ดีสำหรับครู!!! 5 คำแนะนำป้องกันครูจากการเป็นหนี้

ทุกๆปีเราคงจะได้ยินข่าวกันตลอดเรื่องของปัญหาหนี้สินของครูที่รุงรังจนต้องขอให้รัฐบาลเข้ามาช่วยแก้ไขปัญหา ไม่น่าแปลกใจว่าทำไมหลายต่อหลายฝ่ายเกิดคำถามและข้อสงสัยว่า เหตุใดอาชีพครูถึงมีหนี้สินมากมายทั้งในระบบและนอกระบบ โดยคำตอบนั้นมีหลากหลายสาเหตุมากๆ แต่วันนี้เราขอสรุปแนวทางป้องกันปัญหาหนี้สินของครู โดยเชื่อว่าหากปฏิบัติตาม 5 ข้อนี้ได้ อย่างน้อยๆก็จะไม่ประสบปัญหาการเป็นหนี้อย่างแน่นอน 1.ไม่กู้สหกรณ์ครู – ช.พ.ค. ปัญหาการเป็นหนี้สหกรณ์ครูดูจะเป็นปัญหาที่น่าหนักใจที่สุดสำหรับบรรดาคุณครูหลายคน เนื่องจากสหกรณ์ครูนั้นเรียกได้ว่ากู้ง่าย ดอกเบี้ยต่ำ และใช้คนค้ำประกันน้อย อีกทั้งสามารถกู้ได้โดยไม่ต้องตรวจเครดิตบูโรก่อน เรียกได้ว่าครูที่เพิ่งถูกบรรจุจบใหม่ไม่นานก็มีเครดิตที่สามารถกู้เงินได้หลักแสน ถึงหลักล้าน และกลายเป็นหนี้สหกรณ์กันตั้งแต่เริ่มเข้าทำงานเลยทีเดียว >นอกจากการกู้สหกรณ์ครูแล้ว การกู้ ช.พ.ค. จากธนาคารออมสินก็เป็นอีกสาเหตุหนึ่งที่เพิ่มพูนการเป็นหนี้ของเหล่าครูทั้งหลายด้วย แม้วัตถุประสงค์ของสินเชื่อ ช.พ.ค. นั้น จะเป็นไปเพื่อการศึกษา ค่าพยาบาล หรือการลงทุนประกอบอาชีพเพื่อสร้างรายได้ แต่มีคนจำนวนมากที่กู้เงินโดยไม่ได้เป็นไปตามวัตถุประสงค์ดังกล่าว และด้วยนิสัยที่เห็นคนอื่นกู้เลยกู้บ้างจึงเกิดปัญหาหนี้สินพันกัน ดังนั้นคำแนะนำที่ดีที่สุดของการป้องกันการเป็นหนี้ในอันดับแรก คือการไม่ติดกับดักเงินกู้ 2.ไม่ค้ำประกันให้คนอื่น ข้อถัดมาหลายคนประสบปัญหาการเป็นหนี้ที่ไม่ได้เกิดจากตัวเอง บางคนใช้วิธีการผลัดค้ำประกันให้ผู้อื่น และเมื่อถึงเวลาหากผู้กู้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ (หรือภาษาชาวบ้านเรียกว่าเบี้ยวหนี้) ไม่มีเงินจ่าย Read More …

7 วิธีสร้าง”ความสามัคคีให้กับเพื่อนครูในโรงเรียน”สำหรับผู้บริหาร

1.ให้ความเป็นธรรมกับทุกคน สาเหตุต้นๆที่ทำให้ครูภายในโรงเรียนไม่ถูกใจกันนั้น นั่นก็คือพฤติกรรมของผู้บริหาร ถ้าหากผู้บริหารหูเบาจนเกินไป เชื่อคนง่าย ไร้ซึ่งจุดยืนของตัวเอง ใครพูดอะไรมาก็ฟังเขาไปเสียหมด ราวกับว่าตัวเองเป็นแค่ร่างทรงของใครบางคน ที่คอยเอาแต่ปรึกษาลูกทีมจนคิดเองไม่ได้ ก็อาจจะทำให้ครูบางท่านไร้ความศรัทธาในตัวของผู้บริหารเอง พร้อมกันนั้น หากผู้บริหารมีระบบการทำงานที่ดูไม่ยุติธรรม ปฏิบัติกับครูแต่ละคนไม่เท่าเทียมกัน ก็อาจจะสร้างความแตกแยกกันภายในองค์กรนั้นได้ จนไม่สามารถควบคุมหรือบริหารงานต่อไปได้อย่างเต็มรูปแบบ 2.สร้างเป้าหมายของทีม การบริหารบุคลากรภายในโรงเรียนก็คล้ายๆกันกับการบริหารทีมฟุตบอล เพราะการบริหารทีมนั้น แต่ละทีมก็จะต้องมีเป้าหมายร่วมกัน มีเป้าหมายที่จะต้องฝ่าฟันไปด้วยกัน เพื่อสร้างความสามัคคีให้เกิดขึ้นในองค์กร เช่นการวางเป้าหมายงานในแต่ละปี ว่าปีนี้เราจะร่วมกันหาเงินบริจาคมาสร้างศาลานั่งพักให้กับผู้ปกครองที่มารอรับบุตรหลาน หรืออาจจะวางแผนว่าปีนี้โรงเรียนของเราจะต้องได้แชมป์ฟุตบอลระดับอำเภอหรือระดับเขตพื้นที่ เป็นต้น ย้ำ…และผลสำเร็จของเป้าหมายนั้นจะต้องไม่ใช่ของครูคนใดคนหนึ่ง แต่ผลสำเร็จนั้นจะต้องเป็นของครูทุกๆคนภายในโรงเรียน และครูทุกๆคนในโรงเรียนหรือครูทุกคนในหมวด จะต้องมีส่วนร่วมในกิจกรรมนั้นๆ และครูทุกท่านจะต้องเป็นคนสำคัญของทีม (ทุกๆคน) 3.กำจัดจุดอ่อน(ตัวสร้างความแตกแยก) กำจัดจุดอ่อนในที่นี้ไม่ได้หมายความถึงการไล่คนที่สร้างปัญหาสร้างความแตกแยกในองค์กรออกไป หรือสั่งย้ายด่วน เพราะนั่นมันอาจจะดูโหดจนเกินไป หากไม่เกินความจำเป็น แต่การกำจัดจุดอ่อนในที่นี้หมายถึง การทำข้อตกลงร่วมกันกับเพื่อนร่วมงานทุกคน ครูทุกๆเรื่องของการไม่สร้างความแตกแยกให้เกิดขึ้นในองค์กร หากมีใครพยายามที่จะสร้างก็ขอให้ทุกๆคนในองค์กร Read More …

10 นิสัยของคนที่เหมาะสมกับวิชาชีพ”ครู”

1. “รักเด็ก” ซึ่งมันต้องแน่นอนอยู่แล้วในการที่จะมา เป็นครู ก็จะต้องรักเด็ก… แม้เราจะไม่ได้เป็นนางสาวไทยก็ตามที แต่ครูก็สามารถรักเด็กได้เท่ากับนางสาวไทย เพราะถ้าครูไม่รักเด็กแล้ว ก็คงจะถ่ายทอดความรู้ให้เด็กๆได้ไม่ดีพอ เพราะการที่เราจะถ่ายทอดความรู้นั้น สิ่งที่เราถ่ายทอดควรจะออกมาจากใจ ของผู้ที่จะถ่ายทอดจริงไหม? 2. “รักงานสอนเป็นชีวิต” เป็นครูก็ต้องรักในงานสอน เพราะงานหลักของครูก็คืองานสอน งานถ่ายทอดความรู้ ไม่ใช่รักงานถ่ายเอกสาร ถ้าครูชอบงานถ่ายเอกสารครูก็ควรจะไป เป็นธุรการหรือไปเปิดร้านถ่ายเอกสาร แต่เชื่อเถอะ หลายคนเริ่มหลงผิด ว่างานถ่ายเอกสารคืองานหลักของครูไปแล้ว 5555 อันนี้มุกหยอกเล่น… 3. “รักในวิชาชีพครู” คนเป็นครูถ้าไม่รักในวิชาชีพครู จะถือว่าแปลกมาก เพราะถ้าไม่รักในวิชาชีพแล้วจะมาเป็นครูทำไมหรือ และคนเป็นครูจะไม่ใช่แค่รัก พวกเขายังเทิดทูลในวิชาชีพนี้มาก ถ้าเห็นใครมาดูถูกวิชาชีพครูแล้ว ถ้าคุณเกิดมาอารมณ์โมโหเนี่ย แสดงว่าคุณมาถูกทางแล้วละ 555+ 4. “มองผลประโยชน์ของเด็กๆเป็นหลัก” งานของครูไม่ใช่งานสร้างภาพ แต่ปัจจุบันเราหลงผิดไปสร้างภาพกันมากมาย Read More …

5 อานิสงส์ของคนเป็น “ครู”

ครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ควรแก่การ ภาคภูมิใจมากเพียงใด? ครูเป็นอาชีพที่มีเกียรติ ควรแก่การ ภาคภูมิใจมากเพียงใด อานิสงส์ของความเป็นครูได้แก่ ๑. เป็นอาชีพที่ทำให้สามารถยังชีพอยู่ได้ตามสมควร คือเลี้ยงตัวเองได้ ๒. เป็นอาชีพที่ได้บุญได้กุศลยิ่งกว่าอาชีพใดๆ วิเศษกว่าอาชีพทั้งหลายในโลก อาชีพหมอยังรักษาได้แต่เพียงกาย แต่อาชีพครูรักษาได้ทั้งกายและจิต รักษาชีวิตของลูกศิษย์ทั้งชีวิต ให้ได้อยู่อย่างปลอดภัย มีสติปัญญาที่ถูกต้อง เงินเดือนที่ให้มาตีราคาไม่ได้ ประเมินไม่ได้กับงาน ที่ครูทำ ๓. เป็นอาชีพที่ได้รับการเคารพยกย่องจากบุคคลทุกชั้นวรรณะ ทุกตำแหน่งหน้าที่ เขาจะไปเป็นแม่ทัพ เป็นนายกรัฐมนตรี หรือเป็นอะไรก็ตาม เขารับไหว้คนอื่น แต่เขายกมือไหว้ครูก่อน ๔. เป็นอาชีพที่มีความอยู่เย็นเป็นสุขทุกเวลา มีความชื่นใจปลื้มใจเมื่อเห็นศิษย์ประสบความสำเร็จ ดำเนิน ชีวิตไปในหนทางที่ถูกต้อง ศิษย์ไปอยู่ที่ใดก็ไม่ลืมครู มีความระลึกถึง อุปถัมภ์บำรุงครู ตามฐานะ ของเขา ๕. Read More …

20 คุณลักษณะของ “ครู”ที่เด็กต้องการ

คุณครู คือ คุณแม่คนที่สอง เด็กๆ เมื่อเข้าโรงเรียนใหม่ๆ หรือ เมื่อขึ้นชั้นเรียนใหม่ๆ มักจะมองคุณครูด้วยแววตาที่บริสุทธิ์ ประกอบด้วยศรัทธาในความรักของคุณครู พ่อแม่มั่นใจว่า ครูทุกคนรักลูกศิษย์และปรารถนาให้ความสำเร็จเกิดแก่ลูกศิษย์ทุกคน โดยลักษณะที่ดีของครูที่เด็กต้องการมีดังนี้ 1. มีใจกว้าง เปิดโอกาสให้นักเรียนซักถาม และรับฟังความคิดเห็น 2. มีความประพฤติดีทั้งในและนอกห้องเรียน 3. มีความยุติธรรมไม่ให้คะแนนลำเอียง 4. ไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องส่วนตัวของเด็กมากเกินไป 5. ไม่แต่งตัวฉูดฉาด ฟุ่มเฟือยใส่เสื้อผ้าสั้นจู๋ หรือใส่น้ำหอมมากเกินไป 6. มีการเตรียมการสอนล่วงหน้า และ มีอุปกรณ์การสอน 7. ไม่ปกปิดความรู้แก่ศิษย์ 8. ไม่สูบบุหรี่ ไม่ดื่มสุรา 9. เข้าห้องสอนตรงเวลา และรักษาเวลาสอน 10. มีอารมณ์ขัน Read More …