สมองคนขี้เกียจใช้พลังงานมากกว่าคนส่วนใหญ่ในการตัดสินใจ

คนที่ไม่ค่อยจะขยับตัวทำการทำงานต่าง ๆ มักถูกตำหนิว่าเป็นคนขี้เกียจสันหลังยาว แต่ใครจะรู้ว่าสิ่งที่คนเหล่านี้ทำอยู่มากกว่าคนอื่น ก็คือการใช้ความคิดตัดสินใจว่าจะลงมือทำสิ่งต่าง ๆ ดีหรือไม่ และควรจะทำอย่างไรให้เปลืองแรงเปลืองเวลาน้อยที่สุด ซึ่งทำให้สมองเผาผลาญพลังงานไปมากกว่าคนอื่น ๆ ขี้เกียจไม่ดีจริงหรือ ? การทำตัวขี้เกียจเฉื่อยแฉะนั้นถูกสังคมมองว่าเป็นเรื่องผิดมาโดยตลอด แต่มีผู้คนในยุคมิลเลนเนียลจำนวนมากขึ้นที่เห็นว่าความเกียจคร้านในบางโอกาสไม่ใช่เรื่องเสียหาย ลูซี แกรนส์เบอรี นักแสดงหญิงชาวออสเตรเลียเป็นคนหนึ่งที่ป่าวประกาศอย่างเปิดเผยว่า “ภูมิใจที่ได้เป็นคนขี้เกียจ” และยังออกรณรงค์ชักชวนให้ผู้คนหันมามองกันเสียใหม่ว่า ความเกียจคร้านไม่ได้เป็นเรื่องแย่กับชีวิตถึงขนาดนั้น “คนขี้เกียจสมควรได้รับการยกย่องมากกว่าที่เป็นอยู่ เพราะพวกเราค้นพบหนทางลัดสั้นที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อไปถึงจุดหมาย ตัวฉันเองชอบคิดหาวิธีทำงานบ้านที่ประหยัดทั้งเวลาและแรงงาน เช่นล้างห้องน้ำขณะที่อาบน้ำไปด้วย หรือเป่าลมร้อนให้เสื้อผ้าแห้งและเรียบได้ในครั้งเดียวโดยไม่ต้องรีดอีก” ลูซีกล่าว “ความเกียจคร้านควรถูกมองเสียใหม่ว่าเป็นคุณสมบัติเชิงบวก เพราะมันทำให้คุณจัดลำดับความสำคัญของสิ่งต่าง ๆ ได้ดีขึ้น และช่วยประหยัดพลังงาน” “คนฉลาดอย่างบิล เกตส์ ยังเคยบอกไว้ว่า เขาจะเลือกคนขี้เกียจมาทำงานที่ยากที่สุด เพราะคนพวกนี้จะพยายามหาหนทางที่ง่ายที่สุดทำให้งานสำเร็จลุล่วง สิ่งอำนวยความสะดวกส่วนใหญ่ต่างก็ถูกประดิษฐ์ขึ้นเพราะความขี้เกียจทั้งนั้น” สมองทำงานหนักให้ร่างกายเบาแรง แนวคิดของลูซีไม่ได้เป็นเพียงเรื่องขำขันที่พูดกันเล่น ๆ Read More …

‘การหลงตัวเอง’ ช่วยลดภาวะเครียดและโรคซึมเศร้า

วิจัยชี้ ‘การหลงตัวเอง’ แบบพอดี ช่วยสร้างความแข็งแรงให้สุขภาพจิต ขณะ ‘มิลเลนเนียล’ เป็นวัยที่หลงตัวเองที่สุด งานวิจัยชิ้นล่าสุดจากมหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ ประเทศไอร์แลนด์เหนือชี้ให้เห็นว่า การหลงตัวเองในระดับหนึ่งอาจเป็นเรื่องที่ดีแต่ก็ต้องขึ้นอยู่กับสถานการณ์รอบข้างด้วย  ‘คอสตาส ปาปาจอจิอู’ ผู้ช่วยศาสตราจารย์สาขาจิตวิทยามหาวิทยาลัยควีนส์เบลฟาสต์ หนึ่งในผู้เขียนงานวิจัยชิ้นนี้กล่าวว่า ประชาชนที่มี ‘ภาวะหลงตัวเอง’ ซึ่งสมาคมจิตวิทยาอเมริกันอธิบายว่าคือ “ภาวะการสนใจตนเองและประเมินค่าตัวเองมากเกินไป” อาจช่วยให้พวกเขามีความแข็งแกร่งทางจิตใจทางมากขึ้นเช่นเดียวกัน เนื่องจากการหลงตัวเองนับเป็นกลกไกการป้องกันตัวเองของมนุษย์ “งานของเราชี้ให้เห็นว่า อย่างน้อยที่สุดในมิติหนึ่งของการหลงตัวเอง ก็อาจช่วยให้บุคคลมีความเข้มแข็งในการต่อสู้กับอาการทางจิตบางประเภท เช่น โรคซึมเศร้าและภาวะเครียด” คอสตาส กล่าว ในงานศึกษาชิ้นนี้ ทีมนักวิจัยรวบรวมผู้ร่วมทดลองกว่า 700 คนเพื่อใช้ในการศึกษาทดลอง 3 ชิ้น โดยผู้เข้าร่วมในงานทดลองทั้ง 3 ชิ้น จะต้องทำแบบทดสอบตอบคำถามเกี่ยวกับภาวะหลงตัวเองที่ใช้เพื่อการวัดภาวะหลงตัวเองที่ไม่แสดงอาการ ความเข้มแข็งของจิตใจ และอาการของโรคซึมเศร้ารวมถึงภาวะเครียด  สำหรับภาวะหลงตัวเองในงานวิจัยนี้ คอสตาส Read More …

ศึกษาไว้ใช้สำหรับการเรียนการสอน “จิตวิทยาการเรียนรู้”

จิตวิทยา ตรงกับภาษาอังกฤษว่า Psychology มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก 2 คำ คือ Phyche แปลว่า วิญญาณ กับ Logos แปลว่า การศึกษา ตามรูปศัพท์ จิตวิทยาจึงแปลว่า วิชาที่ศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณ แต่ในปัจจุบันี้ จิตวิทยาได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงไป ความหมายของจิตวิทยาได้มีการพัฒนาเปลี่ยนแปลงตามไปด้วย นั่นคือ จิตวิทยาเป็นศาสตร์ที่ศึกษากี่ยวกับพฤติกรรมของมนุษย์และสัตว์ การเรียนรู้ (Lrarning) ตามความหมายทางจิตวิทยา หมายถึง การเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของบุคคลอย่างค่อนข้างถาวร อันเป็นผลมาจากการฝึกฝนหรือการมีประสบการณ์พฤติกรรมเปลี่ยนแปลงที่ไม่จัดว่าเกิดจากการเรียนรู้ ได้แก่ พฤติกรรมที่เป็นการเปลี่ยนแปลงชั่วคราว และการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมที่เนื่องมาจากวุฒิภาวะ พฤติกรรมการเรียนรู้ จุดมุ่งหมายของการเรียนรู้แบ่งเป็น 3 กลุ่ม1. พุทธิพิสัย หมายถึง การเรียนรู้ในด้านความรู้ ความเข้าใจ2. จิตพิสัย หมายถึง การเรียนรู้ด้านทัศนคติ ค่านิยม ความซาบซึ้ง3. ทักษะพิสัย หมายถึง การเรียนรู้เกี่ยวกับการกระทำหรือปฏิบัติงานการเรียนรู้กับการเรียนการสอนใน การสอนที่ดี Read More …

จิตศึกษาโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา โรงเรียนที่ไม่มีดาวให้ผู้เรียน โรงเรียนที่ไม่ต้องใช้แบบเรียน

   โรงเรียนที่ไม่มีดาวให้ผู้เรียน     โรงเรียนที่ไม่ต้องใช้แบบเรียน   โรงเรียนที่ไม่มีครูอบรมหน้าเสาธง  โรงเรียนที่ไม่จัดลำดับความสามารถผู้เรียน โรงเรียนที่สอนด้วยด้วยเสียงเบาที่สุด โรงเรียนที่พ่อแม่ต้องมาเรียนรู้ร่วมกับลูก และโรงเรียนที่ทุกคนต้องเรียนรู้อย่ามีความสุข  ในขณะที่โรงเรียนอื่น ๆ ทั่วประเทศไทยจัดให้มีสิ่งดังกล่าวที่เล่ามาจำนวนมากและดูจะมากขึ้นมากขึ้นทุก ๆ วัน  มันเกิดอะไร ?           ครูใหญ่ วิเชียร  ไชยบัง เล่าให้เราฟังในหลาย ๆ เรื่องถึงโรงเรียนแห่งนี้ ว่า           “การเจริญเติบโตของเราปีนี้ย่างเข้าปีที่ 7  เรากำลังจะทำระดับมัธยม เคยมีคนสมัครเป็นครู 700 คนรับแค่ 5 คน และพบว่า แม้จะรับคนยอดเยี่ยมที่สุดแล้ว ก็ต้องพัฒนาต่ออีกหนึ่งปี ทั้งเรื่องท่าที คำพูด ความเข้าใจ และเป้าหมายร่วมกัน  แต่ก็คุ้มกับความสามารถการเป็นครู”           “วัตถุประสงค์โรงเรียนมีข้อเดียวคือ Read More …

จิตแพทย์ เตือนห้ามลอกเลียนแบบ “ทาอายแชโดว์”ขู่ห้ามลูกเล่นมือถือ ถือเป็นการลงโทษที่รุนแรงทางจิตใจ

ตามที่สื่อสังคมออนไลน์แชร์ภาพเด็กหญิงคนหนึ่งทาอายแชโดว์สีดำ โดยระบุว่า เป็นวิธีที่สอนลูกหากไม่อยากให้ติดโทรศัพท์ ตื่นมาลูกไม่เล่นโทรศัพท์อีกเลยเพราะกลัวขอบตาดำ ซึ่งมีผู้แสดงความคิดเห็นกันเป็นจำนวนมาก ตั้งแต่มุมขำขันไปจนถึงมุมสงสารสภาพจิตใจเด็ก และอดคิดไม่ได้ว่าเป็นวิธีการสอนที่ถูกต้องหรือไม่ จะมีผลกับตัวเด็กในอนาคตอย่างไร  พญ.มธุรดา สุวรรณโพธิ์ ผู้อำนวยการสถาบันราชานุกูล กรมสุขภาพจิต  เปิดเผยว่า วิธีการดังกล่าวไม่ควรทำ และไม่ควรลอกเลียนแบบเป็นอย่างยิ่ง เพราะเปรียบได้กับการถูกลงโทษอย่างรุนแรงทางจิตใจ หากทำไปแล้วควรอธิบายเหตุผลให้เด็กฟัง เพราะจากในภาพหากเด็กร้องไห้จากกรณีดังกล่าวก็ถือว่าอยู่ในวัยที่พอจะรับฟังเหตุและผลได้ ควรอธิบายไปด้วยว่าตื่นมา เห็นแบบนี้แล้วรู้สึกอย่างไร ที่เป็นแบบนี้เพราะว่าอะไร พูดคุยในเชิงเปรียบเทียบให้เด็กเข้าใจ ขณะเดียวกันหากคิดว่าสภาพจิตใจเด็กไม่ดีขึ้นเพราะหวาดกลัวกับเหตุการณ์ พ่อแม่ก็สามารถพูดขอโทษลูกได้ เป็นการปรับความเข้าใจกัน ในยุคปัจจุบันคงห้ามไม่ให้ลูกเล่นมือถือไม่ได้ ต้องสอนให้รู้เท่าทั้น ทำความเข้าใจก่อนว่ามือถือนั้นมีทั้งข้อดีแล้วข้อเสีย พ่อแม่ควรเป็นคนยื่นมือถือให้ และกำหนดเงื่อนไขหรือกติกาทุกครั้ง เล่นได้กี่นาที ที่ไหนให้เล่นหรือไม่ให้เล่น และพ่อแม่ก็ต้องทำให้เด็กดูเป็นตัวอย่างด้วย ไม่ใช่ห้ามลูกแต่ทำเอง ต้องเป็นกติกาที่ทำร่วมกัน หรือเป็นกิจกรรมที่ทำร่วมกันได้ยิ่งดี อาทิ พ่อแม่เล่นเกมเดียวกับลูก แข่งขันกันภายในครอบครัว ทั้งนี้ข้อแนะนำหากบอกให้ลูกวางมือถือก็ควรมีอะไรอย่างอื่นให้ลูกทำต่อ เป็นการสร้างจูงใจ Read More …