ความจริง 20 ข้อ เมื่อชีวิตคุณเติบโตถึงจะรู้ซึ้งถึงสิ่งนี้

ชีวิตของการเดินบนเส้นทางที่ลดเลี้ยวเคี้ยวคด มีทั้งยอดเขาสูงและหุบเหว มีภูเขาให้ปีนป่าย มีมหาสมุทรกว้างใหญ่ให้ออกสำรวจ เต็มไปด้วยช่วงเวลาที่ดีและแย่ แต่ชีวิตก็ยังเคลื่อนไปข้างหน้าอยู่เสมอ นั่นแหละ สิ่งมหัศจรรย์ของชีวิต สิ่งที่ไม่มีใครเคยบอกเมื่อคุณยังเป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาคือสิ่งที่คุณจะได้เรียนรู้เมื่อต้อง “เติบโต” มันคือสิ่งที่จะปลุกคุณจากความเพ้อฝัน และบังคับให้คุณต้องยืนอยู่บนความจริง 1. ผู้คนส่วนใหญ่หวาดกลัวจินตนาการ พวกเขาตัดขาดการเชื่อมต่อกับความเยาว์วัยในจิตใจตนเอง ไม่รู้สึกว่าตนมีความคิดสร้างสรรค์ และมักจะพึงพอใจในสิ่งต่างๆ ‘อย่างที่มันเป็นอยู่’ 2. ไม่มีใครเห็นค่าความฝันของคุณมากเท่าตัวคุณเอง พวกเขาอาจจะสนใจและให้การสนับสนุนหากคุณออกปากขอ แต่ท้ายที่สุดแล้ว ไม่มีใครหรอกที่ใส่ใจมันไปมากกว่าตัวคุณเอง 3. มิตรภาพแปรผันตามวงโคจรของชีวิต เพื่อนส่วนใหญ่มักโคจรเข้ามาในชีวิตเราเพียงระยะเวลาหนึ่ง ขึ้นอยู่กับว่าตอนนั้นทิศทางชีวิตของคุณเป็นอย่างไร  ชีวิตคนเราย่อมต้องเปลี่ยนแปลง และคุณก็ต้องก้าวไปในเส้นทางใหม่ๆ เช่นเดียวกับเพื่อนของคุณ 4. ยิ่งอายุมาก ความสามารถก็ยิ่งเพิ่มพูน คนส่วนใหญ่อาจจะคิดว่า คนเราพอยิ่งแก่ ความสามารถก็ยิ่งถดถอย แต่ในความจริง การได้ใช้เวลาซึมซับความรู้ยาวนานกว่าคนอื่นๆ กลับจะทำให้คนเรารู้มากขึ้น ทำอะไรได้มากขึ้นต่างหาก Read More …

7 เหตุผลที่เหล่านักเรียนเกรด ‘C’ มักจะประสบความสำเร็จในชีวิตมากกว่า!!

สำหรับหลายๆ คน วันเกรดออกคงไม่ต่างอะไรจากวันประหารชีวิตเลยทีเดียว เนื่องจากพอเห็นใบเกรดที่มีน้องแมวหรือน้องหมาประทับอยู่ก็แทบจะทำใจไม่ได้ แต่รู้มั้ยว่า การไม่ได้เกรด A หรือ B ที่ทุกคนใฝ่ฝันก็ไม่ได้แย่เสมอไปหรอกนะ เพราะชาว C ก็มีแนวโน้มที่จะประสบความสำเร็จได้สูงทีเดียว ส่วนเหตุผลคืออะไรนั้น ไปดูกันเลย!     1. พวกเขามักรู้ว่าตัวเองชอบ หรือต้องการอะไรเร็วกว่าคนอื่นๆ ชาวเกรด C มักไม่ปล่อยเวลาอันมีค่าไปกับการเรียนในคลาสที่พวกเขามองว่าไม่สำคัญต่อชีวิตมากนัก แล้วหันมาทุ่มความใส่ใจให้กับสิ่งที่ชอบและอยากทำจริงๆ แทน แม้จะไม่ได้เกรดสวยในบางวิชา แต่ก็ทำให้พัฒนาในเรื่องที่ชอบได้อย่างก้าวกระโดด   2. พวกเขามักได้ประสบการณ์ใหม่ๆ  บางครั้งเหตุผลที่พวกเขาขาดหรือโดดเรียนก็เป็นเพราะต้องไปทำงาน เพราะความเหนื่อยล้าจากงานพิเศษ หรือเพราะเหตุผลอื่นๆ ซึ่งแม้จะทำให้พลาดเกรดดีๆ ไป แต่ก็ได้ประสบการณ์ที่จำเป็นในการใช้ชีวิตมาครอบครอง   3. พวกเขามีการสร้างเครือข่ายเป็นของตนเอง ในขณะทื่เด็กเกรด Read More …

6 เทคนิคฝึกวิธีคิดเพื่อ “ความสุขและความสำเร็จ” ในชีวิต

ในหนึ่งวัน คนเรามีเรื่องให้คิดโดยเฉลี่ย 70,000 เรื่อง เท่ากับว่าเป็นโอกาสถึง 70,000 ครั้งเลยว่าคุณจะพัฒนาหรือจะทำลายตัวเอง ถ้าคุณเอาแต่ตำหนิและไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะด้อยลงไปด้วย (แถมยังเสี่ยงจะเสียทั้งสุขภาพกายและใจ) แต่ข่าวดีคือ คุณยังสามารถเปลี่ยนวิธีคิดได้เสมอ และนี่คือ 5 แนวคิดที่จะช่วยให้คุณมีความสุขและสำเร็จได้ยิ่งขึ้น 1. แยกแยะให้ออกระหว่าง ‘การคิดมาก’ กับ ‘การคิดเพื่อแก้ปัญหา’ การคิดหาวิธีก้าวข้ามอุปสรรคเป็นสิ่งที่ดี แต่การครุ่นคิดถึงแต่ความล้มเหลวหรือปัญหา โดยไม่คิดวิธีแก้นั้นไร้ประโยชน์ เมื่อใหร่ที่คุณรู้ตัวว่ากำลังจมจ่อมอยู่กับบางเรื่องนานเกินไปล่ะก็ ลองหยุดมาทบทวนตัวเองสักพักว่าคุณกำลังหาวิธีแก้ปัญหาหรือแค่คิดมากเกินไป ถ้าเป็นอย่างแรก ก็ดีไป แต่ถ้าคุณกำลังคิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วหรือกังวลในเรื่องที่ควบคุมไม่ได้อยู่ล่ะก็ คุณควรจะหันไปทำอะไรที่มีประโยชน์แทนดีกว่า 2. ให้คำแนะนำกับตัวเองแบบเดียวกับที่คุณแนะนำคนใกล้ชิด คนส่วนใหญ่มักจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองเกินจริงเสมอ แต่การดูถูกและตอกย้ำความผิดพลาดของตัวเองนั้นมีแต่จะทำให้คุณตกต่ำลงเสียเปล่า  มีงานวิจัยมากมายพบว่า การเห็นอกเห็นใจตัวเองส่งผลให้คุณมีสุขภาพจิตและทัศนคติต่อตัวเองดีขึ้น  อีกทั้งยังสร้างแรงผลักดันให้คุณได้ด้วย เพราะฉะนั้น ลองให้คำปรึกษาตัวเอง แบบเดียวกับที่คุณให้คำปรึกษากับเพื่อนๆ ที่คุณไว้ใจดูสิ 3. Read More …

7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง หรือ The Seven Habits of Highly Effective People

หลักของ 7 อุปนิสัย ที่ สตีเฟน อาร์. โคว์วีย์เขียน 7 ขั้นดังต่อไปนี้ 1. ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (Be Proactive) เวลาที่เราต้องการอะไร หรือต้องการจะเริ่มอะไรสักอย่าง จะต้องมีตัวกระตุ้น และตัวกระตุ้นจะทำให้เกิดการตอบสนอง ดังนั้น หากเราเป็นผู้เริ่มก่อน หรือเป็นตัวกระตุ้น การตอบสนองจะตามมา แต่การที่เราจะทำสิ่งใด ก็ควรอยู่ในขอบเขตที่ทุกคน สามารถยอมรับได้ 2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the End in Mind) การที่เราจะเริ่มต้น ก่อนอื่นมันมักจะมาจากสิ่งที่เราคิดในใจ หลักของ “เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ” นั้นคือการทำสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในจิตใจ และครั้งที่สอง คือการทำให้สิ่งที่เราคิดเป็นจริง Read More …

งานวิจัยเผย “การพูดเรื่องสัพเพเหระ” เป็นตัวทำลายความสุข!

ไม่จำเป็นต้องมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ เราก็รู้กันดีว่าบทสนทนาซ้ำซากเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศไม่ก็ทีมกีฬาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่น่าเบื่อซะไม่มี แล้วการพูดคุยสัพเพเหระ (small talk) แบบนี้มีผลกระทบสำคัญต่อความสุขของคุณบ้างรึเปล่านะ? ล่าสุด มีงานวิจัยที่มาไขข้อสงสัยนี้แล้ว ผลชี้ชัดว่า การพูดเรื่องสัพเพเหระมากเกินไปทำให้ความสุขในชีวิตลดลงจริงๆ ซึ่งในทางกลับกัน การสนทนากันอย่างมีเนื้อหาสาระมากขึ้น ก็จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น การพูดเรื่องสัพเพเหระเป็นตัวทำลายความสุข นักจิตวิทยา Matthias Mehl ได้คิดวิธีพิสูจน์ว่าบทสนทนามีผลต่ออารมณ์คนเราอย่างไร ด้วยการรับอาสาสมัครเพื่อติดตั้งเครื่องอัดเสียงไว้ที่ตัว โดยมันจะบันทึกบทสนทนาของพวกเขาทุกๆ 12.5 นาทีเป็นระยะเวลาสี่วัน จากนั้นก็ถอดเทปมาบันทึกว่าช่วงไหนที่เป็นการพูดกันเรื่อยเปื่อย ช่วงไหนเป็นการถกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญๆ เช่น เหตุการณ์ปัจจุบัน และช่วงไหนที่เป็นการพูดคุยเรื่องจำเป็น เช่นว่า ใครจะเป็นคนเอาขยะไปทิ้ง เป็นต้น ระหว่างนั้น พวกเขาก็ติดตามบันทึกระดับมวลความสุขของผู้เข้าร่วมอย่างละเอียด และผลที่ออกมาก็คือ “Mehl และทีมงานวิจัยพบว่าอาสาสมัครที่มีความสุขมากที่สุดนั้นสนทนาเรื่องที่มีเนื้อหาสาระมากถึงสองเท่า และสนทนาสัพเพเหระเพียงแค่หนึ่งส่วนสามของอาสาสมัครที่มีความสุขน้อยที่สุด” Jenn Granneman กล่าวไว้ในเว็บไซต์ Psychology Today คำถามคือ แล้วทำไมการเปลี่ยนจากการพูดหยอกเล่นเรื่อยเปื่อยไปสู่หัวข้อสนทนาที่จริงจังมากขึ้นถึงมีผลต่ออารมณ์ของผู้สนทนามากขนาดนั้นกันล่ะ? Read More …