำให้ทั้งครอบครัวสนิทสนมกันมากยิ่งขึ้น   เคารพหน้าที่การงานของคนอื่นๆ     เด็กๆ ควรได้รับการเรียนรู้ว่างานทุกงานมีคุณค่าเสมอ แม้จะเป็นงานเล็กๆ น้อยๆ ในชีวิตก็ตามอย่างเช่น คุณแม่ทำกับข้าวให้ทาน หรือแม่บ้านเข้ามาทำความสะอาดห้อง แนวคิดนี้จึงทำให้พระโอรสและพระธิดากินอาหารครบทุกมื้อและเก็บห้องของตัวเองอยู่เสมอ เพราะเห็นว่าทุกงานมีคุณค่าที่ควรทำ ครอบครัวต้องมาเป็นอันดับหนึ่ง     ความสัมพันธ์ของคนในครอบครัวถือเป็นเรื่องสำคัญ ดังนั้นการดูแลกันหรือมีเวลาให้คือสิ่งที่ดีอย่างมาก จากความคิดนี้ทำให้พระโอรสและพระธิดามักใช้เวลาอยู่กับสิ่งต่างๆ ร่วมกับครอบครัวอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นการพูดคุยทั่วไปหรือการกินอาหาร   ทุกคนมีสิทธิ์แสดงออกทางความคิดและความรู้สึกของตัวเอง     Read More …

แต่งงานในช่วงวัยรุ่นนั้นมีความเสี่ยงมากที่จะมีการหย่าร้าง! 7 สาเหตุสำคัญตามหลักวิทยาศาสตร์ ที่เป็นเหตุทำให้คู่รักเลิกรากันมากที่สุด!!

1. แต่งงานกันในช่วงที่ยังเป็นวัยรุ่นหรืออายุเกินกว่า 35 ปี จากการวิจัยพบว่าการแต่งงานในช่วงวัยรุ่นนั้นมีความเสี่ยงมากที่จะมีการหย่าร้างเกิดขึ้น ยิ่งไปกว่านั้นผู้ที่แต่งงานในช่วงอายุ 35-40 ปีกลับมีอัตราเสี่ยงที่มากกว่าผู้ที่แต่งงานในช่วง 20 ปลายๆ หรือ 30 ต้นๆ ผลจากการวิจัยของ Nicholas Wolfinger อาจารย์ในมหาวิทยาลัย Utah ยังบอกอีกด้วยว่า “สำหรับทุกคน ช่วงอายุ 20 ปลายๆ ดูเหมือนจะเป็นช่วงที่เหมาะสมที่สุดสำหรับการแต่งงาน”       2. การที่สามีไม่มีงานทำที่เป็นหลักแหล่ง อาจจะมีชั่วขณะหนึ่งที่คุณสงสัยว่าเงินจะเป็นปัจจัยใหญ่ในชีวิตคู่ไหม งานวิจัยของ Alexandre Killewald แห่งมหาวิทยาลัย Harvard ได้ออกมายืนยันแล้วว่าเป็นจริงตามนั้น การศึกษาวิจัยพบว่า สามีที่เป็นผู้นำครอบครัวมีงานทำเป็นหลักแหล่งจะมีอัตราการหย่าร้างในปีต่อมาเพียง 2.5% เท่านั้นในขณะที่สามีที่ทำงานแบบไม่มีหลักแหล่งมีอัตราการหย่าร้างสูงถึง 3.3% ผู้ทำวิจัยอันนี้ได้สรุปปิดท้ายว่า ผู้ชายที่หาเลี้ยงครอบครัวดูเหมือนจะมีชีวิตชีวามากกว่าและยังทำให้การสมรสมีความมั่นคงอีกด้วย     3. เรียนไม่จบมัธยม อ้างอิงจาก National Longitudinal Read More …