ข้อคิดล้ำค่า! นักธุรกิจไทยที่บรรลุธรรมบนเตียงคนไข้ขณะป่วยเป็นมะเร็ง (สละเวลาอ่านเถิด)

มีนักธุรกิจชื่อดังคนหนึ่งของเมืองไทย ให้สัมภาษณ์กับนิตยสารฉบับหนึ่ง เขาล่าว่า…. ตลอดระยะเวลาที่ทำธุรกิจมาทั้งชีวิต เขามีเงินมากพอที่จะตระเวนซื้อบ้าน ตั้งแต่เชียงราย ถึง สุไหงโกลก (เหนือสุดจรดใต้สุด) มีบ้านเกิน 10 หลัง แต่ในหนึ่งปี เขากลับได้นอนไม่ครบทุกหลังเลย ส่วนคนที่ได้นอนครบเกือบทุกหลัง คือ คนรับใช้ของเขา  คนรับใช้ได้นอนคฤหาสน์หรูที่เชียงราย เชียงใหม่ เลย ขอนแก่น ภูเก็ต และหัวหิน คนรับใช้ทุกคนอยู่อย่างมีความสุข ท่ามกลางธรรมชาติ ต้นไม้ น้ำ และความสงบ ภายในบริเวรณบ้าน แต่เศรษฐีที่เป็นเจ้านายกลับทำงานหนักงกๆ อยู่ในกรุงเทพฯ แต่ละวันเจอรถติดไม่ต่ำกว่า 3-4 ชั่วโมง และอาศัยอยู่ในคอนโดรังหนู ขนาดไม่ได้ครึ่งหนึ่งของบ้านพักตากอากาศที่เขาซื้อเลย นี่คือชีวิตของคนกรุงที่เขาต้องเจออยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ขณะที่ชีวิตของเขากำลังไปได้ดี เขาก็เริ่มป่วยด้วยโรคสำหรับคนรวย นั่นคือ โรคมะเร็ง ในที่สุดเขาก็ต้องรับการบำบัดด้วยการฉายคีโมแล้วผมก็ร่วง Read More …

โพสต์สุดท้ายของเธอก่อนเสียชีวิตเพียง 24ชม. เพื่อให้ทุกคนที่ยังมีลมหายใจ ได้ตระหนักถึงคุณค่าของการมีชีวิตอยู่

ผมใช้เวลา 1 ชั่วโมงนี้ เพื่อแปลโพสต์สุดท้ายของ “Holly Butcher” สุภาพสตรีที่ป่วยเป็นมะเร็งในวัย 26 ปี เธอเสียชีวิตหลังจากโพสต์ข้อความนี้ใน Facebook เพียง 24 ชั่วโมง และครอบครัวก็นำมาเผยแพร่เพื่อให้ผู้อื่นอ่านและรับรู้ว่าชีวิตนี้มีค่ามาก “มันก็แปลกอยู่นะที่ฉันจะต้องยอมรัีบความตายในวัยแค่ 2 6ปี” ความตายเป็นสิ่งที่คนหนุ่มสาวอย่างเรามักจะเพิกเฉย เพราะเราคิดว่ายังจะมีวันพรุ่งนี้เสมอ เราจะมีชีวิตไปเรื่อยๆ ความตายเป็นเรื่องของวันข้างหน้าที่ไม่มีใครรู้ว่าจะเกิดเมื่อไหร่ ฉันนึกภาพตัวเองตอนแก่ หน้าเหี่ยว ผมหงอกเต็มหัว อยู่ท่ามกลางครอบครัวที่อบอุ่น มีหลานๆวิ่งเต็มบ้าน ฉันอยากจะสร้างครอบครัวกับคนรักอย่างที่ฝันไว้ ฉันอยากได้ชีวิตแบบนั้น คิดแล้วก็ทรมานเหลือเกิน ชีวิตที่เรารักนี้มันเปราะบาง คาดเดาอะไรไม่ได้เลย ทุกวันที่มีชีวิตคือของขวัญต่างหาก ไม่ใช่การดำรงอยู่เพราะเรามีสิทธิที่จะมีชีวิตต่อไปอย่างที่เข้าใจ ตอนนี้ฉันอายุ 27 ปีแล้ว ฉันรักชีวิตของฉัน ฉันมีความสุขกับมัน ฉันมีความรักที่ดี แต่ไม่มีใครควบคุมชะตาชีวิตได้ทั้งนั้น ฉันเขียนโพสต์นี้ก่อนฉันจะตาย ความตายน่ากลัว แต่เราต่างก็มองข้ามและพยายามไม่คิดถึงมัน Read More …

“ให้สิ่งใด ได้สิ่งนั้นกลับ” เพราะการให้ คือปัญญาอย่างหนึ่ง

ปราชญ์เมิ้งจื้อกล่าวว่า “รักเขาเขารักตอบ เคารพเขาเขาเคารพตอบ” ประโยคข้างต้นย้ำเตือนว่าการให้ความเคารพผู้อื่นมีความสำคัญเพียงใด หากคุณเข้าใจผู้อื่น เคารพผู้อื่น คุณย่อมได้รับความเข้าใจและความเคารพจากผู้อื่นเป็นทวีคูณ ความเคารพคือคุณธรรมอย่างหนึ่ง เคารพลูกค้าคือหน้าที่อย่างหนึ่ง เคารพคู่อริคือความใจกว้างอย่างหนึ่ง เคารพทุกผู้คนคือจริยาอย่างหนึ่ง ไม่มีเหตุผลใดที่เราจะต้องมองไม่เห็นหัวของคนอื่น และไม่มีคุณสมบัติใดที่เราต้องทำลายศักดิ์ศรีของคนอื่น หากเราสู้คนอื่นไม่ได้ ไม่ว่าจะด้านใดก็ตาม เราก็ไม่ควรที่จะน้อยเนื้อต่ำใจหรือเกิดจิตริษยา เพื่อทดแทนความภาคภูมิใจในตนเอง มีเพียงฝึกเคารพในผู้อื่น จึงได้รับการเคารพตอบจากผู้อื่น ที่จริงแล้ว เคารพผู้อื่นก็คือเคารพในตัวเอง ขอทานผมเผ้ายุ่งเหยิง เสื้อผ้าเหม็นสาบคนหนึ่งเดินเข้ามาในร้านขายเค้กชื่อดัง ลูกค้าคนอื่นต่างพากันเบือนหน้าหนี บ้างก็เอามือปิดจมูก บ้างก็แสดงออกถึงความรังเกียจอย่างเปิดเผย ขอทานยื่นเงินให้เถ้าแก่พร้อมพูดขึ้นด้วยเสียงอันเบาว่า “ผมขอซื้อเค้กชิ้นเล็กที่สุดชิ้นนั้นครับ” เถ้าแก่เปิดตู้แล้วก็หยิบเค้กก้อนนั้นใส่ลงไปในกล่อง จากนั้นก็ใส่ถุงแล้วยื่นให้ด้วยท่าทางอ่อนน้อม “ขอบคุณที่ใช้บริการครับ วันหลังเชิญใหม่นะครับ” ลูกค้าและหลานชายของเถ้าแก่ต่างพากันประหลาดใจ รวมถึงชายผู้เป็นขอทานที่รู้สึกประหลาดใจในสิ่งที่เถ้าแก่ร้านนี้ปฏิบัติต่อเขา ขอทานรับถุงเค้กมาพร้อมเงินทอน แล้วก็เดินออกจากร้านไปด้วยจิตใจที่อิ่มเอิบ เพราะเขาไม่เคยได้รับการปฏิบัติเช่นนี้จากใคร “ปู่ครับ ทำไมปู่ต้องทำตัวนอบน้อมกับขอทานอย่างนั้นล่ะครับ?” หลานชายเอ่ยขึ้น “แม้เขาจะเป็นขอทาน แต่เขาก็คือลูกค้าของเราคนหนึ่ง ปู่เชื่อว่าเขาต้องออมเงินมาหลายวันเพื่อที่จะซื้อเค้กราคาแพงของร้านเรา หากปู่ไม่บริการเขาเยี่ยงปฏิบัติต่อลูกค้าท่านอื่น ก็เท่ากับเหยียบย่ำในน้ำใจทั้งๆที่เขาก็เป็นหนึ่งในผู้มีอุปการะคุณของร้านเรานะสิ” “ถ้าอย่างนั้น Read More …

“การโดนดูถูกเป็นเรื่องดี” โชคดีแค่ไหนที่มีคนมาดูถูก!

เวลาที่ถูกเหยียดหยาม โดนดูถูก โดนปรามาส ถูกมองข้ามอย่างไร้ตัวตนต่างๆนานา . ให้เข้าใจไว้ว่าท้ังหมดเป็นเรื่องธรรมชาติที่แสนจะปรกติธรรมดา อย่าไปรู้สึกรู้สาอะไรให้เปลืองเวลาและหัวใจ . คนโง่เท่านั้นที่จะซ้ำเติมตัวเองด้วยการเอาเรื่องราวดังกล่าวเหล่านั้นมาบั่นเฉือนตัดทอนกำลังใจตัวเองให้แหลกละเอียดไม่มีชิ้นดี เหมือนเอาขยะมาคลุกเคล้าพลอยทำให้เน่าเหม็นสกปรกเปรอะเปื้อน . ผมมีวิธีจัดการอย่างคนฉลาดเค้าทำกัน เราสามารถแปรเปลี่ยนเรื่องแย่ๆ ห่วยๆ เหล่านั้นให้กลายเป็นแรงขับเคลื่อนผลักดันให้ก้าวไปสู่ความสำเร็จได้สบายๆ . ให้คิดง่ายๆ เหมือนเวลาคุณโกยขยะสกปรกที่ไร้ประโยชน์มากมายเข้าสู่เตาเผา สุมไฟให้แรงเข้าไว้ คุณก็จะได้เป็นพลังงานมหาศาลยังไงยังงั้น . ทีนี้จะเอาไปใช้ทำอะไรที่เกิดประโยชน์ก็ทำไป…ง่ายมั้ย . วิเชียร ฤกษ์ไพศาล  Nick Genie

มาทำความรู้จัก ธรรมะ และ หลักปฎิบัติ ของ องค์หลวงปู่ปรีดา จาก วัดป่าดานวิเวก

หากจะเอ่ยถึงสำนักวัดป่าที่ยังรักษาข้อวัตร และปฏิปทา ธรรมเนียมของพระป่า ที่เข้มข้นที่สุดในยุคนี้ ต้องกล่าวถึง สำนัก “วัดป่าดานวิเวก (วัดดงศรีชมภู) ” อ.โซ่พิสัย จ.บึงกาฬ เนื่องจากเป็นวัดที่คงปฏิปทาสายพระป่า ที่หาได้ยากยิ่งมากในปัจจุบันนี้…โดยมี หลวงปู่ปรีดา (ทุย) ฉนฺทกโร เป็นผู้อบรมสั่งสอน.. ถึงแม้หลวงปู่ทุยจะดุในแง่เจ้าระเบียบ และรักษาข้อวัตร-ปฏิปทาอย่างเข้มงวดกวดขัน แต่ก็มี “พระ-เณร” พากันหลั่งไหลเข้ามาจำพรรษาเพื่อศึกษากับท่านมากขึ้น เพราะสิ่งที่ท่านสอนสั่งนั้นมุ่งอรรถธรรมจริงๆ เช่นนั้นลูกศิษย์หมู่พระเณรในวัดนี้มีแต่พระปฏิบัติกันจริงจัง ทำให้พระที่ไม่มุ่งมั่น พระที่ไม่ชอบข้อวัตร ไม่ชอบภาวนา แบบนี้จะอยู่ไม่ได้ เพราะไม่ยินดีก็จะไม่อยากมาอยู่..ไม่ต้องสงสัยเลย >สำหรับวัดป่าดานวิเวกไม่มีสิ่งก่อสร้างใดๆ นอกจากศาลาใหญ่หลังหนึ่งและกุฏิที่อยู่ห่างๆ กันไปเท่าที่จำเป็น อาสนะของพระสูงกว่าพื้นดินเพียงคืบเดียว หลวงปู่ทุยท่านมีปฏิปทาว่าจะไม่สร้างวัตถุถาวรใดๆ เกินความจำเป็น มุ่งปลูกป่าอย่างเดียว หากจะใช้ลำไม้ได้กรณีที่ต้นไม้นั้นล้มหรือตายเอง วัดจะไม่ใช้ไฟฟ้าและระบบน้ำประปา โดยสั่งห้ามไว้ไม่ให้มีการต่อไฟฟ้าเข้ามาในวัดอย่างเด็ดขาด ส่วนน้ำนั้น Read More …