การวิจัยในชั้นเรียน ไม่ยากอย่างที่คิด

มาถึงช่วงเวลานี้ทุกท่านคงตระหนักดีแล้วว่างานวิจัยในชั้นเรียนนั้นสำคัญอย่างไร แต่อยู่ที่ว่าครูมีความเข้าใจการวิจัยในชั้นเรียนเพียงใด ได้ทดลองลงมือทำบ้างแล้วหรือยัง ซึ่งมีหลายท่านเมื่อพูดถึงคำว่า “วิจัย” ภาพของเอกสารหรือตำราเล่มหนาๆ โตๆ และสถิติที่ยุ่งยากผุดขึ้นในใจ “มีประโยชน์มากมายแต่ทำได้ยากเหลือเกิน เปรียบเหมือนยาขมที่ครูจำเป็นต้องรับประทาน” ดังนั้นบทความนี้จึงนำเสนอเพื่อให้ผู้อ่านเข้าใจว่าการวิจัยในชั้นเรียนนั้นไม่ยากย่างที่คิด ความแตกต่างของการวิจัยในชั้นเรียนกับการวิจัยทั่วไป การวิจัยเป็นวิธีการศึกษาหาความรู้ที่เป็นระบบโดยใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งการวิจัยประเภทใดก็ตามจะมีขั้นตอนสำคัญๆ ไม่แตกต่างกันคือ การกำหนดปัญหาการวิจัย การแสวงหาสู่ทางแก้ปัญหา การใช้วิธีการต่างๆ แก้ปัญหา การบันทึกและการปฏิบัติการแก้ปัญหา การสรุปและนำเสนอผลการแก้ปัญหา สำหรับการวิจัยในชั้นเรียนมีขั้นตอนการดำเนินงานเช่นเดียวกันกับการวิจัยทั่วไป แต่ต่างกันที่การวิจัยในชั้นเรียนมีเป้าหมายเพื่อการแก้ปัญหาและพัฒนาการเรียนการสอนให้เกิดประโยชน์สูงสุด มิใช่การมุ่งสร้างองค์ความรู้เพื่อพัฒนาหรือขยายองค์ความรู้ในศาสตร์ของตนเอง (ซึ่งหากครูสามารถทำได้ถึงขั้นนี้นับว่าเป็นประโยชน์สูงสุดต่อการจัดการศึกษา) ดังนั้นการวิจัยในชั้นเรียนจึงเป็นการทำวิจัยไปพร้อมๆ กับการจัดการเรียนการสอนไม่แยกส่วนออกจากกัน นอกจากนั้นการวิจัยในชั้นเรียนไม่มีรูปแบบการดำเนินงานหรือรูปแบบการเขียนรายงานวิจัยที่เป็นทางการมากนัก อาจจะทำเป็นวิจัยง่ายๆ 4-5 หน้า หรือจะทำเป็นงานวิจัย 5 บท ก็ได้เช่นกัน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียน กระบวนการวิจัยในชั้นเรียนที่จะนำเสนอนี้หากท่านลองฝึกคิดและทำตามไปทีละขั้นเชื่อมั่นว่าท่านจะได้งานวิจัย 1.เลือกปัญหาการวิจัย ปัญหาที่นำมาใช้ในการวิจัยพิจารณาได้จาก 2.- Read More …

เด็กกรี๊ดหนักมาก!งานวิจัยเผย เด็กจะสุขภาพดีและเรียนเก่งขึ้นถ้าเข้าเรียนตอน 10 โมงเช้า!

งานวิจัยล่าสุดค้นพบว่าการปรับเวลาเข้าเรียนให้ช้าลงจาก 8.30 น. เป็น 10.00 น. แทน ส่งผลดีเป็นอย่างมากในกลุ่มเด็กวัยรุ่น ทั้งด้านการเรียน สุขภาพจิต และสุขภาพกาย จากการทำกรณีศึกษาทดลองในโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งในประเทศอังกฤษ พบว่าภายในระยะเวลาเพียง 2 ปี อัตราการเจ็บป่วยของเด็กนักเรียนลดลงกว่าครึ่ง รวมไปถึงผลการเรียนที่สูงขึ้นอย่างน่าทึ่ง และนั่นก็เป็นเพราะว่าเด็กๆ มีเวลานอนหลับมากขึ้นนั่นเอง “เวลาเรียนส่งผลต่อเรื่องสุขภาพมากที่สุด” ดร. พอล เคลลี่ (Dr. Paul Kelly) นักเขียนจาก Open University กล่าว “เริ่มด้วยการเจ็บป่วยทางกาย ถัดมาเป็นสุขภาพจิตใจ และสุดท้ายก็ส่งผลไปยังการเรียน” ดร. เคลลี่ยังเสริมอีกว่าตั้งแต่โรคอ้วนไปจนถึงโรคซึมเศร้าล้วนแต่สัมพันธ์กับเวลาเรียนที่เช้าจนเบียดเบียนเวลาพักผ่อนทั้งสิ้น ดร. กาย มีโดวส์ (Dr. Guy Meadows) ผู้ร่วมก่อตั้ง The Read More …

ผลวิจัยใหม่ชี้ ให้ ‘พ่อบ้าน’ ไปสังสรรค์กับเพื่อนฝูงบ่อยๆ ทำให้สุขภาพจิตดีขึ้น!!

งานนี้เหล่าพ่อบ้านมีเฮแน่นอน เพราะจะมีข้ออ้างเพิ่มขึ้นกันอีกหนึ่งข้อแล้ว เพราะจากงานวิจัยใหม่ได้ออกมาชี้ชัดเลยล่ะว่า การปาร์ตี้เฉพาะเหล่าหนุ่มๆ นั้น ดีต่อสุขภาพของพวกเขา!!! (แน่ล่ะเพราะไม่เครียดเท่าอยู่กับศรีภรรยา อุอุอุ -*-) นักวิจัยแห่ง University of Gottingen ประเทศเยอรมนีได้ออกมาชี้ว่า ความสัมพันธ์ระหว่างชาย-ชาย (ไม่ได้แอบกิ๊กกั๊กนะจ๊ะ) นั้น ส่งผลดีในด้านการคลายเครียดมากกว่าการออกไปสังสรรค์กับแฟนสาว ภรรยา หรือครอบครัว…   ทำให้สุขภาพดีขึ้น!?   จากการสำรวจพบว่าเหล่าชายฉกรรจ์จะรู้สึกผ่อนคลาย และเป็นกังวลเรื่องต่างๆ น้อยกว่า เมื่อได้ใช้เวลาร่วมกับเพื่อนฝูงซึ่งเป็นผู้ชายด้วยกัน แถมฮอร์โมนความเครียดยังจะลดลงอีกด้วย ซึ่งต่างจากเวลาอยู่กับแฟนสาวหรือสมาชิกครอบครัวคนอื่นๆ ที่ยิ่งนานไปฮอร์โมนความเครียดจะเพิ่มขึ้นแทน…   ฮอร์โมนความเครียดลดลง สำหรับงานวิจัยนี้ก็อาศัยการสังเกตและเก็บข้อมูลจากลิงบาร์บารี สัตว์สายพันธุ์ที่มีความคล้ายคลึงกับมนุษย์แทบจะทุกด้าน ในเชิงของพฤติกรรม โรคที่เกิดจากความเครียดนั้น จะเกิดเฉพาะในลิงตัวเมียที่อยู่ร่วมกับ หรือลิงที่อยู่ด้วยกันเป็นคู่เสียมากกว่า เพราะลิงตัวผู้จะดูแลซึ่งกันและกัน   ความเครียด   Read More …

งานวิจัยชี้”พ่ออายุมาก”จะได้ลูกชายเป็นพวกหมกมุ่นสิ่งเดียว

พ่อที่มีลูกเมื่ออายุมาก มีโอกาสสูงที่จะได้ลูกชายซึ่งมีลักษณะนิสัยหมกมุ่นสนใจในเรื่องเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นักวิจัยจากราชวิทยาลัยแห่งกรุงลอนดอน (King’s College London – KCL) เผยแพร่ผลการวิจัยที่พบว่า พ่อที่มีลูกเมื่ออายุมาก มีโอกาสสูงที่จะได้ลูกชายซึ่งมีลักษณะนิสัยหมกมุ่นสนใจในเรื่องเดียว โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องทางวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี หรือที่เรียกกันทั่วไปว่า “กี๊ก” (Geek) นั่นเองนักวิจัยได้ติดตามศึกษาฝาแฝด 15,000 คู่ในระยะยาว โดยเมื่อฝาแฝดกลุ่มนี้มีอายุได้ 12 ปี ได้มีการจัดทำ “ดัชนีความเป็นกี๊ก” (Geek Index) โดยมีการให้คะแนนว่าฝาแฝดเหล่านี้เติบโตขึ้นมาเป็นคนที่มีลักษณะหมกมุ่นสนใจในสิ่งเดียวมากน้อยแค่ไหน โดยพิจารณาจากระดับสติปัญญาหรือไอคิวด้านที่ไม่ใช่ความสามารถทางภาษา รวมทั้งพิจารณาถึงความสามารถในการเพ่งความสนใจต่อประเด็นใดประเด็นหนึ่ง และการเข้าสังคมด้วย นักวิจัยพบว่า ฝาแฝดที่ได้คะแนนความเป็นกี๊กสูง มักเป็นลูกชายที่เกิดมาเมื่อพ่อมีอายุมากแล้ว และพวกเขามักทำคะแนนได้ดีในวิชาด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี คณิตศาสตร์ และวิศวกรรมศาสตร์อย่างไรก็ตาม ไม่พบความสัมพันธ์ระหว่างอายุของแม่กับความเป็นกี๊กของลูกชาย และไม่พบกรณีดังกล่าวในลูกสาวดร. มักดาเลนา Read More …

มันดีอย่างนี้นี่เอง!!! 10 ข้อดีของการนอนเร็วก่อน 4 ทุ่ม!!!

1. สมองสร้างเคมีสุข: เป็นเวลาแจกรางวัลให้ร่างกายโดยมอบ เคมีนิทรา เคมีสุข และฮอร์โมนเพศ อีกทั้งเคมีบำรุงต่างๆ ทำให้เราตื่นมาอย่างสดชื่น แถมยังช่วยป้องกันการป่วยได้ด้วย 2. สร้างเคมีหนุ่มสาว: เมื่อนอนเร็วจะทำให้สมองเต็มที่กับการเป็นโรงงานชั้นดีที่ผลิตโกรทฮอร์โมนธรรมชาติ ซึ่งเป็นเคมีทีช่วยให้หนุ่มสาวนั่นเอง 3. มีความจำดีขึ้น: เวลาอดนอนจะมีอาการมึน ลืมง่าย การได้นอนเต็มอิ่มมีส่วนช่วยให้สมองได้เติมพลังชาร์จแบตพร้อมรับความ จำใหม่ๆได้ดีขึ้น 4. คุมความดันโลหิตได้: ขณะนอนหลับภายในร่างกายจะเหมือนมีคนแคระมากมายช่วยกันทำงานที่ซับซ้อน อย่างคุมหัวใจและความดันโลหิตให้สงบลง 5. ร่างกายได้ซ่อมแซม: การนอนก็เหมือนเข้าอู่ซ่อมร่างกายที่สึกหรอไปจากงานหนักทั้งวัน ยิ่งได้นอนเร็วก็เท่ากับได้ตักตวงกำไรสำคัญที่จะทำให้มีสุขภาพดี 6.ไม่เสี่ยงอ้วนลงพุง: นอนเร็วช่วยสกัดอาการหิวตอนดึก และยังมีกลไกดับหิวด้วยการสร้างเคมีขึ้นมา ทำให้การนอนเร็วช่วยคุมน้ำหนักตัวได้ดีกว่า 7. มีความสุขง่าย: ซึ่งตรงข้ามกับเมื่ออดนอนที่นำไปสู่ความอึมครึมของสุขภาพและสมอง ไม่มีสมาธิ ความจำไม่ดี ขี้หงุดหงิด ความอดทนน้อยลงและอารมณ์เสียง่าย 8. ได้ล้างพิษ: Read More …