คนแบบไหนกันที่เรียกว่าป่วยเป็น“คนโรคจิต”

“โรคจิต” หลายครั้งถูกใช้เป็นคำด่าทอ และหลายครั้งก็เกิดความเข้าใจเกี่ยวกับคำเหล่านี้กันจริงๆ อย่างเช่นข่าวคราวในปัจจุบันมักมีการใช้คำว่า “จิตป่วย” ในการกระทำแผลงๆ หลายต่อหลายอย่าง ทำให้ยังคงเป็นที่สงสัยกันอยู่ว่าอาการโรคจิตที่แท้จริงแล้วมีลักษณะแบบไหนกันแน่ ครั้งนี้จึงถือโอกาสหยิบเอาเรื่องราวของอาการโรคจิตซึ่งเป็นข้อมูลจากแพทย์มาฝากเพื่อทำความเข้าใจโดยทั่วกัน อาการโรคจิตเป็นความเจ็บป่วยทางสมองชนิดหนึ่ง มีผลต่อการรับรู้และความคิดที่ผิดไปจากความเป็นจริง เช่น อาการประสาทหลอน ที่มีการได้ยินเสียงคนรอบข้างพูดนินทา หรือสั่งให้ทำสิ่งต่างๆ โดยที่ไม่มีเสียงนั้นอยู่จริง อาการเห็นภาพหลอนต่างๆ ที่ผิดไปจากความเป็นจริง อาการคิดไปเอง ที่มักคิดว่าคนอื่นจะมาคิดร้าย ทั้งที่ไม่เคยมีปัญหากับบุคคลนั้นๆ หรืออาการคิดว่าตนเองมีพลังวิเศษ เป็นต้น ทั้งหมดนี้ถือเป็นความไม่สบายทางสมองแบบหนึ่งที่ทำให้ความคิดและการรับรู้ผิดไปจากความเป็นจริง เรียกว่าโรคจิตทางการแพทย์ อาการโรคจิตแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ โรคจิตในระยะสั้น อาจมีอาการในระยะเวลาไม่ถึง 1 เดือน โรคจิตเภท มาจากภาษาอังกฤษว่า Schizophrenia (สคิซโซฟรีเนีย) ซึ่งจะมีอาการในระยะเวลาเกิน 6 เดือน Read More …

17 หลักจิตวิทยาเก๋าๆ ที่ช่วยอธิบาย ‘ทุกพฤติกรรม’ ที่เราทำไปอย่าง “ไม่รู้ตัว!?”

เคยไหมที่บางที่การกระทำของเราก็เป็นสิ่งที่แม้แต่ตัวของเราเองก็ไม่สามารถอธิบายได้ พฤติกรรมเหล่านั้นเกิดขึ้นจากจิตใต้สำนึกของเราที่หลอกล่อและสั่งให้เรา “ทำ” ทั้งๆ ที่เราไม่อยากทำ แล้วรู้ไหมว่าพฤติการณ์เหล่านี้สามารถอธิบายได้ตามหลักจิตวิทยาเสียด้วย ถ้าคุณเคยคิดว่าคุณ “รู้ใจ” ตัวเองและอธิบายทุกๆ การกระทำของตัวเองได้ล่ะก็…คุณคิดผิด! จากการวิจัยทางด้านจิตวิทยาพบว่า พฤติกรรมของคนส่วนใหญ่นั้นเป็นไปอย่างลึกลับโดยที่แม้แต่ตัวของเราเองยังหาสาเหตุไม่ได้ และนี่คือความจริงทางจิตวิทยาที่มีงานวิจัยมารองรับว่าเรา “เผลอ” ทำแบบนี้จริงๆ และส่วนใหญ่โดย “ไม่รู้ตัว”   บ่อยครั้งที่เราเห็นด้วยกับ “เสียงส่วนใหญ่” ถึงแม้เราจะตะขิดตะขวงใจว่า “มันไม่ถูกนะ” ในปี 1905 มีการทำการทดลองให้ผู้ทดสอบมองไปที่เส้น 3 เส้น แล้วตอบว่า “เส้นไหนยาวที่สุด” โดยที่เส้นหนึ่งนั้นยาวกว่าอีกสองเส้นอย่างชัดเจน เมื่อถูกห้อมล้อมด้วยกลุ่มคนที่บอกว่าเส้นที่ 1 นั้นยาวที่สุด ทั้งๆ ที่มันสั้น ผู้ถูกทดสอบถึง 3 ใน 4 ราย เห็นด้วยกับเสียงส่วนใหญ่อย่างน้อย 1 Read More …

นักจิตวิทยาแนะนำ วิธีเพิ่มความมั่นใจอย่างรวดเร็ว! เมื่อคุณรู้สึกประหม่า

ถ้าคุณเคยได้ยินชื่อของ Amy Cuddy (เอมี่ คัดดี้) แสดงว่าคุณเคยเห็นเธอในรายการ TED talk ในปี 2012 เธอมาพูดในหัวข้อเรื่อง “Power Posing” เธอมีทฤษฎีที่ว่า การยืนด้วยความมั่นใจ เหมือนกับซุปเปอร์ฮีโร่อย่าง Wonder Woman เป็นเวลา 2 นาที ก่อนจะมีการพบปะสังสรรค์ หรือ งานอีเว้นท์ต่างๆ จะทำให้ความมั่นใจของเธอเพิ่มขึ้นมาได้อย่าง “รวดเร็ว” อย่างกับมีเวทย์มนต์เลยละ CREDIT: REX FEATURES 4 ปีต่อมา นักจิตวิทยาของมหาลัยอันดับ 1 ของโลก มหาลัยฮาร์วาร์ด ได้วางจำหน่ายหนังสือ ที่มีแนวคิดเกี่ยวกับ “การเปลี่ยนท่าทาง สามารถเปลี่ยนทัศนคติของเราได้” หนังสือเล่มนี้มีชื่อว่า “Presence: Bringing Your Boldest Self to Read More …

งานวิจัยเผย “การพูดเรื่องสัพเพเหระ” เป็นตัวทำลายความสุข!

ไม่จำเป็นต้องมีงานวิจัยทางวิทยาศาสตร์มาพิสูจน์ เราก็รู้กันดีว่าบทสนทนาซ้ำซากเกี่ยวกับดินฟ้าอากาศไม่ก็ทีมกีฬาท้องถิ่นเป็นเรื่องที่น่าเบื่อซะไม่มี แล้วการพูดคุยสัพเพเหระ (small talk) แบบนี้มีผลกระทบสำคัญต่อความสุขของคุณบ้างรึเปล่านะ? ล่าสุด มีงานวิจัยที่มาไขข้อสงสัยนี้แล้ว ผลชี้ชัดว่า การพูดเรื่องสัพเพเหระมากเกินไปทำให้ความสุขในชีวิตลดลงจริงๆ ซึ่งในทางกลับกัน การสนทนากันอย่างมีเนื้อหาสาระมากขึ้น ก็จะทำให้คุณมีความสุขมากขึ้น การพูดเรื่องสัพเพเหระเป็นตัวทำลายความสุข นักจิตวิทยา Matthias Mehl ได้คิดวิธีพิสูจน์ว่าบทสนทนามีผลต่ออารมณ์คนเราอย่างไร ด้วยการรับอาสาสมัครเพื่อติดตั้งเครื่องอัดเสียงไว้ที่ตัว โดยมันจะบันทึกบทสนทนาของพวกเขาทุกๆ 12.5 นาทีเป็นระยะเวลาสี่วัน จากนั้นก็ถอดเทปมาบันทึกว่าช่วงไหนที่เป็นการพูดกันเรื่อยเปื่อย ช่วงไหนเป็นการถกเกี่ยวกับประเด็นสำคัญๆ เช่น เหตุการณ์ปัจจุบัน และช่วงไหนที่เป็นการพูดคุยเรื่องจำเป็น เช่นว่า ใครจะเป็นคนเอาขยะไปทิ้ง เป็นต้น ระหว่างนั้น พวกเขาก็ติดตามบันทึกระดับมวลความสุขของผู้เข้าร่วมอย่างละเอียด และผลที่ออกมาก็คือ “Mehl และทีมงานวิจัยพบว่าอาสาสมัครที่มีความสุขมากที่สุดนั้นสนทนาเรื่องที่มีเนื้อหาสาระมากถึงสองเท่า และสนทนาสัพเพเหระเพียงแค่หนึ่งส่วนสามของอาสาสมัครที่มีความสุขน้อยที่สุด” Jenn Granneman กล่าวไว้ในเว็บไซต์ Psychology Today คำถามคือ แล้วทำไมการเปลี่ยนจากการพูดหยอกเล่นเรื่อยเปื่อยไปสู่หัวข้อสนทนาที่จริงจังมากขึ้นถึงมีผลต่ออารมณ์ของผู้สนทนามากขนาดนั้นกันล่ะ? Read More …

ข้อสังเกตระหว่าง(คนจริงใจ)กับ(คนตอแหล)รีบอ่านก่อนตกเป็นเหยื่อ!

คนที่จริงใจอยู่ด้วยก็สบายใจและรู้สึกปลอดภัย เพราะคนที่จริงใจพวกเขามีแต่ความใสซื่อ ความเป็นมิตร รักก็บอกว่ารัก เกลียดก็บอกว่าไม่ชอบ คนแบบนี้ไม่เคยคบใครเพื่อหวังผลประโยชน์ใดๆ ส่วนคนตอแหลในสังคมนี้มีมากมาย ถ้าดูไม่ออกกันจริงๆเราก็อาจจะตกเป็นเหยื่อของพวกเขาได้ เพราะคนพวกนี้คบคนเพื่อหวังผลประโยชน์เท่านั้น ยิ่งคุณมีอำนาจ(เป็นผู้บริหาร)คุณต้องดูให้ออก วันนี้ผมก็เลยเขียนบทความเกี่ยวกับเรื่องนี้ขึ้นมา เพื่อให้ทุกท่านได้ศึกษาเอาไว้ 1.จริงใจไม่ไก่กาแสดงออกถึงความเป็นตัวเอง มีจุดยืนที่มั่นคง 2.คนจริงใจหัวเราะอย่างเปิดเผย 3.คนที่จริงใจไม่ได้ชอบทุกเรื่องหรอกนะอย่าเข้าใจผิด 4.พูดแล้วต้องทำนั่นคือคำสัจ 5.คนจริงใจไม่ได้เป็นกูเกิ้ล 6.คนจริงใจรู้จักถ่อมตนไม่โอ้อวดสรรพคุณ 7.ทำความดีเสมอต้นเสมอปลายนั่นคืองานของเรา ไม่ได้ทำดีเพื่อหวังผลประโยชน์ 8.คนที่จริงใจมองคนเท่าเทียมคน 9.ต่อหน้าและลับหลังยังคงเป็นเช่นเดิม 10.คบกับคนเพื่อความสบายใจ ที่มา ครูแร็คนักจิตวิเคราะห์