6 เทคนิคฝึกวิธีคิดเพื่อ “ความสุขและความสำเร็จ” ในชีวิต

ในหนึ่งวัน คนเรามีเรื่องให้คิดโดยเฉลี่ย 70,000 เรื่อง เท่ากับว่าเป็นโอกาสถึง 70,000 ครั้งเลยว่าคุณจะพัฒนาหรือจะทำลายตัวเอง ถ้าคุณเอาแต่ตำหนิและไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ประสิทธิภาพในการทำงานก็จะด้อยลงไปด้วย (แถมยังเสี่ยงจะเสียทั้งสุขภาพกายและใจ) แต่ข่าวดีคือ คุณยังสามารถเปลี่ยนวิธีคิดได้เสมอ และนี่คือ 5 แนวคิดที่จะช่วยให้คุณมีความสุขและสำเร็จได้ยิ่งขึ้น 1. แยกแยะให้ออกระหว่าง ‘การคิดมาก’ กับ ‘การคิดเพื่อแก้ปัญหา’ การคิดหาวิธีก้าวข้ามอุปสรรคเป็นสิ่งที่ดี แต่การครุ่นคิดถึงแต่ความล้มเหลวหรือปัญหา โดยไม่คิดวิธีแก้นั้นไร้ประโยชน์ เมื่อใหร่ที่คุณรู้ตัวว่ากำลังจมจ่อมอยู่กับบางเรื่องนานเกินไปล่ะก็ ลองหยุดมาทบทวนตัวเองสักพักว่าคุณกำลังหาวิธีแก้ปัญหาหรือแค่คิดมากเกินไป ถ้าเป็นอย่างแรก ก็ดีไป แต่ถ้าคุณกำลังคิดถึงเรื่องที่ผ่านไปแล้วหรือกังวลในเรื่องที่ควบคุมไม่ได้อยู่ล่ะก็ คุณควรจะหันไปทำอะไรที่มีประโยชน์แทนดีกว่า 2. ให้คำแนะนำกับตัวเองแบบเดียวกับที่คุณแนะนำคนใกล้ชิด คนส่วนใหญ่มักจะวิพากษ์วิจารณ์ตัวเองเกินจริงเสมอ แต่การดูถูกและตอกย้ำความผิดพลาดของตัวเองนั้นมีแต่จะทำให้คุณตกต่ำลงเสียเปล่า  มีงานวิจัยมากมายพบว่า การเห็นอกเห็นใจตัวเองส่งผลให้คุณมีสุขภาพจิตและทัศนคติต่อตัวเองดีขึ้น  อีกทั้งยังสร้างแรงผลักดันให้คุณได้ด้วย เพราะฉะนั้น ลองให้คำปรึกษาตัวเอง แบบเดียวกับที่คุณให้คำปรึกษากับเพื่อนๆ ที่คุณไว้ใจดูสิ 3. Read More …

7 อุปนิสัยพัฒนาสู่ผู้มีประสิทธิผลสูง หรือ The Seven Habits of Highly Effective People

หลักของ 7 อุปนิสัย ที่ สตีเฟน อาร์. โคว์วีย์เขียน 7 ขั้นดังต่อไปนี้ 1. ต้องเป็นฝ่ายเริ่มต้นทำก่อน (Be Proactive) เวลาที่เราต้องการอะไร หรือต้องการจะเริ่มอะไรสักอย่าง จะต้องมีตัวกระตุ้น และตัวกระตุ้นจะทำให้เกิดการตอบสนอง ดังนั้น หากเราเป็นผู้เริ่มก่อน หรือเป็นตัวกระตุ้น การตอบสนองจะตามมา แต่การที่เราจะทำสิ่งใด ก็ควรอยู่ในขอบเขตที่ทุกคน สามารถยอมรับได้ 2. เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ (Begin with the End in Mind) การที่เราจะเริ่มต้น ก่อนอื่นมันมักจะมาจากสิ่งที่เราคิดในใจ หลักของ “เริ่มต้นด้วยจุดมุ่งหมายในใจ” นั้นคือการทำสองครั้ง ครั้งแรกเกิดขึ้นในจิตใจ และครั้งที่สอง คือการทำให้สิ่งที่เราคิดเป็นจริง Read More …

งานวิจัยเผย “การพูดเรื่องสัพเพเหระ” เป็นตัวทำลายความสุข!

ไม่จำเป็นต้องมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ เราก็รู้กันดีว่าบทสนทนาซ้ำซากเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศไม่ก็ทีมกีฬาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่น่าเบื่อซะไม่มี แล้วการพูดคุยสัพเพเหระ (small talk) แบบนี้มีผลกระทบสำคัญต่อความสุขของคุณบ้างรึเปล่านะ? ล่าสุด มีงานวิจัยที่มาไขข้อสงสัยนี้แล้ว ผลชี้ชัดว่า การพูดเรื่องสัพเพเหระมากเกินไปทำให้ความสุขในชีวิตลดลงจริงๆ ซึ่งในทางกลับกัน การสนทนากันอย่างมีเนื้อหาสาระมากขึ้น ก็จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น การพูดเรื่องสัพเพเหระเป็นตัวทำลายความสุข นักจิตวิทยา Matthias Mehl ได้คิดวิธีพิสูจน์ว่าบทสนทนามีผลต่ออารมณ์คนเราอย่างไร ด้วยการรับอาสาสมัครเพื่อติดตั้งเครื่องอัดเสียงไว้ที่ตัว โดยมันจะบันทึกบทสนทนาของพวกเขาทุกๆ 12.5 นาทีเป็นระยะเวลาสี่วัน จากนั้นก็ถอดเทปมาบันทึกว่าช่วงไหนที่เป็นการพูดกันเรื่อยเปื่อย ช่วงไหนเป็นการถกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญๆ เช่น เหตุการณ์ปัจจุบัน และช่วงไหนที่เป็นการพูดคุยเรื่องจำเป็น เช่นว่า ใครจะเป็นคนเอาขยะไปทิ้ง เป็นต้น ระหว่างนั้น พวกเขาก็ติดตามบันทึกระดับมวลความสุขของผู้เข้าร่วมอย่างละเอียด และผลที่ออกมาก็คือ “Mehl และทีมงานวิจัยพบว่าอาสาสมัครที่มีความสุขมากที่สุดนั้นสนทนาเรื่องที่มีเนื้อหาสาระมากถึงสองเท่า และสนทนาสัพเพเหระเพียงแค่หนึ่งส่วนสามของอาสาสมัครที่มีความสุขน้อยที่สุด” Jenn Granneman กล่าวไว้ในเว็บไซต์ Psychology Today คำถามคือ แล้วทำไมการเปลี่ยนจากการพูดหยอกเล่นเรื่อยเปื่อยไปสู่หัวข้อสนทนาที่จริงจังมากขึ้นถึงมีผลต่ออารมณ์ของผู้สนทนามากขนาดนั้นกันล่ะ? Read More …

นิสัย 8 อย่างที่คนประสบความสำเร็จระดับโลกมีเหมือนกัน!

1. Busy Busy : ยุ่งอยู่ตลอดเวลา Jeffrey Pfeffer อาจารย์จากมหาวิทยาลัย Stanford ได้ทำการสำรวจและพบว่า คนที่ประสบความสำเร็จอย่าง Lyndon Baines Johnson ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกาคนที่ 36 และ Robert Moses นักวางผังเมืองที่มีชื่อเสียงระดับโลก ทำงานกันถึงวันละ 10 ชั่วโมง และในหนึ่งสัปดาห์จะหยุดพักเพียงหนึ่งวันเท่านั้น แต่พวกเขาก็รู้สึกว่ามันเป็นเรื่องปกติธรรมดาของชีวิต เพราะการได้ทำงานที่รักทำให้เขาสามารถทำไปได้เรื่อยๆ แบบไม่รู้เบื่อ และผลจากการทุ่มเททำงานหนักก็ทำให้ดอกผลนั้นงอกงามสมความตั้งใจ   2. Just Say No : ปฏิเสธให้เป็น Warren Buffett สุดยอดนักลงทุนในตลาดหุ้นฉายาพ่อมดการเงิน กล่าวว่า “ความแตกต่างของคนที่ประสบความสำเร็จทั่วไปกับคนที่ประสบความสำเร็จอย่างสูงคือ Read More …